โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ CHECK-LIST : 5 เรื่องฮิต สารพัดคำเตือนสิ่งที่เด็กห้ามทำ จริงหรือ ?

ชัวร์ก่อนแชร์

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 13.50 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 06.50 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บทความนี้เรียบเรียงโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence : AI) โดยมีเนื้อหาหลักจากคลิปวิดีโอ

2 กรกฎาคม 2568

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกโซเชียล ผู้ปกครองหลายท่านอาจเคยได้รับคำเตือนต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน พฤติกรรม หรือพัฒนาการ ซึ่งบางครั้งก็สร้างความสับสนและวิตกกังวลไม่น้อย บทความนี้จะพาทุกท่านไปตรวจสอบ 5 คำเตือนยอดฮิตที่มักแชร์กันบนโลกออนไลน์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ “ชัวร์ก่อนแชร์” และดูแลลูกรักได้อย่างมั่นใจ

1. การติดจอทำให้เด็กเป็นออทิสติกจริงหรือ ?

ตรวจสอบกับ ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ : จริง แชร์ต่อได้

แม้การติดจอจะไม่ใช่ “สาเหตุโดยตรง” ที่ทำให้เด็กปกติกลายเป็นออทิสติก แต่ก็เป็น “ปัจจัยเสี่ยง” สำคัญที่ขัดขวางพัฒนาการทางสังคมและการสื่อสารของเด็ก และอาจกระตุ้นอาการในเด็กที่มีแนวโน้มเป็นออทิสติกอยู่แล้ว ทางออกที่ดีที่สุดคือการจำกัดเวลาหน้าจอให้เหมาะสมกับวัย และหันมาใช้เวลากับลูกให้มากขึ้น เพื่อสร้างรากฐานพัฒนาการที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์ให้กับพวกเขา

อย่างไรก็ตาม เด็กที่ติดจออาจแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายกับอาการของออทิสติก เช่น การไม่สบตา ไม่สนใจผู้อื่น หรือมีปัญหาด้านการสื่อสาร ซึ่งเรียกว่า “ภาวะออทิสติกเทียม” ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถดีขึ้นได้หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้หน้าจอและเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

2. “เล่นมือถือนาน ๆ เสี่ยงประสาทตาอักเสบ” จริงหรือ ?

ตรวจสอบกับ รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ ประธานวิชาการ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ : ไม่จริง ไม่ควรแชร์ต่อ

ภาวะเส้นประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis) นั้นมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค ไม่มีความเชื่อมโยงกับการใช้สายตาจ้องหน้าจอสมาร์ตโฟนแต่อย่างใด ส่วนอาการตาแดงที่อาจพบได้ในเด็กที่เล่นมือถือนานๆ มักเกิดจากเยื่อบุตาอักเสบหรืออาการตาแห้งจากการขยี้ตามากกว่า

ทั้งนี้ การปล่อยให้เด็กเล็กอยู่กับหน้าจอสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลเสียต่อพัฒนาการหลายด้าน ทั้งด้านสายตาที่อาจเกิดภาวะตาล้าหรือสายตาสั้นก่อนวัย และที่สำคัญคือส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ และทักษะการเข้าสังคม เนื่องจากเด็กจะขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่โรคประสาทตาอักเสบไม่ได้เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือ แต่เกิดจากการติดเชื้อหรือยาบางชนิด อย่างไรก็ตาม ควรให้เด็กพักสายตาเป็นระยะและไม่เล่นในที่มืด

3. เขย่าลูกอันตราย จริงหรือ ?

ตรวจสอบกับ นายแพทย์กุลเสฏฐ ศักดิ์พิชัยสกุล กลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์-งานประสาทวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ : จริง แชร์ต่อได้

“การเขย่าลูก” ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม คือการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่ง การเขย่าตัวทารกอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยความโมโหหรือเล่นสนุก อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะทารกถูกเขย่า” (Shaken Baby Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะวัยต่ำกว่า 2 ขวบ กล้ามเนื้อคอยังพัฒนาไม่แข็งแรงพอที่จะประคองศีรษะซึ่งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับลำตัวได้ เมื่อถูกเขย่า ศีรษะจะสะบัดไปมาอย่างรุนแรง ทำให้เนื้อสมองที่บอบบางเกิดการกระแทกกับกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้หลอดเลือดในสมองฉีกขาดและเกิดภาวะเลือดออกในสมอง ส่งผลให้เกิดความพิการถาวรหรือเสียชีวิตได้

4. คำเตือน ห้ามให้เด็กนอนคว่ำจริงหรือ ?

ตรวจสอบกับ นพ.ฉัตรชัย ธำรงอาจริยกุล อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ : จริง แชร์ต่อได้

การจัดท่าให้ทารกนอนคว่ำเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิด “ภาวะไหลตายในทารก” (Sudden Infant Death Syndrome – SIDS) เนื่องจากใบหน้าของทารกอาจไปซบกับที่นอน หมอน หรือผ้าห่ม จนอุดกั้นทางเดินหายใจ อาจทำให้ทารกขาดอากาศหายใจได้ ท่านอนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารกคือท่านอนหงาย และควรนอนบนที่นอนที่แข็งพอดี ไม่มีหมอนหรือตุ๊กตาที่อาจอุดกั้นทางเดินหายใจ

5. “ป้อนกล้วยเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน” อันตราย จริงหรือ ?

ตรวจสอบกับ รศ. (พิเศษ) พญ.สุนทรี รัตนชูเอก งานโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก กลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ : จริง แชร์ได้

ทารกต่ำกว่า 6 เดือนยังมีพัฒนาการการกลืนและการขบเคี้ยวที่ไม่สมบูรณ์ การป้อนอาหารที่มีเนื้อหยาบอาจทำให้เกิดการสำลักและอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย แต่ไม่ใช่กล้วยเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ยังรวมถึงอาหารทุกอย่างที่นอกเหนือจากนมแม่ ก็ไม่ควรจะเริ่มก่อนอายุ 6 เดือน ยกเว้นกรณีที่นมแม่ไม่เพียงพอ แล้วเด็กเริ่มมีการเติบโตที่ผิดปกติ ก็จำเป็นจะต้องเริ่มอาหารตามวัยเร็วขึ้น แต่ก็ไม่เร็วกว่า 4 เดือน

บทสรุป

โดยสรุปแล้ว คำเตือนต่าง ๆ ที่แชร์กันในโลกออนไลน์นั้นมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องที่ต้องตรวจสอบก่อนจะเชื่อและแชร์ต่อ ควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น กุมารแพทย์ เพื่อให้การเลี้ยงดูบุตรหลานเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุด

ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย : พีรพล อนุตรโสตถิ์, ณัฐพล จิตรมั่น, พงศ์อิทธิ์ เชิดชูวงศ์
ตรวจสอบบทความโดย : ชยานิษฐ์ ผ่องใส

ติดตามชัวร์ก่อนแชร์ CHECK-LIST : 5 เรื่องฮิต สารพัดคำเตือนสิ่งที่เด็กห้ามทำจริงหรือ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...