โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เออร์โน สปีเกล ฮีโรชาวยิว ผู้ดูแล “นักโทษฝาแฝด” ในค่ายกักกันของนาซี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 03.48 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 00.30 น.
เออร์โน สปีเกล (ภาพ : https://acedmagazine.com/the-last-twins/)

เออร์โน สปีเกล ฮีโรชาวยิว ผู้ดูแล “นักโทษฝาแฝด” ในค่ายกักกันของนาซี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นาซีเยอรมันภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ทำการทดลองทางการแพทย์ ไม่เพียงเพื่อพัฒนาสายเลือดอารยัน ที่นาซีเชื่อว่าเป็นเลือดบริสุทธิ์และสูงส่ง แต่ยังพัฒนาและทดลองอาวุธชีวภาพในมนุษย์เพื่อดูผลลัพธ์ โดยนำนักโทษชาวยิวจำนวนมากมาทดลองที่ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ (Auschwitz) อย่างเหี้ยมโหดไร้ความปราณี

นักโทษที่ถูกควบคุมตัวมาทำการทดลอง มีทุกเพศทุกวัย รวมทั้งกลุ่มฝาแฝดที่ โจเซฟ เมงเกอเลอ (Josef Mengele) แพทย์นาซีเจ้าของฉายา “ทูตมรณะ” ต้องการตัว เพื่อนำมาทดลองด้านพันธุกรรม คาดว่ามีฝาแฝดกว่า 1,500 คู่ ต้องทุกข์ทรมานจากการกระทำอันไร้มนุษยธรรมนี้

เออร์โน “สวี” สปีเกล (Erno “Zvi” Spiegel) เป็นหนึ่งในนักโทษฝาแฝดชาวฮังการีเชื้อสายยิววัย 29 ปี นาซีแยกตัวเขาจาก แมกดา (Magda) ฝาแฝดหญิง และมอบหมายให้เขาดูแลกลุ่มนักโทษฝาแฝดชาย ซึ่งมีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ไปถึงผู้ใหญ่ ตามคำสั่งของเมงเกอเลอ

หน้าที่ประจำวันของสปีเกล คือ ต้องพานักโทษเหล่านี้ไปสำนักงานของเมงเกอเลอเพื่อทำการทดลอง

สิ่งที่เมงเกอเลอกระทำกับนักโทษฝาแฝดเต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณ อย่างการฉีดเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายแฝดคนหนึ่ง จากนั้นถ่ายเลือดที่ติดเชื้อเข้าไปในร่างกายของแฝดอีกคน หลายรายเสียชีวิตขณะทดลอง แต่หากมีชีวิตรอดจากการได้รับเชื้อโรคก็มักจะถูกนำตัวไปฆ่าและผ่าศพเพื่อดูสภาพภายใน โดยที่การทดลองทั้งหมดไม่ได้ดำเนินการตามมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใดๆ เลย

เอฟราอิม ไรเชนเบิร์ก (Ephraim Reichenberg) เล่าใน “The Last Twins” สารคดีถ่ายทอดเรื่องราวของสปีเกลและฝาแฝดที่สปีเกลช่วยไว้ ออกฉายในโรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2025 ว่า

เขาและพี่ชายถูกฉีดสารบางอย่างที่คอ ต่อมาพี่ชายมีเสียงร้องดีขึ้น แต่เขาไม่มี จากนั้นพวกนาซีก็เอาแต่โฟกัสการทดลองที่คอของพวกเขา ปีต่อมา พี่ชายของไรเชนเบิร์กเสียชีวิตอย่างทรมาน และในปี 1967 ไรเชนเบอร์กต้องผ่าตัดเอาคอหอยออก

เมื่อนึกถึงสปีเกล ไรเชนเบิร์กบอกว่า “สปีเกลเป็นคนที่รวบรวมเด็กๆ มาอยู่ด้วยกันและคอยดูแล สอนพวกเขา และคอยเฝ้าระวังพวกเขาเป็นอย่างดี”

เออร์โน สปีเกล ฮีโรชาวยิว

แม้ เออร์โน สปีเกล จะไม่สามารถหยุดความโหดร้ายของพวกนาซี แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เขาทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการดูแลให้บรรดาเด็กๆ ยังมีชีวิตรอด

ในค่ายกักกันที่นาซีรู้จักนักโทษด้วย “ตัวเลข” ที่สักบนแขนของแต่ละคน สปีเกลขอให้ทุกคนเรียกกันและกันด้วย “ชื่อจริง” หากเด็กแฝดคนไหนเจออาหารก็ต้องนำมาแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้กิน เป็นการสอนให้รู้จักการแบ่งปัน และให้ทุกคนมีความสุขร่วมกัน แม้จะเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม ทั้งยังทำหน้าที่ครู สอนเลข ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ ให้เด็กๆ อีกด้วย

“เขาเป็นเหมือนพ่อของพวกเราเลยครับ เพราะที่นี่เราไม่มีพ่อแล้ว” ทอม ไซมอน (Tom Simon) ผู้รอดชีวิตจากค่ายเอาชวิตซ์ เล่าในสารคดี

สปีเกลยังช่วยชีวิตนักโทษชาวยิวที่ไม่ใช่แฝด อย่างครั้งหนึ่งนาซีนำตัว จอร์จี คุน (Gyorgy Kun) และพี่ชายไปห้องทดลองฝาแฝดในค่ายกักกัน แต่ทั้งสองเป็นพี่น้อง ไม่ใช่ฝาแฝด เมื่อสปีเกลซึ่งทำหน้าที่กรอกเอกสารสังเกตเห็นวันเกิดไม่เหมือนกันก็เอะใจ จึงแก้ไขวันเกิดของทั้งคู่ให้เป็นวันเดียวกัน เพราะถ้าเด็กๆ โดนจับได้ว่าไม่ใช่ฝาแฝดจะถูกส่งไปห้องรมแก๊ส และเช่นกัน ถ้านาซีรู้ว่าสปีเกลปลอมวันเกิด ปลายทางก็ต้องไปจบที่นั่นด้วยเหมือนกัน

หลังนาซีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม เมงเกอเลอหนีไปอยู่บราซิล และไม่เคยได้รับโทษจนกระทั่งเสียชีวิตราวปี 1979 ไม่มีใครลืมความโหดเหี้ยมที่เขากระทำกับเพื่อนมนุษย์ เพราะแม้จะจากไปหลายปี แต่ในปี 1985 นิตยสาร TIME ยังคงนึกถึง และเรียกเขาว่า “ชายที่ถูกคนเกลียดมากที่สุดในโลก”

ส่วนสปีเกล หลังมีการปลดปล่อยนักโทษค่ายเอาชวิตซ์ให้เป็นอิสระ ก็ย้ายไปอยู่ที่คาร์โลวี วารี (Karlovy Vary) ในเช็ก โดยอาศัยอยู่ใกล้ๆ แมกดา น้องสาวฝาแฝด และแต่งงานสร้างครอบครัวในเวลาต่อมา กระทั่งปี 1949 เขาและครอบครัวก็ย้ายไปอยู่อิสราเอล

นิตยสาร LIFE นำเสนอเรื่องราวของสปีเกลในปี 1981 เมื่อบรรดาฝาแฝดที่เขาเคยช่วยไว้ได้ข่าว ต่างก็ติดต่อหาสปีเกลด้วยความระลึกถึงและขอบคุณ

สปีเกลจากไปในปี 1993 ขณะอายุ 78 ปี

จูดิธ ริชเตอร์ (Judith Richter) ลูกสาวของสปีเกลบอกว่า พ่อของเธอมักบอกเด็กๆ ในค่ายกักกันเสมอว่า พวกนาซี “อาจพรากครอบครัว พรากบ้าน พรากทุกอย่างไป แต่สิ่งที่นาซีพรากไปไม่ได้คือสิ่งที่พวกเธอได้เรียนรู้ และความรู้ที่พวกเธอมี”

ความคลั่งชาติ เชื้อชาตินิยม และสงคราม มีแต่จะทำให้เกิดความสูญเสีย และถึงจะเผชิญสงครามและความหดหู่เพียงใด แต่เรื่องราวของเออร์โน สปีเกล ฮีโรชาวยิว ก็ได้ย้ำให้โลกรู้อีกครั้งว่า แม้จะเป็นคนตัวเล็กๆ แต่ก็สามารถเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ และแม้ในห้วงเวลาที่มืดมนที่สุด ขอให้มนุษย์ยังคงมีความหวัง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

https://time.com/7291228/the-last-twins-documentary-explained/?fbclid=IwY2xjawKwiOpleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFSdkdWejZtOHRoOXZ6cTlnAR6GiE3lgmnDhIlOmC-0eWso8kau-5xP-XNrQrcbs6_k4ZvhtJ0zMsq8cioN0A_aem_JNrVIj5xLFDtK-mSZI0DPg

https://www.urologichistory.museum/the-scope-of-urology-newsletter/issue-1-spring-2020/mengeles-experiments

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 มิถุนายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เออร์โน สปีเกล ฮีโรชาวยิว ผู้ดูแล “นักโทษฝาแฝด” ในค่ายกักกันของนาซี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...