โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

บันไดขึ้นฟ้าผ่าหุบเขาแห่ง 'ซีจั้ง' (ทิเบต) บนทางหลวงสาย G4218 จาก'หลินจือ'ทะลวงหลังคาโลกสู่ 'ลาซา'

The Better

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 14.10 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 14.00 น. • THE BETTER

การเดินทางไปยังซีจั้งอาจจะง่ายดายขึ้นในยุคของเรา แต่ในยุคที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงแห่งราชวงศ์ถังเดินทางไปวิวาหะกับพระเจ้าซงซัน กัมโป แห่งอาณาจักรถู่ปัว หรือ ทิเบตนั้น องค์หญิงต้องใช้เวลาเดินทางจากนครฉางอันไปยังนาครลาซานานถึง 1 ปีเลยทีเดียว แม้กระทั่งเร็วๆ นี้ การเดินทางด้วยถนนข้าม 'เขตปกครองตนเองซีจั้ง' หรือ ทิเบต ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเย็น

แต่วันนี้เรากำลังเดินทางอย่างสะดวกสบายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บนทางหลวงสาย G4218 หรือทางหลวงควบคุมสายหย่าอัน-เย่เฉิง (雅安-叶城高速公路) เป็นทางหลวงที่เชื่อมต่อ 'จีนตะวันตก' เข้ากับมณฑลเสฉวน มันเนิ่มต้นจากเมืองหย่าอัน ในมณฑลเสฉวนไปจรดที่เย่เฉิงที่เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์

แต่เส้นทางส่วนใหญ่ตัดผ่านดินแดน 'ซีจั้ง' หรือทิเบตทั้งผืน ทะลุทะลวงภูเขาสูงแห่งหลังคาโลก หากปราศจากเส้นทางนี้เมืองใหญ่ๆ ของซีจั้งจะไม่ถูกเชื่อมต่อจากโลกภายนอก ซึ่งรวมถึง หลินจือ หรือ ญิงชิ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาสูงที่มีหิมะจับตลอดทั้งปี เป็นเทือกเป็นกลุ่มก้อนที่ยากจะตัดผ่านเข้าไป แม้ว่าภูมิทัศน์เช่นนี้จะทำให้หลินจืองดงามอย่างยิ่ง

ความยากลำบากในการสร้างเส้นทางนี้ เป็นที่ประจักษ์แก่ที่ประชุมปรึกษาการเมืองของประชาชนจีน ซึ่งได้ดำเนินการวิจัยในปี 2015 แล้วพบว่าแม้จะมีความพยายามมาเป็นเวลา 60 ปีในการเปลี่ยนวิธีการขนส่งแบบดั้งเดิมในที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต แต่โครงสร้างพื้นฐานยังคงขาดอยู่ โดยกล่าวว่า "เรามีภูเขาที่ดี ป่าไม้ที่ดี ผู้คนที่ดี แต่ถนนไม่ดี" และนั่นนำไปสู่ความพยายามสร้างสาธารณูปโภคเพื่อเชื่อมซีจั้งเข้ากับโลกภายนอก

เส้นทางนี้ยังไม่แล้วเสร็จ หากแล้วเสร็จมีความยาวถึง 4,000 กิโลเมตร ส่วนที่ยากที่สุดในการสร้างอยู่ระหว่างหย่าอัน-คังติ้ง ในมณฑลเสฉวนซึ่งต้องไต่ความสูง 2,000 เมตรในระยะ 130 กิโลเมตร ทำให้ได้ชื่อว่า 'บันไดไต่ฟ้า' ในขณะที่เส้นทางทั้งสายได้รับฉายาว่า 'ถนนฟ้า' (天路) แต่เส้นทางจากหลินจือไปทางตะวันออก ซึ่งหมายถึงเส้นทางมุ่งไปยังลาซานั้น ถือว่าลำบากน้อยกว่าในการสร้าง

เส้นทางจากหลินจือไปยังลาซานี่เอง คือทางที่คณะผู้สื่อข่าวและนักวิชาการจาก 8 ประเทศที่ได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เดินทางไป เป็นระยะทาง 409 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงไม่นับการแวะพักตามรายทาง รวมๆ แล้วหากต้องการแวะดูทิวทัศน์ด้วยควรจะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นการทำเวลาที่ไม่เลวเลยหากจะพิจารณาว่ามันคือเส้นทางตัดผ่านหลังคาโลกที่มีภูเขาสูงกว่า 3,000 เมตรขึ้นไป

เมืองหลินจืออยู่ที่ความสูง 3,040 เมตร ซึ่งถือว่า 'เตี้ย' ที่สุดแล้วในทิเบต แต่กระนั้นเส้นทางช่วงหลินจือ-ลาซา มีความพิเศษตรงที่มันเป็นการเดินทางที่เคลื่อนตัวจากเขตภูเขาป่าสนที่มีสภาพอากาศแบบ Subtropical highland ในท่ามกลางภูเขาหิมะ ดังนั้นจึงชุ่มชื้นแต่ก็เย็นสบาย สภาพอากาศเหมาะกับการเติบโต้ของพรรณไม้ต่างๆ โดยเฉพาะ 'เห็ด' และเห็ดที่สร้างชื่อและรายได้อย่างมากให้กับภูมิภาคนี้ คือ 'ซงหรง' หรือ 'มัตสึทาเกะ' อันเป็นเห็ดที่มีความหอมและรสชาติดีเป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่น

ในขณะที่ภูมิภาคอันเป็นที่ตั้งของนครลาซา เมืองเอกของเขตปกครองตนเองซีจั้ง (ทิเบต) มีระดับความสูง 3,600 เมตร สภาพอากาศเป็นแบบ Cold semi-arid climates นั่นคือหนาวเย็นและแห้ง ภูเขาปราศจากต้นไม้ โดยรวมค่อนข้างแห้งแล้ง และยังมีแสงแดดที่แรงจัด ดังนั้น เส้นทางหลินจือ-ลาซาจึงเป็นการเดินทางจากแผ่นดินที่เย็นสบายเหมือนแดนสวรรค์ ไปยังดิแดนที่หนาวเย็นแต่แดดร้อนแรง จากป่าสนหนาทึบไปสู่ภูเขาที่มีแต่พุ่มไม้ มันจึงเป็นเส้นทางที่ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในซีจั้งได้อย่างชัดเจน

นี่เป็นการเดินทางในช่วงฤดูร้อน ซึ่งอากาศไม่หนาวเย็นแต่ก็ยังเหลือภูเขาหิมะให้เห็นบ้างตามรายทาง เส้นทางจากหลินจือมีป่าสนเป็นทิวทัศน์หลัก เว้นระยะด้วยทุ่งข้าวบาร์เลย์ ซึ่งเป็นอาหารหลักอย่างหนึ่งของคนซีจั้ง ทางหลวงช่วงหลินจือยังแล่นขนานไปกับแม่น้ำญังชู หรือแม่น้ำนีหยางชวี (尼洋曲) อันป็นแม่น้ำสายสำคัญในซีจั้งภาคตะวันตกเฉียงใต้และเป็นสาขาที่ใหญ่เป็นอันดับสองของแม่น้ำยาร์ลุง ชังโป หรือแม่น้ำพรหมบุตร

แม่น้ำญังชูจะไปบรรจบกับแม่น้ำพรหมบุตรที่ตอนใต้ของเขตปาอี๋ หรือเมืองหลักของหลินจือ ซึ่งที่ตรงนั้น ณ เวลาที่เราข้ามสะพานแม่น้ำพรหมบุตรที่ยาวเหยียด หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย เราจะยังสามารถมองเห็นยอดเขานัมชา บาร์วา (南迦巴瓦峰) ซึ่งมีความสูงถึง 7,782 เมตร มียอดแหลมคมจนได้ฉายาว่ายอดเขาคมหอก และถือกันว่าเป็น 'บิดาแห่งภูเขา' ในซีจั้งเพราะความยากในการปีนขึ้นไปและยังถือเป็นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาเบิน หรือศาสนาพื้นที่ถิ่นของซีจั้งก่อการมาถึงของพุทธศาสนา

เนื่องจากหลินจือเป็นแดนสวรรค์ของซีจั้ง แม้ว่าระยะทางจากปาอี๋ไปยังชายแดนของเขตเมืองหลินจือจะเทียบไม่ได้กับเขตชั้นในที่งดงามอย่างมาก แต่ตามทางหลวงก็ยังมี 'เขตทิวทัศน์' (景区) จำนวนหนึ่งที่งดงามอย่างยิ่ง เช่น เขตทิวทัศน์คาติ้งโกว (卡定沟景区) เป็นภูเขาหินสูงตระหง่าน มีน้ำตกสายยาวไหลทอดตัวลงมาจากหน้าผาชัน ท่ามกลางป่าสนที่อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญต่อชาวพุทธ ภูเขาคาติ้งโกวแห่งนี้มีรอยแยกของหินที่ดูเหมือนภาพของพระพุทธและพระโพธิสัตว์ตามความเชื่อของชาวซีจั้ง เป็นที่เคารพสักการะและพักผ่อนในเวลาเดียว

ทางหลวงสายนี้มีสภาพที่วิเศษมาก ปราศจากหลุมขรุขระแม้แต่น้อย ทำให้หลายคนในคณะของเราหลับฝันดีเกือบตลอดทาง แต่บางคนก็ไม่อาจข่มตาหลับได้เพราะทิวทัศน์ที่น่าอัศจรรย์ใจ และหากช่างสังเกตสักหน่อยจะพบว่าภูเขาสูงตลอดเส้นทางมีเสาไฟฟ้าแรงสูงไม่ขาดระยะและตั้งไว้หลายจุด แสดงถึงการเชื่อมต่อสาธาารณูปโภคที่ครอบคลุมในพื้นที่นี้ เส้นทางช่วงเมืองหลินจือยังมีมีจุดแวะพักสำคัญ คือ ที่ตำบลปาเหอ (巴河镇) ซึ่งมีร้านอาหารให้บริการมากมายทั้งอาหารทิเบตและอาหารเสฉวน แต่สิ่งที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือหมูซีจั้ง หรือ จั้งจู (藏猪) ที่หากินตามป่าดอย ได้กินเม็ดสนดี หญ้าชุ่มน้ำ และเห็ดรสเลิศ และสำหรับมนุษย์ เห็ดที่ควรค่ากับการชิมที่นี่ คือ ซงหรง หรือมัตสึทาเกะ

ไม่ไกลก่อนจะถึงตำบลปาเหอ มีโบราณสถานที่เรียกว่า 'ปราสาทโบราณซิวปา' (秀巴古堡) ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,600 ปี เป็นกลุ่มปราสาทที่เก่าแก่มากที่สุด มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุด มีจำนวนปราสาทหนาแน่นที่สุด และยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดในทิเบต ที่ได้ชื่อว่า 'ซิวปา' ตามตำนานเล่าว่า นานมาแล้วมีวัดอยู่สองแห่งในสถานที่แห่งนี้ วัดหนึ่งเป็นวัดนิกายเหลืองหรือนิกายเกลุกของศาสนาพุทธแบบทิเบต และอีกวัดหนึ่งเป็นวัดศาสนาเบินหรือศาสนาดั้งเดิม ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธและชาวเบิน พระในศาสนาเบินบอนจึงจับเจ้าอาวาสนิกายเหลืองขังคุกและถลกหนังทั้งเป็น จึงได้ตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า 'ซิวปา' ในภาษาซีจั้ง

ตามเส้นทางหลวงนอกเมืองขนาดย่อมแล้วยังมีตำบลและอำเภอเล็กๆ เราจะเห็นบ้านเรือนในสถาปัตยกรรมแบบหลินจือ นั่นคือตัวอาคารเป็นแบบซีจั้งแต่มีหลังคาจั่วตัดคล้ายกับบ้านเรือนผู้คนในประเทศภูฏาน แต่เมื่อออกจากเขตหลินจือไปแล้วและเข้าสู่เขตลาซา สภาพบ้านเรือนจะแตกต่างไป บ้านจะมีทรงเตี้ยลง หลังคาตัดไม่มุงด้วยอะไรทั้งสิ้นแต่เป็นดาดฟ้าเรียบๆ สะท้อนถึงสภาพอากาศที่แตกต่างกันอย่างมาก นั่นคือหลินจือที่ฝนตกถี่กว่า และลาซาที่อากาศแห้งมากกว่า

ภูเขาในเขตลาซาเริ่มชัดเจนในรูปทรง ปราศจากต้นไม่ใหญ่ มีแต่พุ่มไม้และดอกหญ้า เราเริ่มเห็นวัดวาอารามมากขึ้น เช่น วัดรื่อตัว (日多寺) เป็นอาคารสีแดง (สีของอาคารสำคัญทางศาสนา) ตั้งอยู่บนยอดเขา สร้างในศตวรรษที่ 12 ด้านล่างคือเมืองรื่อตัว เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่นิยมกันแห่งหนึ่ง และเมื่อทางหลวงเดินทางมาถึงปากทางเข้าสู่ที่ราบลาซา เราจะพบกับวัดกาเซ (嘎则寺) ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 7 กล่าวกันว่าสร้างโดยพระเจ้าซงซัน กัมโป มหาราชของอาณาจักรถู่ปัว จากจุดนี้ไปเราจะพ้นจากโอบล้อมของขุนเขาที่ขนาบแน่นมาตลอดทาง

เมื่อเข้าถึงเขตลาซาแล้วเราจะเห็นที่ราบกว้างใหญ่ของแม่น้ำลาซา ท่ามกลางโอบล้อมของภูเขา ที่ราบนี้จะมีดินดอนเป็นช่วงๆ มีสาขาแม่น้ำตัดผ่านทำให้เป็นที่แหล่งครึ่งน้ำครึ่งดิน ส่วนที่เป็นที่ดอนทำการเพาะปลูกข้าวบาร์เลย์และผักกาดก้านขาว (欧洲油菜) ที่ใช้ผลิตน้ำมันพืช ในช่วงฤดูร้อนมันผลิดอกสีเหลืองอร่ามไปทั่วหุบเขาและที่ราบแห่งลาซา ตัดกับท้องฟ้าสีคราม ภูเขาหลากสีสันของดอกไม้ป่า เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

จากที่ราบและแม่น้ำกว้างใหญ่ ทางหลวงจะพาเราเข้าใกล้ลาซาเข้าไปเรื่อยๆ ภาพของเมืองและอาคารสูงสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ทุ่งข้าวและผักกาดก้านขาว รถราสัญจรขวักไขว่มากขึ้น เราเริ่มประจักษ์กับสายตาว่าทางหลวงนี้ทรงพลังแค่ไหน กับการนำความเจริญมาสู่ดินแดนที่ห่างไกลนี้ และเราจะยิ่งทึ่งเมื่อเข้าสู่นครลาซา ดินแดนแห่งแผ่นดินเทพเจ้า ศูนย์กลางพุทธศาสนา แะลแหล่งความเจริญท่ามกลางความเวิ้งว้างของดินแดนซีจั้ง

เรื่องและภาพโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...