ลลิตา หาญวงษ์ : เก็บตก Shangri-La Dialogue 2025
เป็นอีกปีหนึ่งที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รับเชิญไปเข้าร่วมการประชุม “แชงกรีลา ไดอะล็อก” (Shangri-La Dialogue) ครั้งที่ 22 เวทีนี้เป็นการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ โรงแรมแชงกรี-ลา ใจกลางเมืองของสิงคโปร์ แนวคิดของแชงกรีลา ไดอะล็อก คือการรวมผู้นำและนักคิดด้านกลาโหมและความมั่นคงจากทั่วโลก ทั้งคนในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหาร คลังสมองและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงหลากหลายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (หลังๆ มานี้ จะได้ยินคำว่า “อินโด-แปซิฟิก” เสียมากกว่า) มีสถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ (International Institute for Strategic Studies หรือ IISS) เป็นเจ้าภาพ
จริงอยู่ว่าเป้าหมายของแชงกรีลา ไดอะล็อกอยู่ที่ความมั่นคงภายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภูมิภาคนี้คือพื้นที่การแข็งขันทางยุทธศาสตร์ การเมือง และการทหารระหว่างมหาอำนาจ ที่ยิ่งเข้มข้น
ขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แชงกรีลา ไดอะล็อกจึงไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับผู้นำทางการทหารภายในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืน และตอบโต้กันระหว่างประเทศมหาอำนาจ หรือแม้แต่ประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองโลกระบบแบ่งขั้ว
ไฮไลต์ของทุกๆ ปีอยู่ที่ผู้นำระดับโลก ที่ IISS เชิญให้มาเป็นองค์ปาฐก ยกตัวอย่างปีที่แล้ว เจ้าภาพเชิญประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี จากยูเครน ให้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เปิด เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระดับพหุภาคีในด้านการแสวงหาสันติภาพ และเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถผูกขาดการตัดสินใจระดับโลกได้ การเชิญบุคคลระดับสูงที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เป็นเหมือนลายเซ็นของแชงกรีลา ไดอะล็อก และแสดงให้เห็นศักยภาพของสิงคโปร์เอง ที่แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กมาก แต่สามารถจัดงานยักษ์ขนาดนี้ได้ทุกปี
ในปีนี้ ผู้เขียนคิดว่าหลายประเด็นของแชงกรีลา ไดอะล็อก ดูจะอ่อนลงไปหน่อย ทั้งปัญหาสงครามในยูเครนเอง ที่ดูจะไม่ร้อนแรงเหมือนปีก่อนๆ หรือปัญหาใหญ่ในภูมิภาคของเรา อย่างสงครามกลางเมืองในพม่า ที่ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเลย มีเพียงคำถามจากผู้ฟัง ที่จี้ถามนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้งของไทยและฟิลิปปินส์ ว่าไทยและอาเซียนจะร่วมกันแก้ไขปัญหาในพม่าอย่างไร แน่นอนว่าสำหรับอาเซียนหรือแม้แต่ไทยเอง แนวคิดใดๆ ที่มีต่อความขัดแย้งในพม่าอยู่บนพื้นฐานของการไม่แทรกแซงกิจการภายใน และการปล่อยให้คู่ขัดแย้งในพม่าพูดคุยกันเอง ในฐานะที่ผู้เขียนเขียน ศึกษา และพูดคุยประเด็นเรื่องนี้มานาน ผู้เขียนย่อมเห็นต่างว่าหากปล่อยให้คู่ขัดแย้งพูดคุยกันเองแบบ Myanmar-led, Myanmar-owned อย่างที่เป็นมาโดยตลอด ไม่มีทางที่เราจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และในชั่วชีวิตของเราคงไม่มีวันได้เห็นสันติภาพที่แท้จริงในพม่า
ไฮไลต์ของแชงกรีลา ไดอะล็อก ปีนี้อยู่ที่สุนทรพจน์ความยาว 36 นาทีของ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ และของกิลแบร์โต ทีโอโดโร (Gilberto Teodoro) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ ที่ต่างชี้ให้เห็นว่าจีนคือภัยคุกคามความมั่นคงของภูมิภาค และของโลก สำหรับเฮกเซธ เขาย้ำจุดยืนว่าสหรัฐเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และจะอยู่เคียงข้างชาติพันธมิตรในภูมิภาคนี้ตลอดไป นัยของเฮกเซธคือสหรัฐจะไม่ทอดทิ้งไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และชาติพันธมิตรที่เขามองว่าถูกจีนรังแก พร้อมเน้นว่าสหรัฐพร้อมช่วยเหลือทุกประเทศ เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพของภูมิภาคและของโลก ในขณะเดียวกัน สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ สหรัฐก็ต้องมีพละกำลัง (strength) โดยการกลับไปสร้างกองทัพสหรัฐให้ยิ่งใหญ่ และต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เพียบพร้อมสำหรับการใช้กำลัง หากเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้น
แนวคิดของเฮกเซธเป็นภาพสะท้อนตัวตนของทรัมป์ได้อย่างดี เฮกเซธพูดถึงทรัมป์มากถึง 23 ครั้ง อีกทั้งชมเชยการแสวงหาสันติภาพผ่านการใช้กำลัง (achieving peace through strength) ของทรัมป์ สุนทรพจน์ของเฮกเซธคือการเรียกแขก หรือเผชิญหน้ากับจีนแบบไม่อ้อมค้อม ต่างจากแนวทางของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีไบเดนโดยสิ้นเชิง
ผู้เขียนไม่ทราบว่าเฮกเซธได้พูดคุยกับรัฐมนตรีกลาโหมของฟิลิปปินส์ก่อนแชงกรีลา ไดอะล็อก 2025 จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เราก็เห็นแนวทางการเผชิญหน้ากับจีนจากสุนทรพจน์ของรัฐมนตรีทีโอโดโรของฟิลิปปินส์ด้วยเช่นกัน
ผู้ เขียนมอบตำแหน่ง MVP สำหรับปีนี้ให้กับทีโอโดโร เมื่อเปรียบเทียบกับสุนทรพจน์ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ร่วมวงสนทนาเดียวกับทีโอโดโร จะเห็นได้ว่าสุนทรพจน์ของรัฐมนตรีกลาโหมของไทย เป็นไปในเชิงเน้นหลักการ กล่าวว่า ไทยทำอะไรมาแล้ว และจะทำอะไรต่อไป เป็นเพียง “ข้อเท็จจริง” (fact) ไม่ได้มีจุดยืน ความหนักแน่น หรือวิสัยทัศน์
ของผู้นำ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่ไทยต้องเจอในทุกๆ ด้าน ทั้งปัญหาสืบเนื่องจากความขัดแย้งในพม่าที่ชายแดนฝั่งตะวันตก การเผชิญหน้ากับกัมพูชาทางฝั่งตะวันออก ปัญหายาเสพติดที่ยิ่งทวีความรุนแรง และปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบง่ายๆ
แม้ผู้เขียนจะมองว่าสุนทรพจน์ของรัฐมนตรีว่าการกลาโหมของไทยดีกว่าที่คิด และเป็นเหมือน “ลมเย็นๆ” ที่พัดมาเพื่อบรรเทาบรรยากาศการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ร้อนแรงเหลือเกิน แต่เมื่อฟังรัฐมนตรีทีโอโดโรของฟิลิปปินส์พูดแล้ว ผู้เขียนขอส่งเสียงไปถึงผู้ใหญ่ในรัฐบาลของเราว่าเราเป็นประเทศเล็ก ที่กล้าพูดกล้าคิดและเป็นผู้นำได้ในเวทีระหว่างประเทศ แม้หลายคนจะมองประเทศไทยว่าเป็นประเทศเล็ก และต้อง “อยู่เป็น” ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองของโลก ที่ยิ่งจะมีความตึงเครียดมากขึ้น การพึ่งพาจีนและสหรัฐของไทยทำให้ไทยไม่สามารถเลือกข้างใดข้างหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องรักษาสมดุลทางอำนาจนี้ หลายคนยังพูดถึงนโยบายต่างประเทศแบบไผ่ลู่ลม (Bamboo Diplomacy) ที่ไทยยึดถือตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี กลับมาที่สุนทรพจน์ของทีโอโดโร รัฐมนตรีฟิลิปปินส์พูดแบบไม่อ้อมค้อมว่าจีนคือภัยคุกคามด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ แม้จีนจะอ้างว่าแสดงหาสันติภาพและไม่เคยรังแกใครมาก่อน แต่ทีโอโดโรย้ำว่าฟิลิปปินส์ไม่สามารถเจรจาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ (ฟิลิปปินส์เรียกทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก) ได้ เพราะจีนไม่มีความน่าเชื่อถือและขาดความจริงใจ ไม่มีประเทศใดสนับสนุนการอ้างสิทธิของจีนเหนือพื้นที่พิพาทระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์
ในปีนี้ จีนไม่ส่งผู้นำระดับสูงเข้าร่วมการประชุมเลยแม้แต่คนเดียว อาจจะเป็นเพราะจีนหลีกเลี่ยงไม่ต้องการเผชิญหน้ากับเฮกเซธ หรืออาจไม่ต้องการตอบคำถามของคนทั่วโลกก็เป็นไปได้ แต่อย่างน้อยก็มีเจ้าหน้าที่ระดับรองๆ ลงมาของจีนยกมือขึ้นถามรัฐมนตรีทีโอโดโร โดยมีนัยว่าฟิลิปปินส์เป็น “ตัวแทน” (proxy) ของสหรัฐในเอเชีย ทีโอโดโรโต้ตอบคำถามของจีนอย่างเผ็ดร้อนว่าเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อที่แฝงมาในรูปแบบคำถาม” และย้ำว่าจีนไม่เคยแสวงหาสันติภาพที่แท้จริง
ฟิลิปปินส์ก็เป็นประเทศเล็กไม่ต่างจากไทย ผู้เขียนไม่เคยมองว่าไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก และอยากจะย้ำว่าประเทศไทยจะเล็ก กลาง หรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำ หากเรามองว่าประเทศเราเล็ก ก็ไม่มีทางหรอกค่ะที่ประเทศของเราจะใหญ่ขึ้นมาได้ ดังนั้น ผู้ใหญ่ในรัฐบาลของเราต้องกล้าบอกกับโลกว่าอะไรที่เป็นปัญหาด้านความมั่นคงของไทยจริงๆ และรัฐบาลวิสัยทัศน์อย่างไร ต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับรุกคืบเข้ามาของจีนในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และแม้แต่ด้านสังคม หากเรายังยืนยันความเป็นกลางแบบ “กล๊าง กลาง” มีเพียงหลักการกว้างๆ อยู่เท่านี้ ในอนาคตก็คงยากที่จะแข็งขันกับใครเขา และคงยากที่จะแก้ไขปัญหาภายในของเราเองด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลลิตา หาญวงษ์ : เก็บตก Shangri-La Dialogue 2025
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th