การเลือกตั้งและการเมืองเทศบาล 11 พ.ค. 2568 ปัญหาและภาพสะท้อน ของส่วนกลางและท้องถิ่น (จบ)
บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง
การเลือกตั้งและการเมืองเทศบาล 11 พ.ค. 2568
ปัญหาและภาพสะท้อน
ของส่วนกลางและท้องถิ่น (จบ)
“โลกนี้มีอันตรายจากมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม กฎสั้นๆ สำหรับการปกครองแบบเสรีก็คือ – อย่าหลงเชื่อผู้ใดก็ตามที่อยู่ในอำนาจ เพราะเขาสามารถทำอันตรายให้เสรีภาพของส่วนรวมได้ทุกเมื่อ”
จอห์น แอดัมส์, John Adams, ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 2, 1772 (พ.ศ.2315)
ภาพสะท้อน
ของโครงสร้างรัฐและท้องถิ่น
และปัจจัยที่ส่งผลต่อกัน
ข้อแรก ที่กล่าวมาข้างต้น คือ รัฐระดับชาติได้ก่อแรงกระแทกสำคัญยิ่งต่อท้องถิ่น
1. ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นถึง 7-8 ข้อใหญ่เริ่มในปี 2540-2542 โดยไม่มีการจัดสัมมนา ค้นคว้าสอบถามใครก่อนเลย เมื่อคุณไม่สอบถามใครเลย คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณคิดถูกต้อง
2. การเปลี่ยนแปลงเรื่องโครงสร้างและผลกระทบแต่ละครั้งมีผลยาวไกลเสมอ ทำไมคุณถึงคิดเร็ว ตัดสินใจเร็ว และเชื่อว่าผลดีจะเกิดขึ้นตามมา บทเรียนคือ จะทำอะไรต้องปรึกษาประชาชนเสมอๆ
3. การละเว้นบางเรื่อง เช่น ไม่จัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในต่างจังหวัด ไม่ส่งเสริมให้สันนิบาตเทศบาลได้บริหารด้วยตัวเขาเอง ฯลฯ เหตุใดจึงไม่คิดจะทำ ปัญหาคืออะไร หวงอำนาจไว้ทำไม
และ 4. เห็นหรือไม่ว่าทันทีที่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สิ่งที่หยุดชะงักไปก็คือ งบประมาณท้องถิ่นที่ควรเพิ่มขึ้น แต่ส่วนอื่นๆ กลับปล่อยให้ดำเนินต่อไป การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นสิ้นสุดลง ไม่มีการพัฒนาต่อ จากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาจนถึงฉบับปี 2560 การเลือกตั้งของท้องถิ่นก็ถูกระงับ แม้แต่คำว่า “กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” ก็หายไปจากรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด
นี่เป็นเหตุการณ์ปกติหรือ? เปล่าเลย นี่คือฝีมือของคณะรัฐประหารในปี พ.ศ.2557 ที่โค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน คณะรัฐประหารไม่เคยมีประชาชนอยู่ในใจ
บทสรุป ข้อแรก นับจากปี พ.ศ.2490 ที่ฝ่ายสูญเสียอำนาจในปี 2475-กองทัพและสหรัฐที่หวั่นเกรงการเติบโตของขบวนการสังคมนิยมจากจีน-อินโดจีน จึงรวมกันโค่นรัฐบาลของคณะราษฎร จนถึงปี 2557 รัฐไทยถูกควบคุมด้วยรัฐประหาร 13 ครั้ง ระบอบการปกครองและรัฐธรรมนูญถูกเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า และเช่นเดียวกันการปกครองท้องถิ่นซึ่งควรจะเป็นประชาธิปไตยระดับฐานที่แข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับนับแต่ปี พ.ศ.2476 กลับต้องพบมรสุมอย่างหนัก
การปกครองท้องถิ่นไทยมีรูปแบบไว้อวดแขกต่างชาติที่มาเยือนได้ แต่เนื้อหานั้นน่าสงสารนักเพราะห่างไกลมากจากการจะอุ้มชูต้นไม้นี้ให้เติบใหญ่กล้าแข็ง
เช่น เมื่อเกิดรัฐประหารก็จะให้ยุติการเลือกตั้งท้องถิ่น แล้วให้ข้าราชการประจำเข้าควบคุมท้องถิ่นแทนเป็นส่วนใหญ่
สุขาภิบาลที่เริ่มก่อตั้งในปี 2495 ในเขตชุมชนกึ่งเมือง ก็ให้นายอำเภอควบตำแหน่งประธาน กรรมการสุขาภิบาลก็ให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมีบทบาท มีเลือกตั้งจากประชาชนไม่มากนัก
อบจ.ก่อตั้งปี 2498 รัฐบาลก็ให้ผู้ว่าฯ แต่งตั้งแต่ละจังหวัดเป็นนายก อบจ. เรื่อยมาจนถึงปี 2540 เท่ากับว่า 42 ปีเต็ม (2498-2540) มหาดไทยควบคุม อบจ. เพิ่งมีการเลือกตั้งโดยตรงครั้งแรก ปี 2547 ฯลฯ
20 กว่าปีที่ผ่านมานับแต่การปฏิรูปการเมืองในปี 2540 แทบทุกอย่างสะดุดหยุดลงด้วยรัฐประหารสำคัญ 2 ครั้งในปี 2549 และ 2557 งบฯ ของ อปท. เพิ่มขึ้นจาก 9% เป็น 25% จนถึงปี 2549 ต่อจากนั้นก็หยุดชะงัก งานฝากของรัฐบาลกลางให้ อปท.มีเพิ่มขึ้น งบฯ ที่ให้มาเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เป็นงบฯ ที่มีเงื่อนไขคือ อปท.ต้องใช้เงินตามคำสั่งที่มอบให้ มิใช่ให้ อปท.วินิจฉัยการใช้งบฯ เหล่านั้น
ส่วนการถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. ที่ผ่านมาก็ลดน้อยลงเมื่อทิศทางของรัฐบาลกลางตั้งแต่ 2549 จนถึงปัจจุบันคือ ไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ-ไม่มีการกระจายอำนาจ
ข้อที่ 2 คำถามสำคัญข้อหนึ่งที่เราควรชัดเจน นั่นคือ นับแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับแรก พ.ศ.2504 จนถึงปัจจุบัน เมืองเติบโตขึ้นทุกจังหวัด แต่การเมืองท้องถิ่นกลับไม่มีการพัฒนา กรุงเทพฯ ก็ยังเติบโตไม่หยุด
หน่วยงานราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคก็ไม่เคยลดจำนวนลงไปเลย แม้ว่า อปท.จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาลเมือง, เทศบาลนคร แต่กลับกลายเป็นว่าทุกหน่วยงานเหล่านี้มีงานซ้ำซ้อนกันในทุกจังหวัด โดยเฉพาะหน่วยงานส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาคยังคงอยู่และคุมงบฯ ส่วนใหญ่ไว้
อปท.ยังคงดูแลการศึกษาน้อยมาก กระทรวงศึกษาธิการยังคงควบคุมแทบทั้งหมด และป่าไม้-ตำรวจ-การจราจร-ถนน-การจัดการน้ำก็ยังอยู่ในการบริหารของหน่วยงานเดิมๆ ฯลฯ
ข้อที่ 3 ในช่วง 60 กว่าปีที่รัฐไทยพัฒนาเข้าสู่ยุคทันสมัย อย่างน้อย การบริหารจัดการการท่องเที่ยว, วัฒนธรรมท้องถิ่น และการศึกษา รัฐก็ควรส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นๆ เป็นลำดับ และตัวเองหันไปมุ่งพัฒนาขีดความสามารถในการต่อสู้แข่งขันกับต่างประเทศ (National Competitiveness)
แต่เปล่าเลย ที่ผ่านมา เราเห็นการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ เป็นงานที่กระทรวงเข้ามาดำเนินการเป็นส่วนใหญ่ ผู้บริหารระดับ รมว. รมช. และอธิบดี เดินทางลงมาดูงานเหล่านี้บ่อยครั้ง
ข้อที่ 4 การศึกษาคือการพัฒนาคุณภาพของเยาวชนและประชาชนในการปรับปรุงท้องถิ่นของตนให้ดีขึ้น ตลอดจนการเสริมสร้างภาคประชาสังคมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ส่งเสริม อปท.ทุกแห่งให้พัฒนาประชาชนของตนเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งในชุมชน รู้จักประวัติศาสตร์และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ตลอดจนการรื้อฟื้นศิลปะและประเพณีที่ถูกละเลยไปให้กลับคืน แต่กระทรวงศึกษาฯ ผลักดันเรื่องเหล่านี้ให้ท้องถิ่นทำน้อยมาก
หลายปีมานี้ เยาวชนคนรุ่นใหม่ของประเทศนี้ควรพูด 4 ภาษาได้ดีขึ้นๆ เป็นลำดับ คือ ภาษาท้องถิ่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาตะวันออก ควรมีการแข่งขันพูด หรือบรรยาย หรือโต้วาทีตามจังหวัดและอำเภอต่างๆ ที่เยาวชนจะได้แสดงออกอย่างองอาจ แต่เรากลับเห็นสาวนักร้อง-นักกอล์ฟ-นักวอลเลย์บอลเพียงไม่กี่คนไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก
นั่นคือ ความสามารถของปัจเจก เรายังไม่เห็นความพยายามใดๆ หรือผลงานความสำเร็จใดๆ ขององค์กรหรือสถาบัน เช่น กระทรวงศึกษาฯ-วัฒนธรรม-การท่องเที่ยว หรือ อปท.
ข้อที่ 5 กรณีมีข่าวหน่วยเลือกตั้งในสถาบันการศึกษาระดับสูงที่มีผู้ไปลงคะแนนเสียงเพียง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ย่อมไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติ แต่ควรมีคำอธิบายอย่างน้อย 3 ข้อ คือ
1. นักศึกษาจากต่างจังหวัดไปเรียนนอกภูมิลำเนาเป็นเวลานาน เป็นภาระของสถาบันการศึกษาที่กำหนดให้นักศึกษาต้องย้ายภูมิลำเนามา เพราะนี่คือกระบวนการสำคัญของการเรียนรู้และรู้จักชุมชนรอบตัว ถิ่นที่ตนเองศึกษาแม้มิใช่บ้านเกิด แต่เมื่อมาอยู่หลายปี ก็ควรใส่ใจและรู้ว่าเมืองมีระบบบริหารอย่างไร ใครรับผิดชอบ มีปัญหาอะไร มีบทเรียนอะไร ตนเองในฐานะผู้มีการศึกษา จะเป็นผู้นำสังคมควรมีท่าทีต่อการเมืองอย่างไร ไม่ใช่ “ฉันไม่เกี่ยว ฉันไม่สนใจ” ฯลฯ
2. หากเป็นวันหยุดยาว กกต.ก็มีภารกิจให้ผู้เลือกตั้งต้องรับผิดชอบ เช่น การใช้สิทธิ์ล่วงหน้า หรือทางไปรษณีย์ หรือออนไลน์ หน่วยงานดูแลการเลือกตั้งมีภารกิจสำคัญคือ ให้ผู้มีสิทธิ์ได้ใช้สิทธิ์ของตนเองเต็มที่
3. หากเยาวชนไม่สนใจการเมือง คำถามคือ ผู้ปกครอง ชุมชนรอบๆ สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา และภาครัฐควรมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร กระทรวงศึกษาฯ และแต่ละสถาบันจะต้องรับผิดชอบอย่างไรต่อความไม่ใส่ใจทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ การศึกษาควรจะสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพทุกๆ ด้าน ใส่ใจในเรื่องราวต่างๆ ในฐานะที่เขาจะออกไปแบกรับปัญหาต่างๆ ของตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติมากขึ้นในอนาคต
และ ข้อที่ 6 มีข่าวมากมายเกี่ยวกับการจ่ายเงินเพื่อขอคะแนนในการเลือกตั้ง ในชุมชนที่อยู่กันมานาน รู้จักกันดี ก็รู้ว่าใครเป็นคนเดินแจกเงิน บ้านไหนควรได้รับกี่คน คนละเท่าใด บ้านไหนควรละเว้น คนที่ให้มาเป็นหัวคะแนนของใคร กลุ่มใด ฯลฯ
พรอัมรินทร์ พรหมเกิด (The Isaan Record & Facebook. 13 พฤษภาคม 2568) ชี้ว่า ก็เพราะนักการเมืองและคนจำนวนมากเห็นว่านี่เป็นเรื่องปกติ การซื้อสิทธิ์ขายเสียงในสังคมนี้จึงมีแต่เพิ่มขึ้นๆ ทุกขณะ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่แก้ปัญหานี้ไปนานแล้ว
ประเด็นก็คือ เมื่อคนอยากมีตำแหน่งทางการเมือง จ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ก็ย่อมต้องลงทุนไปมากเพื่อให้ได้ผลสำเร็จ เรื่องก็คือ การเข้าไปถอนทุนคืนและทำกำไรจากงานนี้ คนที่รับเงินแล้วเลือกคนให้เป็นการตอบแทนก็คือเปิดโอกาสคนเช่นนั้นได้เข้าไปหาประโยชน์จากงบประมาณในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งก็คือการปล้นเอาภาษีอากรที่ประชาชนจ่ายให้รัฐนั่นเอง
คำถามก็คือ เหตุใดเราจึงปล่อยให้มีการนำเอาเงินอันเกิดจากภาษีอากรของประชาชนไปเป็นรายได้อันมิชอบของคนจำนวนหนึ่ง ทำไมประชาชนและสื่อมวลชนไม่ช่วยกันหาหลักฐานที่ชัดเจนออกมาให้ปรากฏ รวมทั้งคนที่ได้รับเงินค่าจ้างนั้นกับมือ หรือเห็นตำตาว่าได้เกิดการกระทำผิดที่ใด ใครบ้างเข้าร่วม เก็บหลักฐานได้ไหม และเหตุใดเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้จึงไม่หาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ทั้งหมดนี้ เมื่อไม่มีการแก้ไข ได้ส่งผลให้เกิดการสูญเสียภาษีอากรของประชาชนไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวปีละเท่าใด ฯลฯ
อนึ่ง การที่หน่วยงานของรัฐไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับและกวาดล้างอย่างจริงจัง นอกจากจะทำให้สังคมด้อยคุณภาพ เพิกเฉยต่อปัญหานี้มากขึ้นเท่านั้น ยังลามไปถึงความไม่ใส่ใจต่อกรณีทุจริตคอร์รัปชั่นอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งล้วนแต่จะทำให้คนจำนวนหนึ่งแอบปล้นชิงเอาภาษีอากรของประชาชนไปเป็นประโยชน์ส่วนตนในด้านอื่นๆ มากขึ้นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในกรณีเช่นนี้ สถาบันการศึกษาต่างๆ สถาบันศาสนา องค์กรที่ทำงานด้านสื่อมวลชนและการประชาสัมพันธ์ และเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรที่ทำงานด้านกฎหมายและศาลจะร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังได้อย่างไร
สภานิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการระดับชาติจะว่าอย่างไร บทเรียนของประเทศที่ประสบความสำเร็จในกรณีเป็นอย่างไร มีกี่แบบ และเหตุใดจึงไม่มีการนำมาใช้ ฯลฯ
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะพบว่า แม้การปกครองท้องถิ่นจะได้รับการสถาปนามานานแล้ว แต่เนื่องจากการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายอนุรักษ์กับฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่มีข้อยุติ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐอนุรักษ์เดิมเป็นรัฐที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางในระดับที่สูงมาก และได้ลดบทบาทและอำนาจของท้องถิ่นไปเสียหมด แถมได้พยายามเข้าควบคุมองค์กรบริหารท้องถิ่นที่จัดตั้งภายหลังอย่างหนัก
คือสุขาภิบาลในปี 2440 และ 2448 ให้เป็นการปกครองท้องถิ่นที่รัฐควบคุมไว้ทั้งหมด ครั้นรัฐบาลหลังปี 2475 จัดตั้งเทศบาลขึ้นมาซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาเทศบาลให้เข้มแข็งในด้านโครงสร้างและบทบาทของภาคประชาสังคมโดยเฉพาะด้านการศึกษา แต่ในที่สุด ก็กลับถูกทำลายลงให้เหลือแต่รูปแบบการปกครองท้องถิ่น แต่ไม่เข้มแข็งในด้านคุณภาพนับแต่ปี พ.ศ.2490 เป็นต้นมา
บทบาทของเทศบาล และ อปท.ทุกหน่วย
และองค์กร-พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย
ในแง่นี้ การศึกษาค้นคว้าและถกเถียงบทบาทและแนวทางการพัฒนาองค์กรปกครองท้องถิ่นจึงเป็นประเด็นที่สำคัญมากของประเทศนี้ ที่สำคัญยิ่งก็คือ
1. เมื่อพูดถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะต้องถามและค้นคว้าต่อไปให้ได้ว่าปัญหาเหล่านั้นเกิดจากอะไร การมองย้อนกลับไปดูประวัติความเป็นมาเพื่อค้นหาสาเหตุจึงสำคัญมากๆ และช่วยกันค้นหาว่าจะแก้ไขต่อไปอย่างไร
2. เนื่องจากการปกครองท้องถิ่นเป็นปัญหาพื้นที่ นั่นคือมีองค์ประกอบทุกอย่างในพื้นที่เกี่ยวพันกัน ทั้งยังขาดความเป็นอิสระเพราะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเมืองระดับชาติ สถานภาพและปัญหาต่างๆ ของท้องถิ่นจึงต้องมองทั่วด้าน และไม่อาจแยกออกจากการเมืองระดับชาติได้เลย ไม่ว่าในประเด็นใด
เช่น ประชาชนในฐานะสมาชิกของจังหวัดต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของ อบจ.ด้วย ก็ต้องช่วยกันดูแล อบจ.ให้เข้มแข็ง รับใช้ประชาชนให้มากกว่าเดิม และในฐานะที่จังหวัดเป็นหน่วยงานภูมิภาค ที่ควรจะยอมให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพื่อให้ผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้งลงมาดูแลรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ อยู่ในวาระตำแหน่งนาน 4 ปี ประชาชนก็ต้องช่วยกันรณรงค์เพื่อให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเริ่มจังหวัดไหนก่อน หรือเริ่มพร้อมกันทีละ 3-5-7 จังหวัด ก็ได้ทั้งสิ้น
ดังนั้น เมื่อประชาชนอยู่ในจังหวัดหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากจังหวัดและการบริหารงานของผู้ว่าฯ และเป็นคนเลือกนายก อบจ. และ ส.จ.ทุกๆ 4 ปี ประชาชนจะอยู่ในเขต อบต. หรือเทศบาลตำบล หรือเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร ก็ล้วนต้องดูแลกันและช่วยเหลือกันในทุกๆ ด้าน
มาผนึกกำลังกันให้เป็นหนึ่ง เพื่อให้การเมืองระดับชาติต่อไปนี้ต้องหันมารับใช้ประชาชนและท้องถิ่นให้มากขึ้น และกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมือง และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นกันอีกครั้งในเร็วๆ นี้
พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาแบบรัฐกึ่งเมืองขึ้นของไทยในอดีต และมองความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นที่ผ่านมาให้เห็นชัดเจน มองปัญหาอย่างทั่วด้าน และหนักแน่นในการนำเสนอปัญหาของสังคมไทย ยกระดับการศึกษาและความรู้ทางการเมืองของประชาชนเป็นภารกิจสำคัญ ซึ่งต้องใช้เวลา ความอดทน และความมุ่งมั่น
นี่คือบทเรียนสำคัญที่เราได้มาจากผลการเลือกตั้งเทศบาล 11 พฤษภาคม 2568 การเลือกตั้งการเมืองระดับชาติครั้งต่อไปในปี พ.ศ.2570 จะมีความหมายอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของสังคมไทย และเร่งผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง และเดินหน้าสู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นกันอย่างจริงจังอีกครั้งในอนาคตอันใกล้
ลาก่อน รัฐประหาร 13 ครั้งที่ผ่านมาในประเทศนี้ (2490-2557) ขออย่าให้เกิดรัฐประหารครั้งที่ 14 อีกเลยในประเทศนี้ สิ้นสุดกันที
อนาคตของประเทศนี้อยู่ในมือของประชาชนทุกๆ คน จะต้องสามัคคีกับฝ่ายเพื่อประชาธิปไตยทุกพรรคทุกกลุ่มให้มั่น
องค์กรปกครองท้องถิ่นคือประชาชน ทั้งสองควรร่วมมือกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และผลักดันให้รัฐไทยคืนความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งกลับมาให้ได้ และจากนั้นก็ช่วยกันทำให้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นกลับคืนมาสู่สังคมไทยโดยเร็ววัน
นี่คืออนาคตของสังคมไทยในห้วง 1 ทศวรรษต่อจากนี้…เพื่อคนไทยทุกๆ คน…
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเลือกตั้งและการเมืองเทศบาล 11 พ.ค. 2568 ปัญหาและภาพสะท้อน ของส่วนกลางและท้องถิ่น (จบ)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly