พระชายาสติเฟื่อง (ฟรีวันละตอน จนจบ)
ข้อมูลเบื้องต้น
ชายาสติเฟื่อง
มีเส้นบางๆ คั่นกลางระหว่างความเป็นอัจฉริยะกับความบ้า
คำโปรย : เมื่อบุตรสาวราชครูผู้ขึ้นชื่อว่า "เสียสติ" ถูกบีบบังคับให้แต่งเข้าวังฉินอ๋องเพื่อผูกสัมพันธ์ แต่ในความเพี้ยน กลับแฝงไหวพริบและสติปัญญาอันเฉียบคม
เมื่อพบกับ "ฉินอ๋อง" ผู้เยือกเย็นไร้หัวใจ ทั้งสองต้องกลายมาเป็นคู่สืบคดีในวังหลวงโดยไม่เต็มใจ ท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบของเหล่าหญิงในวังและปริศนาการตายปริศนาเบื้องหลัง…ที่อาจเชื่อมโยงถึงราชสำนัก
ไป๋เยี่ยนอิง บุตรสาวราชครูผู้มีข่าวลือว่า "ฟั่นเฟือน" ถูกจับแต่งเข้าจวนฉินอ๋อง ซูหมิงหลาน ชายผู้คร่ำเคร่งกับการสืบคดีและไม่ศรัทธาความรัก
แต่ไป๋เยี่ยนอิงกลับมีความสามารถด้านการสังเกต วิเคราะห์พฤติกรรม และจดจำรายละเอียดได้เป็นเลิศ ทำให้ซูหมิงหลานเริ่มสังเกตว่านางอาจไม่ "บ้า" อย่างที่ใคร ๆ คิด
อารัมภบท : ไป๋เยี่ยนอิง สตรีผู้เสียสติ
อารัมภบท : ไป๋เยี่ยนอิง สตรีผู้เสียสติ
ณ เมืองหลวงต้าหรง เมื่อฤดูใบไม้ผลิผลิบาน ดอกเหมยแดงแต้มสีสดบนยอดกิ่งไม้เบื้องกำแพงสูงของจวนราชครู กลิ่นหอมอ่อนลอยคลุ้งไปกับสายลมอุ่นหลังฝนใหม่ เสียงนกกระเรียนบินเวียนวนอยู่เหนือยอดหลังคากระเบื้องเขียว ก่อนเลือนหายไปในม่านเมฆบางเบา
หากในความงดงามนั้น ซุกซ่อนเงารำไรของข่าวลือที่ไม่มีวันจางหายไปจากผู้คนในเมืองหลวง…
“บุตรสาวคนรองของราชครูไป๋น่ะหรือ? ข้าได้ยินมาว่านางเสียสติ ตั้งแต่เล็กก็พูดจาเพ้อเจ้อ ไม่สนกฎธรรมเนียม!”
“จริงหรือเท็จไม่อาจรู้…แต่เห็นว่าตอนเด็กนางปีนหลังคาเรือน บ้างก็ปีนต้นไม้สูงไปไล่จับแมลงในสวน ฮูหยินใหญ่ตอนที่มีชีวิตอยู่อับอายจนต้องกักบริเวณนางอยู่หลายปี!”
“ข้าได้ยินว่านางเคยแอบเข้าไปในหอสมุดของราชครู หยิบคัมภีร์วางเรียงเล่นราวกับเป็นของเด็กเล่น แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง…”
เสียงกระซิบกระซาบเช่นนี้ แว่วอยู่ตามตรอกซอยในเขตชั้นในของเมืองหลวงมานานหลายปี จนแทบกลายเป็นนิทานพื้นบ้านของเด็กสาวในห้องปักผ้า ไม่มีใครในสกุลไป๋ที่ไม่เคยได้ยิน หรือแม้แต่ไม่พยายามลบล้างชื่อเสียงอันแสน “น่าอับอาย” นี้ให้สิ้นไป
นามของนาง ไป๋เยี่ยนอิง
นางเป็นบุตรสาวคนรองของราชครูผู้ทรงอำนาจ แม่ของนางเป็นภรรยาเอกผู้สง่างาม ไป๋เยี่ยนอิงจึงถือกำเนิดมาพร้อมสายเลือดสูงส่ง และถูกคาดหวังให้เป็นแบบอย่างแห่งกุลสตรีผู้เพียบพร้อม
แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม
ณ ตอนที่เรื่องราวเริ่มต้นนี้ ไป๋เยี่ยนอิงมีอายุสิบแปดปีเต็มแล้วอายุที่หญิงสาวในตระกูลชั้นสูงส่วนมากแต่งออกเรือนไปตั้งแต่หลายปีก่อน หากนางยังคงอยู่ในเรือนหลังเล็กทางตะวันตกเฉียงใต้ของจวนราชครู ห่างจากเรือนหลักดั่งคนถูกเนรเทศ
ในเช้าวันหนึ่งกลางฤดูวสันต์ แสงแดดอ่อนเล็ดลอดผ่านช่องหน้าต่างฉลุลาย ด้านในเรือนเงียบเชียบ เสียงลมหายใจของหญิงสาวคนหนึ่งแผ่วเบา สอดคล้องกับเสียงขนนกที่กำลังขีดเขียนลงบนแผ่นผืนผ้า
ไป๋เยี่ยนอิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ผมยาวดำขลับถูกรวบลวก ๆ ด้วยไม้ปิ่นเปล่า ผ้าคลุมบางสีงาช้างปกไหล่
ดวงตาของนางเป็นประกายประหลาดคล้ายคนเพ้อฝัน บางครั้งดูเฉื่อยชาไร้จุดหมาย บางคราแฝงแวววาบเฉียบคมจนยากหยั่งถึง
นิ้วมือเรียวยาวข้างหนึ่งกำลังใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึก บรรจงวาดภาพนกกระเรียนสองตัวกลางผืนพัดหลากสี อีกมือหนึ่งลูบเส้นไหมที่ยังไม่แห้งดี สายตาจับจ้องเส้นสายอย่างคล้ายกำลังสนทนาเงียบ ๆ กับภาพที่ตนวาด
“นกตัวนี้…บินไปทางตะวันตก เจ้าจะได้เห็นความล่มสลายของตระกูลผู้สูงศักดิ์”
“อีกตัวหนึ่ง…เจ้าคือพยานของผู้ถูกลืม ผู้ไร้ตัวตนในประวัติศาสตร์…”
เสียงพึมพำเบา ๆ ของนางคล้ายบทกลอนในยามเพ้อฝัน ใบหน้าที่ผู้คนเคยกล่าวหาว่า ‘เสียสติ’ ยามนี้กลับงามพิสดาร ทั้งหวานซึ้งและเยือกเย็นปะปนกัน คล้ายกลีบบุปผาที่บานเพียงยามราตรี
“คุณหนูเยี่ยน…” เสียงสาวใช้คนหนึ่งดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
นางนามว่าเซียนจู เป็นสาวใช้เพียงคนเดียวที่กล้าเข้าเรือนนี้ได้โดยไม่ต้องหายใจติดขัด
“วันนี้มีแขกมาเยือนจากกรมพิธีการ…ขอพบคุณหนูเจ้าค่ะ”
ไป๋เยี่ยนอิงไม่ได้หันมาทันที แต่ปลายนิ้วที่ถือพู่กันหยุดนิ่งชั่วครู่ ก่อนที่นางจะเอ่ยเสียงราบเรียบว่า
“อยากพบข้า…หรืออยากเห็นสตรีเสียสติที่เป็นเพียงของแปลกในกรงทองจวนราชครูนี้?”
เซียนจูไม่กล้าตอบ เพียงหลุบตาต่ำ เห็นเพียงเงาร่างในชุดขาวที่ยืนอยู่กลางแสงแดดนั้น ค่อย ๆ เก็บภาพวาดพับใส่ห่อผ้าอย่างแผ่วเบา
ดอกเหมยกลีบหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นหินพอดี ราวกับโลกใบนี้ยังยืนยันว่า สตรีผู้นี้ แม้จะถูกตราหน้าว่าบ้า แต่ก็มีบางสิ่งที่ซุกซ่อนลึกล้ำเกินกว่าคำครหาจะหยั่งถึง
บทที่ ๑ สมรสพระราชทาน / 1
บทที่ ๑ สมรสพระราชทาน
เสียงก้าวเท้าหนักแน่นของราชครูไป๋สะท้อนก้องในโถงหนังสือใหญ่ ท่ามกลางแสงแดดบ่ายที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกสี เกล็ดฝุ่นล่องลอยเหมือนละอองจากกงล้อแห่งชะตากรรมที่ไม่มีใครอาจหักทิศทาง
ชายชราในชุดขุนนางสีน้ำหมึกอ่อนสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาที่เคยแน่วแน่จากการคัดลอกราชโองการมานับร้อยฉบับ บัดนี้กลับแฝงเงากังวลบางอย่างที่เขาไม่อาจลบได้
เขานั่งลงเบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์ ทอดสายตามองภาพวาดที่ติดผนัง นั่นคือภาพเหมือนของไป๋เยี่ยนอิงเมื่อยามเยาว์ เด็กหญิงในชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อน ผู้มีดวงตาเปล่งประกายสดใสกำลังยิ้มขณะยืนกลางสวนหิมะ
"ข้าไม่เข้าใจ…" เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ช้าและชัด ราวกับพูดกับตัวเองหรือกับเงาที่ทอดยาวจากภาพวาดนั้น
"เหตุใด…นางจึงต้องเกิดมาท่ามกลางความคาดหวังอันสูงส่ง แล้วกลับแปลกแยกจากผู้คนเช่นนี้…"
แม้เขาจะเป็นถึงราชครูผู้ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ มีอำนาจในการบรรจุขุนนาง วางรากฐานการศึกษาของแผ่นดิน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความผิดแผกของลูกสาวตัวเอง เขากลับไร้หนทางยิ่งกว่าชาวบ้านผู้ยากไร้
ข่าวลือเกี่ยวกับไป๋เยี่ยนอิงลอยคลุ้งในวังหลวงและวงศ์ตระกูลชั้นสูง ราวกับควันพิษจากเตาเผาที่ไม่มีวันมอดดับ แม่ของนางเป็นภรรยาเอกผู้มีชื่อเสียงด้านกิริยางามสง่า ถึงกับล้มป่วยเพราะความเครียดและความอับอาย
ทั้งตระกูลไป๋ต่างมองไปที่เขา หัวหน้าครอบครัว ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและแรงกดดัน
และสิ่งที่ทำให้ใจของเขาร้อนรุ่มยิ่งกว่ากองเพลิง คืออายุของไป๋เยี่ยนอิงที่ล่วงเลยมาถึงสิบแปดปีเต็ม…ยังไม่มีบุรุษใดแม้แต่กล้าทาบทาม
‘ข้าเกรงว่า…นางจะขึ้นคาน’ ‘ไม่เพียงเท่านั้น หากวันใดข้าจากโลกนี้ไป นางจักไร้ที่พึ่ง ถูกเย้ยหยันจากทั้งสังคมและเครือญาติ’
เขาขบกรามแน่น มือเรียวยาวที่เคยวาดตัวอักษรด้วยความสงบนิ่ง บัดนี้กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“พอได้แล้ว…” เขาพึมพำเบา ๆ แววตาแน่วแน่ขึ้นอีกครา
“ข้ายังพอมีบุญเก่าในราชสำนัก ยังพอวิงวอนขอได้สักประโยคในพระกรรณของฮ่องเต้…หากข้าขอ…ให้พระองค์ทรงโปรดพระราชทานชายหนุ่มผู้เปี่ยมคุณธรรมให้เป็นสามีของเยี่ยนอิงในนาม แม้จะเป็นเพียงเปลือกภายนอก…ก็นับว่าข้าได้สร้างหลักให้ชีวิตนางไม่ต้องลอยเคว้งในวันหน้า”
เขาลุกขึ้น หยิบพู่กันจุ่มหมึกด้วยมือมั่นคง ก่อนค่อย ๆ เขียนราชฎีกาเสนอพระราชโองการอย่างระมัดระวัง ทุกถ้อยคำล้วนผ่านการเลือกสรรอย่างรอบคอบ ไม่ให้ดูอ้อนวอนเกินควร แต่ก็ไม่เด็ดขาดจนเกินเหตุ
และเมื่อหยาดหมึกสุดท้ายซึมลงบนกระดาษ เขาวางพู่กันลงพร้อมถอนหายใจยาว
ภายในห้องนั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของบุรุษชรา เขาเงยหน้ามองภาพวาดบุตรสาวอีกครั้ง แววตาซับซ้อนทั้งรัก ห่วงหา และความเจ็บปวดที่เก็บงำมาเนิ่นนาน
“เยี่ยนอิง…หากสิ่งที่ข้าทำในวันนี้ แม้จะไม่อาจเปลี่ยนโชคชะตาของเจ้าได้ทั้งหมด…แต่อย่างน้อยก็ขอให้เจ้า…ไม่ต้องยืนอยู่ลำพังในสายตาของผู้คนอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป”
และนั่น…คือจุดเริ่มต้นของราชโองการหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตไป๋เยี่ยนอิงไปชั่วนิรันดร์
และดูเหมือนว่าความทุกข์ร้อนในใจนี้จะหาได้มีแค่ราชครูไป๋คนเดียวเท่านั้น เพราะหลายวันต่อมาหลังจากที่เขากราบทูลฮ่องเต้เรื่องบุตรสาวไปแล้วนั้น ดูเหมือนว่าจะเกิดเหตุสำคัญที่วังฉินอ๋องยามเช้า
ดวงตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า ณ ตำหนักจิ่วเหอในเขตวังตะวันออกรั่วของฉินอ๋อง สถานที่พำนักขององค์หญิงซูอี้หลัน
ม่านแพรลายเมฆเงินสั่นไหวเบา ๆ ตามสายลมยามเช้า กลิ่นชาดอกเหมยกรุ่นอยู่ในอากาศอ่อน ๆ ขับกล่อมความเงียบสงบของวังในอย่างละมุนละไม
ท่ามกลางบรรยากาศแสนสุขุม องค์หญิงซูอี้หลันกลับไม่อาจสงบใจได้เลย
นางนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์ ฝ่ามือเรียวยกถ้วยชาไปจรดริมฝีปากอย่างเคยชิน แต่ยามที่ดวงตาเหลือบมองออกไปนอกบานหน้าต่างเบื้องหน้า ความคิดพลันล่องลอยไปยังเรื่องที่ทำให้นางหนักใจมาเนิ่นนาน
เสียงถอนใจแผ่วเบาหลุดลอดริมฝีปาก “อีกไม่กี่เดือนก็จะย่างเข้าสามสิบปีแล้ว…”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเจือด้วยความอ่อนล้า และความหวั่นวิตกที่กดทับอยู่ในอก
“บุตรชายของข้าก็ยังไม่มีทายาทเลย”
ซูอี้หลันยังเอ่ยด้วยความเหนื่อยล้าออกมาอีกว่า “หมิงหลานมีทุกอย่าง… ยศฐาบรรดาศักดิ์ หน้าที่ในราชการ และความภักดีต่อบัลลังก์ แต่เขากลับไม่ยอมเปิดใจให้สตรีใดแตะต้องเลยแม้แต่น้อย…”
ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นนวดขมับเบา ๆ สีหน้าราวคนที่ถูกกลัดกลุ้มมานานหลายปี
นางเป็นพระเชษฐภคินีของฮ่องเต้ เป็นหญิงเดียวที่ได้รับพระราชาอนุญาตให้ตั้งเรือนพำนักในเขตวังหลัง แม้จะวางมือจากการเมืองมาแล้ว แต่ในฐานะมารดาของ ซูหมิงหลาน บุรุษผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น “ฉินอ๋อง”
ตั้งแต่อายุเพียงสิบห้าปี และเป็นขุนพลมือสอบสวนผู้เด็ดขาด หัวใจของนางหาเคยสงบได้ไม่
“พระชายาที่ทรงเลือกให้ ท่านอ๋องก็เพียงให้เกียรติ ไม่เคยใกล้ชิดอย่างแท้จริง” เวินหรงนางกำนัลคนสนิทเอ่ยเสียงแผ่ว “อีกทั้งถึงเพลาล่วงเลยมาเกือบสามปี พระชายารองก็ยังไร้วี่แววจะตั้งครรภ์เพคะ…”
“พอพูดถึงเรื่องนี้…” องค์หญิงถอนใจยาวอีกครั้ง ริมฝีปากเม้มแน่น สีหน้าประหนึ่งจะข่มอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในอก “ข้าเป็นมารดา ดูเขาเติบโตมาเองกับตา แต่ยิ่งโตกลับยิ่งห่าง… เขาไม่ใช่เด็กคนนั้นที่เคยยิ้มแย้มให้ข้าอีกแล้ว…”
แววตาของนางทอดมองไกลออกไป ย้อนนึกถึงภาพในอดีต เด็กชายตัวเล็กผู้ชอบนั่งริมสระหยก ขลิบเสื้อเปื้อนน้ำฝน ดวงตาใสแจ๋วดังหยกขาว เอาแต่ถามว่าบิดาของตนเป็นใคร
นางยิ้มเศร้า ๆ พลางกล่าวแผ่วเบา “ข้าไม่อาจบอกความจริงกับเขาได้… แม้จะรู้ว่าเขาเกลียดการถูกปิดบังเพียงใด”
เวินหรงเห็นท่าทีองค์หญิงแล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่โค้งตัวอย่างเคารพอยู่ด้านข้าง
เสียงนกร้องจากต้นเหมยหน้าต่างหน้าตำหนักดังแว่วมา พร้อมเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่เดินเข้ามาใกล้
นางกำนัลข้าหลวงผู้ถือถาดหยกประดับสาส์นสีทองก้มลงน้อมถวายสาส์นตรงหน้าองค์หญิง
“จากกรมพิธีการเพคะ”
อี้หลันรับสาส์นมาอย่างงุนงง พลันเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหัวกระดาษ ดวงตาคู่งามก็เบิกกว้างเล็กน้อย
ไป๋เยี่ยนอิง บุตรสาวของราชครูไป๋เหิง
“ราชครูไป๋?” นางพึมพำ ก่อนจะค่อย ๆ อ่านเนื้อหาในสาส์นจนจบ
ครั้นอ่านถึงประโยคสุดท้าย ริมฝีปากขององค์หญิงพลันคลี่ยิ้มบาง ความเคร่งเครียดจางลงเล็กน้อย
“นาง…เป็นหญิงประหลาด? บอกว่ามีอาการเสียจริต?”
นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ กลบเกลื่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่หลุดออกมา
“ก็เหมาะสมดีมิใช่หรือ? หมิงหลานที่หัวใจเย็นชาดังเหมันต์…อาจต้องเจอกับคนที่ไม่อยู่ในกรอบเช่นนี้ดูบ้าง”
เวินหรงสบตากับองค์หญิงอย่างไม่เข้าใจนัก
แต่องค์หญิงซูอี้หลันเพียงกล่าวเบา ๆ ขณะวางสาส์นลงบนถาดหยกอย่างนุ่มนวล
“คนนี้คือคนที่ฮ่องเต้เลือกให้เป็นพระชายาเอกของเขา เช่นนั้นข้าจะขอทูลฝ่าบาทรับรองนางให้เร็วที่สุด… หากวาสนาเปิดทาง บางที…คนบ้าคนนั้น อาจเป็นเพียงคนเดียวที่ปลุกหัวใจที่ตายด้านของหมิงหลานให้ตื่นขึ้นได้อีกครั้งก็เป็นได้”
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน
เสียงฝีเท้าฉับฉับของบ่าวไพร่ในจวนราชครูแว่วมาแต่ไกล นำหน้าด้วยเสียงประกาศจากชายในชุดขุนนางประจำกรมพิธีการ ผู้มียศถือตำราและกิริยาสำรวมแฝงความตึงเครียด
“มีราชโองการจากเบื้องบน ขอให้คุณหนูไป๋เยี่ยนอิงเตรียมตัวเข้าวังในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนหน้า ตามพระบัญชาของฮ่องเต้”
ณ ลานหินหน้าเรือนหลังเล็ก เสียงกังวานนั้นราวกับระฆังแรกแห่งชะตากรรม ไป๋เยี่ยนอิงเดินออกมาช้า ๆ ภายใต้สายตาแห่งความลังเลของสาวใช้และความประหลาดใจของผู้คนโดยรอบ
ดวงตานางยังสงบนิ่ง ไม่มีรอยตระหนก ไม่แม้แต่ความปีติใด ๆ ปรากฏให้เห็น
“เข้าวัง?” นางเอ่ยเบา ๆ ราวพึมพำกับสายลม “ฮ่องเต้พระราชทานสมรสแก่ข้า?”
เสียงเงียบงันตอบกลับ ทั้งคนกรมพิธีและบ่าวในจวนต่างไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
ไป๋เยี่ยนอิงปรายตามองแผ่นราชโองการที่ชายผู้นั้นยังคงประคองอยู่บนพานทอง ด้วยดวงหน้าที่ไม่ต่างจากครั้งมองภาพวาดของตน แฝงไว้ด้วยปริศนาและระยะห่างราวกับมิใช่เรื่องของตน
ก่อนที่นางจะตวัดสายตามองผู้เป็นบิดา ซึ่งยืนก้มหัวคำนับด้วยท่าทางเปี่ยมล้นไปด้วยความปีติ น้ำเสียงของราชครูไป๋ดังก้องอย่างไม่อาจปิดบังความปลาบปลื้ม
“ฉินอ๋องช่างประเสริฐนัก…คนผู้นี้ไม่เคยมีข่าวเสียหาย ไม่เคยผิดจารีตประเพณี เขาจะต้องเป็นสามีที่ดีให้เจ้าได้เป็นแน่ เยี่ยนเอ๋อร์”
น้ำตาซึมรื้นในหางตาของบิดา ดูคล้ายว่าหัวใจที่เหนื่อยล้าในตำแหน่งราชครูมานานปี ได้รับของขวัญจากสวรรค์ให้เบาใจบ้างเสียที
แต่ไป๋เยี่ยนอิงกลับเงียบงัน เสียงนั้นผ่านเข้าหูอย่างพร่าเลือน ราวกับล่องลอยอยู่ในม่านหมอก
ชายที่นางไม่เคยพบหน้า ชายที่แม้แต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ยังมีน้อยจนน่าประหลาด
และบัดนี้…เขากลายมาเป็น "สามีแห่งราชโองการ" โดยที่นางไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปฏิเสธ
ดวงตาคู่งามของนางหลุบต่ำ ก่อนจะไล่สายตามองปลายนิ้วตนเองที่ยังเรียวขาว ไม่มีแม้แต่แหวนประดับ
ใจหนึ่งอยากจะหัวเราะออกมา แต่ริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มบาง ราวกับคนหมดแรงจะต่อต้าน เรื่องเหล่านั้นสำคัญยิ่งกว่าการแต่งงานกับบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งสำคัญยิ่งกว่าการได้เป็นพระชายา สำคัญยิ่งกว่าคำว่า “ชะตาลิขิต”
ไยจึงต้องเสียเวลาไปกับพิธีการที่ตั้งอยู่บนเจตนาของผู้อื่น
นางทำได้เพียงกำหมัดเก็บอารมณ์เท่านั้น เพราะรู้ดีว่านี่คือราชโองการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เห็นทีว่าน่าจะวางแผนหาเรื่องให้ฉินอ๋องหย่ากับนางในอนาคตแล้วกระมัง
ก่อนพิธีสมรสจะมาถึง ราวกับสายน้ำที่ยังไม่ปะทะหน้าผา ทุกอย่างดูเงียบสงบจนน่าประหลาด
ไป๋เยี่ยนอิงยังคงประพฤติตัวสงบนิ่ง เงียบขรึมเกินกว่าที่ควรเป็นสำหรับสตรีซึ่งเพิ่งถูกพระราชทานสมรส ช่างต่างจากบุตรีในจวนผู้ดีอื่น ๆ ที่มักจะยิ้มหัวเราะ ครวญคร่ำ หรืออย่างน้อยก็แสดงท่าทีอึกทึกไม่พอใจออกมาบ้าง
หญิงสาวกลับใช้ชีวิตในแต่ละวันเช่นเดิม เดินอ่านตำราในสวนผีเสื้อ ซ้อมดีดพิณยามบ่าย และเขียนพู่กันอย่างสงบอยู่ใต้ศาลาเรียงไผ่ ราวกับมิได้ยินแม้เสียงของราชโองการนั้น
ราชครูไป๋ผู้เป็นบิดา เมื่อแรกก็มีแววสงสัยเจือขึ้นในใจ แต่เพียงประเดี๋ยวเดียวก็สลัดมันทิ้งเสีย ด้วยเห็นว่านางคงเติบโตพอจะเข้าใจหน้าที่ของบุตรีขุนนางแล้ว
บางที…ความสงบนี้อาจเป็นนิมิตหมายอันดี
บทที่ ๑ สมรสพระราชทาน / 2
กระทั่งเช้าวันหนึ่ง จวนราชครูได้รับจดหมายเชิญร่วมงานเลี้ยงต้อนรับบุตรชายของเสนาบดีกรมคลัง ที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองชายแดน
งานนี้จะจัดขึ้นที่จวนเสนาบดีหวัง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในขุนนางเก่าแก่สายตรงของราชสำนัก นับว่าเป็นงานสำคัญที่มีขุนนางมากหน้าหลายตาไปรวมตัว
ในขณะที่ราชครูไป๋กำลังพิจารณาเรื่องการส่งบรรณาการและคัดเลือกผู้ติดตามอยู่นั้น ไป๋เยี่ยนอิงกลับเข้ามาคารวะเงียบ ๆ และยื่นคำขออันน่าตกใจ
“ข้าขอไปร่วมงานเลี้ยงนี้แทนเจ้าค่ะ ท่านพ่อจัดการเรื่องพิธีสมรสอยู่แล้ว เรื่องอื่นปล่อยให้ข้าจัดการเถิด”
สายตาราชครูไป๋วูบไหวไปครู่หนึ่ง เขามิใช่ไม่รู้ว่าธิดาคนนี้มีความคิดลึกซึ้งต่างจากหญิงทั่วไป หากแต่เหตุใดจึงเลือกจะออกหน้าในงานที่รวบรวมชนชั้นขุนนางเช่นนั้น?
“เจ้าคิดสิ่งใดอยู่ในใจหรือไม่?” เขาถามพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย
ไป๋เยี่ยนอิงเพียงยิ้มบาง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าเพียงอยากรู้จักผู้คนที่ท่านพ่อต้องร่วมโต๊ะในราชสภาเท่านั้นเจ้าค่ะ มิได้คิดสิ่งใดอื่น และก็อยากทำหน้าที่ลูกก่อนที่จะต้องย้ายออกจากที่นี่ไปด้วย”
ราชครูไป๋ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอม
ทว่าสิ่งที่ผู้เป็นบิดาคาดไม่ถึงคือ…วันงานนั้น บุตรีของเขาปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนด้วยอาภรณ์ที่ไม่ต่างจากสตรีเดินทางในชนบท!
ไป๋เยี่ยนอิงสวมเสื้อคลุมแขนยาวสีครามหม่นที่ไม่คุ้นตา ปักลวดลายนกกระเรียนที่บิดเบี้ยวผิดส่วน กระโปรงผ้าฝ้ายสีดินจางไร้ลวดลาย เย็บตะเข็บตึงแน่นราวชุดของสาวใช้ แถมยังรวบผมขึ้นด้วยปิ่นไม้ธรรมดาที่แม้แต่เด็กหญิงในตลาดยังไม่ใช้กันแล้ว
ทุกย่างก้าวที่นางเดินผ่าน ล้วนมีเสียงซุบซิบระคนหัวเราะเบา ๆ ดังแว่วมาตามทาง
“นั่นใช่บุตรสาวราชครูไป๋หรือไม่?”
“ชุดนั้น…หรือว่าจวนราชครูถึงคราวตกอับแล้ว”
“ข้าเคยได้ยินว่านางสติไม่ดี แต่ไม่คิดว่ารสนิยมจะประหลาดเพียงนี้”
ไป๋เยี่ยนอิงหาได้สะทกสะท้านไม่ ใบหน้าของนางยังสงบ ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มบางเฉียบ ดวงตาดำสนิทเปล่งแสงเยือกเย็นราวสายน้ำในคืนเดือนดับ
ยิ่งผู้คนหัวเราะ นางยิ่งเงียบขรึม เงียบจนน่าหวาดหวั่น
นางมิเพียงแต่มาดูคน…แต่ก็หวังให้ข่าวลือเสีย ๆ นี้ลอยล่องไปกระทบหูของฉินอ๋องบ้าง ว่านางหาใช่คุณหนูผู้เรียบร้อยตามธรรมเนียม หากเป็นหญิงแปลกประหลาด ลุ่มลึกเกินเข้าใจ ทั้งยังเอาแน่เอานอนไม่ได้
ดีไม่ดี…เขาอาจเปลี่ยนพระทัย ไม่อยากแต่งกับสตรีผู้เพี้ยนพิลึกคนนี้ขึ้นมาก็เป็นได้
ไป๋เยี่ยนอิงเดินอย่างสงบในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะชื่นมื่น แขกเหรื่อขุนนางแต่งตัวเต็มยศ เด็กสาวจากตระกูลต่าง ๆ พากันส่งยิ้มหวานพูดคุยจรุงจิตระหว่างจิบสุราผลไม้ กลิ่นดอกหอมนวลจากต้นชงโคร่วงหล่นตามสายลมเย็น อากาศแจ่มใสราวฤดูวสันต์ที่หวนกลับมากลางปลายฤดูใบไม้ผลิ
นางแหงนหน้ามองฟ้า เงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำเบา ๆ กับตัวเองว่า
“ฟ้าเปิดเช่นนี้…เมฆลอยห่าง ลมสงบในระดับต่ำ แต่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีคลื่นอากาศแทรก…ช้าสุดก็ไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ฝนหลวงจะมาแน่นอน”
ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเสียงแผ่วเบา ราวกับสนทนากับฟ้าเบื้องบน ดวงตาสีดำเข้มที่เคยหม่นหมองกลับทอแววสว่างวาบขึ้นมา
ไป๋เยี่ยนอิงมิใช่เพียงคุณหนูผู้สันทัดตำราโบราณเท่านั้น แต่ยังศึกษาโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และศาสตร์แห่งฟ้าดินมาหลายปี ใต้รอยยิ้มเรียบเฉยนั้นคือหญิงสาวผู้จับคำนวณจากดวงดาวอย่างแม่นยำ
ครู่หนึ่ง นางจึงหันไปยังขุนนางวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก บุรุษท่านนั้นมีใบหน้าอิ่มสุข กำลังหัวเราะสนทนาอยู่กับสหาย
“ใต้เท้าโปรดอภัยที่ข้าขัดจังหวะ” ไป๋เยี่ยนอิงเอ่ยเสียงเรียบแผ่วสุภาพ “แต่หากท่านเป็นผู้ดูแลเรือนเลี้ยงในครั้งนี้ ขอให้รีบสั่งการย้ายโต๊ะ เก็บของใช้เข้าสู่เรือนในทันที มิฉะนั้นฝนที่กำลังมาอาจทำให้ทุกอย่างเปียกปอนเสียหาย”
ขุนนางผู้นั้นชะงักมือที่กำลังยกจอกสุรา ก่อนจะหันมาหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่า ๆ ๆ คุณหนูไป๋! อากาศวันนี้สดใสปานนี้ ฟ้ายังไม่มีเมฆสักก้อนเดียว เหตุใดจึงเอ่ยเรื่องฝนตก?”
เสียงหัวเราะนั้นดึงดูดผู้คนรอบข้างให้หันมาฟังคำพูดของนาง ไม่เว้นแม้แต่บรรดาสตรีที่เคยหัวเราะเบา ๆ อยู่ก่อนหน้า
“หรือว่าคุณหนูไป๋จะโดนแดดแผดจนเห็นภาพหลอนเข้าแล้ว?”
“ข้าคิดว่าคุณหนูหวังยังแม่นยำกว่านี้เสียอีก ทั้งที่นางเพิ่งศึกษาโหราศาสตร์มาเพียงครึ่งปี”
“หรือคิดว่าจะเลียนแบบนาง ให้ดูเป็นสตรีที่เพียบพร้อมทั้งความงาม และสติปัญญา”
เสียงซุบซิบและหัวเราะเยาะตามมาติด ๆ ทว่าหญิงสาวกลับไม่สะทกสะท้าน
“ข้าคำนวณจากลม อุณหภูมิ และแนวเมฆ นี่ไม่ใช่ฤดูฝน แต่จะมีพายุหลงฤดูเกิดขึ้นหนึ่งครั้งในวันนี้…และเวลานี้” ไป๋เยี่ยนอิงกล่าวเรียบ ๆ ก่อนจะหันกลับไปมองฟ้าอีกครั้ง
ความเงียบวูบหนึ่งแทรกขึ้นในหมู่ชนขุนนาง คล้ายกับว่าคำพูดนั้นเปี่ยมด้วยน้ำหนักบางอย่างที่ยากอธิบาย
“เจ้าดูฟ้า ดูฝนได้ด้วยหรือ?” เด็กหนุ่มผู้หนึ่งในชุดนักศึกษาจากสำนักฮั่นหลินถามขึ้นด้วยความอยากรู้ปนหยอกล้อ “เจ้าก็เหมือนพวกหมอดูเปิดแผงข้างตลาด!”
ไป๋เยี่ยนอิงหันมองเขาเพียงแวบหนึ่ง แล้วไม่ตอบอะไร
นางเดินทอดน่องไปทางแนวศาลาไม้ไผ่ ทิ้งให้เสียงหัวเราะไล่ตามหลังเป็นเงา
กระทั่ง…เสียงคำรามแรกของพายุแว่วมาแต่ไกล!
ท้องฟ้าสีฟ้าใสเริ่มแปรเปลี่ยน เมฆหม่นก่อตัวรวมกันอย่างรวดเร็วราวเงามืดจากภูตผี ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ลมก็กรรโชกแรงจนโคมไฟหลายดวงดับวูบ เสียงตะโกนร้องให้คนยกของดังเซ็งแซ่ คนรับใช้วิ่งวุ่นไม่เป็นขบวน
ละอองฝนหยดแรกหล่นลงมาอย่างแรง หนักหน่วงและเย็นเยียบ
ผู้คนที่หัวเราะกันก่อนหน้า บัดนี้พากันตะลึงอ้าปากค้าง สายตาทั้งหมดเริ่มหันกลับมามองสตรีในชุดบ้านนอกผู้นั้นอีกครั้ง ครานี้…ด้วยสายตาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง…