โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

พระชายาสติเฟื่อง (ฟรีวันละตอน จนจบ)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 ส.ค. 2568 เวลา 15.04 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2568 เวลา 13.05 น. • แมวไม่เล็ก
เมื่อบุตรสาวราชครูผู้ขึ้นชื่อว่า

ข้อมูลเบื้องต้น

ชายาสติเฟื่อง

มีเส้นบางๆ คั่นกลางระหว่างความเป็นอัจฉริยะกับความบ้า

คำโปรย : เมื่อบุตรสาวราชครูผู้ขึ้นชื่อว่า "เสียสติ" ถูกบีบบังคับให้แต่งเข้าวังฉินอ๋องเพื่อผูกสัมพันธ์ แต่ในความเพี้ยน กลับแฝงไหวพริบและสติปัญญาอันเฉียบคม

เมื่อพบกับ "ฉินอ๋อง" ผู้เยือกเย็นไร้หัวใจ ทั้งสองต้องกลายมาเป็นคู่สืบคดีในวังหลวงโดยไม่เต็มใจ ท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบของเหล่าหญิงในวังและปริศนาการตายปริศนาเบื้องหลัง…ที่อาจเชื่อมโยงถึงราชสำนัก

ไป๋เยี่ยนอิง บุตรสาวราชครูผู้มีข่าวลือว่า "ฟั่นเฟือน" ถูกจับแต่งเข้าจวนฉินอ๋อง ซูหมิงหลาน ชายผู้คร่ำเคร่งกับการสืบคดีและไม่ศรัทธาความรัก

แต่ไป๋เยี่ยนอิงกลับมีความสามารถด้านการสังเกต วิเคราะห์พฤติกรรม และจดจำรายละเอียดได้เป็นเลิศ ทำให้ซูหมิงหลานเริ่มสังเกตว่านางอาจไม่ "บ้า" อย่างที่ใคร ๆ คิด

อารัมภบท : ไป๋เยี่ยนอิง สตรีผู้เสียสติ

อารัมภบท : ไป๋เยี่ยนอิง สตรีผู้เสียสติ

ณ เมืองหลวงต้าหรง เมื่อฤดูใบไม้ผลิผลิบาน ดอกเหมยแดงแต้มสีสดบนยอดกิ่งไม้เบื้องกำแพงสูงของจวนราชครู กลิ่นหอมอ่อนลอยคลุ้งไปกับสายลมอุ่นหลังฝนใหม่ เสียงนกกระเรียนบินเวียนวนอยู่เหนือยอดหลังคากระเบื้องเขียว ก่อนเลือนหายไปในม่านเมฆบางเบา

หากในความงดงามนั้น ซุกซ่อนเงารำไรของข่าวลือที่ไม่มีวันจางหายไปจากผู้คนในเมืองหลวง…

“บุตรสาวคนรองของราชครูไป๋น่ะหรือ? ข้าได้ยินมาว่านางเสียสติ ตั้งแต่เล็กก็พูดจาเพ้อเจ้อ ไม่สนกฎธรรมเนียม!”

“จริงหรือเท็จไม่อาจรู้…แต่เห็นว่าตอนเด็กนางปีนหลังคาเรือน บ้างก็ปีนต้นไม้สูงไปไล่จับแมลงในสวน ฮูหยินใหญ่ตอนที่มีชีวิตอยู่อับอายจนต้องกักบริเวณนางอยู่หลายปี!”

“ข้าได้ยินว่านางเคยแอบเข้าไปในหอสมุดของราชครู หยิบคัมภีร์วางเรียงเล่นราวกับเป็นของเด็กเล่น แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง…”

เสียงกระซิบกระซาบเช่นนี้ แว่วอยู่ตามตรอกซอยในเขตชั้นในของเมืองหลวงมานานหลายปี จนแทบกลายเป็นนิทานพื้นบ้านของเด็กสาวในห้องปักผ้า ไม่มีใครในสกุลไป๋ที่ไม่เคยได้ยิน หรือแม้แต่ไม่พยายามลบล้างชื่อเสียงอันแสน “น่าอับอาย” นี้ให้สิ้นไป

นามของนาง ไป๋เยี่ยนอิง

นางเป็นบุตรสาวคนรองของราชครูผู้ทรงอำนาจ แม่ของนางเป็นภรรยาเอกผู้สง่างาม ไป๋เยี่ยนอิงจึงถือกำเนิดมาพร้อมสายเลือดสูงส่ง และถูกคาดหวังให้เป็นแบบอย่างแห่งกุลสตรีผู้เพียบพร้อม

แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม

ณ ตอนที่เรื่องราวเริ่มต้นนี้ ไป๋เยี่ยนอิงมีอายุสิบแปดปีเต็มแล้วอายุที่หญิงสาวในตระกูลชั้นสูงส่วนมากแต่งออกเรือนไปตั้งแต่หลายปีก่อน หากนางยังคงอยู่ในเรือนหลังเล็กทางตะวันตกเฉียงใต้ของจวนราชครู ห่างจากเรือนหลักดั่งคนถูกเนรเทศ

ในเช้าวันหนึ่งกลางฤดูวสันต์ แสงแดดอ่อนเล็ดลอดผ่านช่องหน้าต่างฉลุลาย ด้านในเรือนเงียบเชียบ เสียงลมหายใจของหญิงสาวคนหนึ่งแผ่วเบา สอดคล้องกับเสียงขนนกที่กำลังขีดเขียนลงบนแผ่นผืนผ้า

ไป๋เยี่ยนอิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ผมยาวดำขลับถูกรวบลวก ๆ ด้วยไม้ปิ่นเปล่า ผ้าคลุมบางสีงาช้างปกไหล่

ดวงตาของนางเป็นประกายประหลาดคล้ายคนเพ้อฝัน บางครั้งดูเฉื่อยชาไร้จุดหมาย บางคราแฝงแวววาบเฉียบคมจนยากหยั่งถึง

นิ้วมือเรียวยาวข้างหนึ่งกำลังใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึก บรรจงวาดภาพนกกระเรียนสองตัวกลางผืนพัดหลากสี อีกมือหนึ่งลูบเส้นไหมที่ยังไม่แห้งดี สายตาจับจ้องเส้นสายอย่างคล้ายกำลังสนทนาเงียบ ๆ กับภาพที่ตนวาด

“นกตัวนี้…บินไปทางตะวันตก เจ้าจะได้เห็นความล่มสลายของตระกูลผู้สูงศักดิ์”

“อีกตัวหนึ่ง…เจ้าคือพยานของผู้ถูกลืม ผู้ไร้ตัวตนในประวัติศาสตร์…”

เสียงพึมพำเบา ๆ ของนางคล้ายบทกลอนในยามเพ้อฝัน ใบหน้าที่ผู้คนเคยกล่าวหาว่า ‘เสียสติ’ ยามนี้กลับงามพิสดาร ทั้งหวานซึ้งและเยือกเย็นปะปนกัน คล้ายกลีบบุปผาที่บานเพียงยามราตรี

“คุณหนูเยี่ยน…” เสียงสาวใช้คนหนึ่งดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

นางนามว่าเซียนจู เป็นสาวใช้เพียงคนเดียวที่กล้าเข้าเรือนนี้ได้โดยไม่ต้องหายใจติดขัด

“วันนี้มีแขกมาเยือนจากกรมพิธีการ…ขอพบคุณหนูเจ้าค่ะ”

ไป๋เยี่ยนอิงไม่ได้หันมาทันที แต่ปลายนิ้วที่ถือพู่กันหยุดนิ่งชั่วครู่ ก่อนที่นางจะเอ่ยเสียงราบเรียบว่า

“อยากพบข้า…หรืออยากเห็นสตรีเสียสติที่เป็นเพียงของแปลกในกรงทองจวนราชครูนี้?”

เซียนจูไม่กล้าตอบ เพียงหลุบตาต่ำ เห็นเพียงเงาร่างในชุดขาวที่ยืนอยู่กลางแสงแดดนั้น ค่อย ๆ เก็บภาพวาดพับใส่ห่อผ้าอย่างแผ่วเบา

ดอกเหมยกลีบหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นหินพอดี ราวกับโลกใบนี้ยังยืนยันว่า สตรีผู้นี้ แม้จะถูกตราหน้าว่าบ้า แต่ก็มีบางสิ่งที่ซุกซ่อนลึกล้ำเกินกว่าคำครหาจะหยั่งถึง

บทที่ ๑ สมรสพระราชทาน / 1

บทที่ ๑ สมรสพระราชทาน

เสียงก้าวเท้าหนักแน่นของราชครูไป๋สะท้อนก้องในโถงหนังสือใหญ่ ท่ามกลางแสงแดดบ่ายที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกสี เกล็ดฝุ่นล่องลอยเหมือนละอองจากกงล้อแห่งชะตากรรมที่ไม่มีใครอาจหักทิศทาง

ชายชราในชุดขุนนางสีน้ำหมึกอ่อนสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาที่เคยแน่วแน่จากการคัดลอกราชโองการมานับร้อยฉบับ บัดนี้กลับแฝงเงากังวลบางอย่างที่เขาไม่อาจลบได้

เขานั่งลงเบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์ ทอดสายตามองภาพวาดที่ติดผนัง นั่นคือภาพเหมือนของไป๋เยี่ยนอิงเมื่อยามเยาว์ เด็กหญิงในชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อน ผู้มีดวงตาเปล่งประกายสดใสกำลังยิ้มขณะยืนกลางสวนหิมะ

"ข้าไม่เข้าใจ…" เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ช้าและชัด ราวกับพูดกับตัวเองหรือกับเงาที่ทอดยาวจากภาพวาดนั้น

"เหตุใด…นางจึงต้องเกิดมาท่ามกลางความคาดหวังอันสูงส่ง แล้วกลับแปลกแยกจากผู้คนเช่นนี้…"

แม้เขาจะเป็นถึงราชครูผู้ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ มีอำนาจในการบรรจุขุนนาง วางรากฐานการศึกษาของแผ่นดิน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความผิดแผกของลูกสาวตัวเอง เขากลับไร้หนทางยิ่งกว่าชาวบ้านผู้ยากไร้

ข่าวลือเกี่ยวกับไป๋เยี่ยนอิงลอยคลุ้งในวังหลวงและวงศ์ตระกูลชั้นสูง ราวกับควันพิษจากเตาเผาที่ไม่มีวันมอดดับ แม่ของนางเป็นภรรยาเอกผู้มีชื่อเสียงด้านกิริยางามสง่า ถึงกับล้มป่วยเพราะความเครียดและความอับอาย

ทั้งตระกูลไป๋ต่างมองไปที่เขา หัวหน้าครอบครัว ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและแรงกดดัน

และสิ่งที่ทำให้ใจของเขาร้อนรุ่มยิ่งกว่ากองเพลิง คืออายุของไป๋เยี่ยนอิงที่ล่วงเลยมาถึงสิบแปดปีเต็ม…ยังไม่มีบุรุษใดแม้แต่กล้าทาบทาม

‘ข้าเกรงว่า…นางจะขึ้นคาน’ ‘ไม่เพียงเท่านั้น หากวันใดข้าจากโลกนี้ไป นางจักไร้ที่พึ่ง ถูกเย้ยหยันจากทั้งสังคมและเครือญาติ’

เขาขบกรามแน่น มือเรียวยาวที่เคยวาดตัวอักษรด้วยความสงบนิ่ง บัดนี้กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

“พอได้แล้ว…” เขาพึมพำเบา ๆ แววตาแน่วแน่ขึ้นอีกครา
“ข้ายังพอมีบุญเก่าในราชสำนัก ยังพอวิงวอนขอได้สักประโยคในพระกรรณของฮ่องเต้…หากข้าขอ…ให้พระองค์ทรงโปรดพระราชทานชายหนุ่มผู้เปี่ยมคุณธรรมให้เป็นสามีของเยี่ยนอิงในนาม แม้จะเป็นเพียงเปลือกภายนอก…ก็นับว่าข้าได้สร้างหลักให้ชีวิตนางไม่ต้องลอยเคว้งในวันหน้า”

เขาลุกขึ้น หยิบพู่กันจุ่มหมึกด้วยมือมั่นคง ก่อนค่อย ๆ เขียนราชฎีกาเสนอพระราชโองการอย่างระมัดระวัง ทุกถ้อยคำล้วนผ่านการเลือกสรรอย่างรอบคอบ ไม่ให้ดูอ้อนวอนเกินควร แต่ก็ไม่เด็ดขาดจนเกินเหตุ

และเมื่อหยาดหมึกสุดท้ายซึมลงบนกระดาษ เขาวางพู่กันลงพร้อมถอนหายใจยาว

ภายในห้องนั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของบุรุษชรา เขาเงยหน้ามองภาพวาดบุตรสาวอีกครั้ง แววตาซับซ้อนทั้งรัก ห่วงหา และความเจ็บปวดที่เก็บงำมาเนิ่นนาน

“เยี่ยนอิง…หากสิ่งที่ข้าทำในวันนี้ แม้จะไม่อาจเปลี่ยนโชคชะตาของเจ้าได้ทั้งหมด…แต่อย่างน้อยก็ขอให้เจ้า…ไม่ต้องยืนอยู่ลำพังในสายตาของผู้คนอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

และนั่น…คือจุดเริ่มต้นของราชโองการหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตไป๋เยี่ยนอิงไปชั่วนิรันดร์

และดูเหมือนว่าความทุกข์ร้อนในใจนี้จะหาได้มีแค่ราชครูไป๋คนเดียวเท่านั้น เพราะหลายวันต่อมาหลังจากที่เขากราบทูลฮ่องเต้เรื่องบุตรสาวไปแล้วนั้น ดูเหมือนว่าจะเกิดเหตุสำคัญที่วังฉินอ๋องยามเช้า

ดวงตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า ณ ตำหนักจิ่วเหอในเขตวังตะวันออกรั่วของฉินอ๋อง สถานที่พำนักขององค์หญิงซูอี้หลัน

ม่านแพรลายเมฆเงินสั่นไหวเบา ๆ ตามสายลมยามเช้า กลิ่นชาดอกเหมยกรุ่นอยู่ในอากาศอ่อน ๆ ขับกล่อมความเงียบสงบของวังในอย่างละมุนละไม

ท่ามกลางบรรยากาศแสนสุขุม องค์หญิงซูอี้หลันกลับไม่อาจสงบใจได้เลย

นางนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์ ฝ่ามือเรียวยกถ้วยชาไปจรดริมฝีปากอย่างเคยชิน แต่ยามที่ดวงตาเหลือบมองออกไปนอกบานหน้าต่างเบื้องหน้า ความคิดพลันล่องลอยไปยังเรื่องที่ทำให้นางหนักใจมาเนิ่นนาน

เสียงถอนใจแผ่วเบาหลุดลอดริมฝีปาก “อีกไม่กี่เดือนก็จะย่างเข้าสามสิบปีแล้ว…”

น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเจือด้วยความอ่อนล้า และความหวั่นวิตกที่กดทับอยู่ในอก

“บุตรชายของข้าก็ยังไม่มีทายาทเลย”

ซูอี้หลันยังเอ่ยด้วยความเหนื่อยล้าออกมาอีกว่า “หมิงหลานมีทุกอย่าง… ยศฐาบรรดาศักดิ์ หน้าที่ในราชการ และความภักดีต่อบัลลังก์ แต่เขากลับไม่ยอมเปิดใจให้สตรีใดแตะต้องเลยแม้แต่น้อย…”

ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นนวดขมับเบา ๆ สีหน้าราวคนที่ถูกกลัดกลุ้มมานานหลายปี

นางเป็นพระเชษฐภคินีของฮ่องเต้ เป็นหญิงเดียวที่ได้รับพระราชาอนุญาตให้ตั้งเรือนพำนักในเขตวังหลัง แม้จะวางมือจากการเมืองมาแล้ว แต่ในฐานะมารดาของ ซูหมิงหลาน บุรุษผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น “ฉินอ๋อง”

ตั้งแต่อายุเพียงสิบห้าปี และเป็นขุนพลมือสอบสวนผู้เด็ดขาด หัวใจของนางหาเคยสงบได้ไม่

“พระชายาที่ทรงเลือกให้ ท่านอ๋องก็เพียงให้เกียรติ ไม่เคยใกล้ชิดอย่างแท้จริง” เวินหรงนางกำนัลคนสนิทเอ่ยเสียงแผ่ว “อีกทั้งถึงเพลาล่วงเลยมาเกือบสามปี พระชายารองก็ยังไร้วี่แววจะตั้งครรภ์เพคะ…”

“พอพูดถึงเรื่องนี้…” องค์หญิงถอนใจยาวอีกครั้ง ริมฝีปากเม้มแน่น สีหน้าประหนึ่งจะข่มอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในอก “ข้าเป็นมารดา ดูเขาเติบโตมาเองกับตา แต่ยิ่งโตกลับยิ่งห่าง… เขาไม่ใช่เด็กคนนั้นที่เคยยิ้มแย้มให้ข้าอีกแล้ว…”

แววตาของนางทอดมองไกลออกไป ย้อนนึกถึงภาพในอดีต เด็กชายตัวเล็กผู้ชอบนั่งริมสระหยก ขลิบเสื้อเปื้อนน้ำฝน ดวงตาใสแจ๋วดังหยกขาว เอาแต่ถามว่าบิดาของตนเป็นใคร

นางยิ้มเศร้า ๆ พลางกล่าวแผ่วเบา “ข้าไม่อาจบอกความจริงกับเขาได้… แม้จะรู้ว่าเขาเกลียดการถูกปิดบังเพียงใด”

เวินหรงเห็นท่าทีองค์หญิงแล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่โค้งตัวอย่างเคารพอยู่ด้านข้าง

เสียงนกร้องจากต้นเหมยหน้าต่างหน้าตำหนักดังแว่วมา พร้อมเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่เดินเข้ามาใกล้

นางกำนัลข้าหลวงผู้ถือถาดหยกประดับสาส์นสีทองก้มลงน้อมถวายสาส์นตรงหน้าองค์หญิง

“จากกรมพิธีการเพคะ”

อี้หลันรับสาส์นมาอย่างงุนงง พลันเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหัวกระดาษ ดวงตาคู่งามก็เบิกกว้างเล็กน้อย

ไป๋เยี่ยนอิง บุตรสาวของราชครูไป๋เหิง

“ราชครูไป๋?” นางพึมพำ ก่อนจะค่อย ๆ อ่านเนื้อหาในสาส์นจนจบ

ครั้นอ่านถึงประโยคสุดท้าย ริมฝีปากขององค์หญิงพลันคลี่ยิ้มบาง ความเคร่งเครียดจางลงเล็กน้อย

“นาง…เป็นหญิงประหลาด? บอกว่ามีอาการเสียจริต?”

นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ กลบเกลื่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่หลุดออกมา

“ก็เหมาะสมดีมิใช่หรือ? หมิงหลานที่หัวใจเย็นชาดังเหมันต์…อาจต้องเจอกับคนที่ไม่อยู่ในกรอบเช่นนี้ดูบ้าง”

เวินหรงสบตากับองค์หญิงอย่างไม่เข้าใจนัก

แต่องค์หญิงซูอี้หลันเพียงกล่าวเบา ๆ ขณะวางสาส์นลงบนถาดหยกอย่างนุ่มนวล

“คนนี้คือคนที่ฮ่องเต้เลือกให้เป็นพระชายาเอกของเขา เช่นนั้นข้าจะขอทูลฝ่าบาทรับรองนางให้เร็วที่สุด… หากวาสนาเปิดทาง บางที…คนบ้าคนนั้น อาจเป็นเพียงคนเดียวที่ปลุกหัวใจที่ตายด้านของหมิงหลานให้ตื่นขึ้นได้อีกครั้งก็เป็นได้”

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน

เสียงฝีเท้าฉับฉับของบ่าวไพร่ในจวนราชครูแว่วมาแต่ไกล นำหน้าด้วยเสียงประกาศจากชายในชุดขุนนางประจำกรมพิธีการ ผู้มียศถือตำราและกิริยาสำรวมแฝงความตึงเครียด

“มีราชโองการจากเบื้องบน ขอให้คุณหนูไป๋เยี่ยนอิงเตรียมตัวเข้าวังในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนหน้า ตามพระบัญชาของฮ่องเต้”

ณ ลานหินหน้าเรือนหลังเล็ก เสียงกังวานนั้นราวกับระฆังแรกแห่งชะตากรรม ไป๋เยี่ยนอิงเดินออกมาช้า ๆ ภายใต้สายตาแห่งความลังเลของสาวใช้และความประหลาดใจของผู้คนโดยรอบ

ดวงตานางยังสงบนิ่ง ไม่มีรอยตระหนก ไม่แม้แต่ความปีติใด ๆ ปรากฏให้เห็น

“เข้าวัง?” นางเอ่ยเบา ๆ ราวพึมพำกับสายลม “ฮ่องเต้พระราชทานสมรสแก่ข้า?”

เสียงเงียบงันตอบกลับ ทั้งคนกรมพิธีและบ่าวในจวนต่างไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด

ไป๋เยี่ยนอิงปรายตามองแผ่นราชโองการที่ชายผู้นั้นยังคงประคองอยู่บนพานทอง ด้วยดวงหน้าที่ไม่ต่างจากครั้งมองภาพวาดของตน แฝงไว้ด้วยปริศนาและระยะห่างราวกับมิใช่เรื่องของตน

ก่อนที่นางจะตวัดสายตามองผู้เป็นบิดา ซึ่งยืนก้มหัวคำนับด้วยท่าทางเปี่ยมล้นไปด้วยความปีติ น้ำเสียงของราชครูไป๋ดังก้องอย่างไม่อาจปิดบังความปลาบปลื้ม

“ฉินอ๋องช่างประเสริฐนัก…คนผู้นี้ไม่เคยมีข่าวเสียหาย ไม่เคยผิดจารีตประเพณี เขาจะต้องเป็นสามีที่ดีให้เจ้าได้เป็นแน่ เยี่ยนเอ๋อร์”

น้ำตาซึมรื้นในหางตาของบิดา ดูคล้ายว่าหัวใจที่เหนื่อยล้าในตำแหน่งราชครูมานานปี ได้รับของขวัญจากสวรรค์ให้เบาใจบ้างเสียที

แต่ไป๋เยี่ยนอิงกลับเงียบงัน เสียงนั้นผ่านเข้าหูอย่างพร่าเลือน ราวกับล่องลอยอยู่ในม่านหมอก

ชายที่นางไม่เคยพบหน้า ชายที่แม้แต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ยังมีน้อยจนน่าประหลาด

และบัดนี้…เขากลายมาเป็น "สามีแห่งราชโองการ" โดยที่นางไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปฏิเสธ

ดวงตาคู่งามของนางหลุบต่ำ ก่อนจะไล่สายตามองปลายนิ้วตนเองที่ยังเรียวขาว ไม่มีแม้แต่แหวนประดับ

ใจหนึ่งอยากจะหัวเราะออกมา แต่ริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มบาง ราวกับคนหมดแรงจะต่อต้าน เรื่องเหล่านั้นสำคัญยิ่งกว่าการแต่งงานกับบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งสำคัญยิ่งกว่าการได้เป็นพระชายา สำคัญยิ่งกว่าคำว่า “ชะตาลิขิต”

ไยจึงต้องเสียเวลาไปกับพิธีการที่ตั้งอยู่บนเจตนาของผู้อื่น

นางทำได้เพียงกำหมัดเก็บอารมณ์เท่านั้น เพราะรู้ดีว่านี่คือราชโองการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เห็นทีว่าน่าจะวางแผนหาเรื่องให้ฉินอ๋องหย่ากับนางในอนาคตแล้วกระมัง

ก่อนพิธีสมรสจะมาถึง ราวกับสายน้ำที่ยังไม่ปะทะหน้าผา ทุกอย่างดูเงียบสงบจนน่าประหลาด

ไป๋เยี่ยนอิงยังคงประพฤติตัวสงบนิ่ง เงียบขรึมเกินกว่าที่ควรเป็นสำหรับสตรีซึ่งเพิ่งถูกพระราชทานสมรส ช่างต่างจากบุตรีในจวนผู้ดีอื่น ๆ ที่มักจะยิ้มหัวเราะ ครวญคร่ำ หรืออย่างน้อยก็แสดงท่าทีอึกทึกไม่พอใจออกมาบ้าง

หญิงสาวกลับใช้ชีวิตในแต่ละวันเช่นเดิม เดินอ่านตำราในสวนผีเสื้อ ซ้อมดีดพิณยามบ่าย และเขียนพู่กันอย่างสงบอยู่ใต้ศาลาเรียงไผ่ ราวกับมิได้ยินแม้เสียงของราชโองการนั้น

ราชครูไป๋ผู้เป็นบิดา เมื่อแรกก็มีแววสงสัยเจือขึ้นในใจ แต่เพียงประเดี๋ยวเดียวก็สลัดมันทิ้งเสีย ด้วยเห็นว่านางคงเติบโตพอจะเข้าใจหน้าที่ของบุตรีขุนนางแล้ว

บางที…ความสงบนี้อาจเป็นนิมิตหมายอันดี

บทที่ ๑ สมรสพระราชทาน / 2

กระทั่งเช้าวันหนึ่ง จวนราชครูได้รับจดหมายเชิญร่วมงานเลี้ยงต้อนรับบุตรชายของเสนาบดีกรมคลัง ที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองชายแดน

งานนี้จะจัดขึ้นที่จวนเสนาบดีหวัง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในขุนนางเก่าแก่สายตรงของราชสำนัก นับว่าเป็นงานสำคัญที่มีขุนนางมากหน้าหลายตาไปรวมตัว

ในขณะที่ราชครูไป๋กำลังพิจารณาเรื่องการส่งบรรณาการและคัดเลือกผู้ติดตามอยู่นั้น ไป๋เยี่ยนอิงกลับเข้ามาคารวะเงียบ ๆ และยื่นคำขออันน่าตกใจ

“ข้าขอไปร่วมงานเลี้ยงนี้แทนเจ้าค่ะ ท่านพ่อจัดการเรื่องพิธีสมรสอยู่แล้ว เรื่องอื่นปล่อยให้ข้าจัดการเถิด”

สายตาราชครูไป๋วูบไหวไปครู่หนึ่ง เขามิใช่ไม่รู้ว่าธิดาคนนี้มีความคิดลึกซึ้งต่างจากหญิงทั่วไป หากแต่เหตุใดจึงเลือกจะออกหน้าในงานที่รวบรวมชนชั้นขุนนางเช่นนั้น?

“เจ้าคิดสิ่งใดอยู่ในใจหรือไม่?” เขาถามพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย

ไป๋เยี่ยนอิงเพียงยิ้มบาง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าเพียงอยากรู้จักผู้คนที่ท่านพ่อต้องร่วมโต๊ะในราชสภาเท่านั้นเจ้าค่ะ มิได้คิดสิ่งใดอื่น และก็อยากทำหน้าที่ลูกก่อนที่จะต้องย้ายออกจากที่นี่ไปด้วย”

ราชครูไป๋ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอม

ทว่าสิ่งที่ผู้เป็นบิดาคาดไม่ถึงคือ…วันงานนั้น บุตรีของเขาปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนด้วยอาภรณ์ที่ไม่ต่างจากสตรีเดินทางในชนบท!

ไป๋เยี่ยนอิงสวมเสื้อคลุมแขนยาวสีครามหม่นที่ไม่คุ้นตา ปักลวดลายนกกระเรียนที่บิดเบี้ยวผิดส่วน กระโปรงผ้าฝ้ายสีดินจางไร้ลวดลาย เย็บตะเข็บตึงแน่นราวชุดของสาวใช้ แถมยังรวบผมขึ้นด้วยปิ่นไม้ธรรมดาที่แม้แต่เด็กหญิงในตลาดยังไม่ใช้กันแล้ว

ทุกย่างก้าวที่นางเดินผ่าน ล้วนมีเสียงซุบซิบระคนหัวเราะเบา ๆ ดังแว่วมาตามทาง

“นั่นใช่บุตรสาวราชครูไป๋หรือไม่?”

“ชุดนั้น…หรือว่าจวนราชครูถึงคราวตกอับแล้ว”

“ข้าเคยได้ยินว่านางสติไม่ดี แต่ไม่คิดว่ารสนิยมจะประหลาดเพียงนี้”

ไป๋เยี่ยนอิงหาได้สะทกสะท้านไม่ ใบหน้าของนางยังสงบ ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มบางเฉียบ ดวงตาดำสนิทเปล่งแสงเยือกเย็นราวสายน้ำในคืนเดือนดับ

ยิ่งผู้คนหัวเราะ นางยิ่งเงียบขรึม เงียบจนน่าหวาดหวั่น

นางมิเพียงแต่มาดูคน…แต่ก็หวังให้ข่าวลือเสีย ๆ นี้ลอยล่องไปกระทบหูของฉินอ๋องบ้าง ว่านางหาใช่คุณหนูผู้เรียบร้อยตามธรรมเนียม หากเป็นหญิงแปลกประหลาด ลุ่มลึกเกินเข้าใจ ทั้งยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

ดีไม่ดี…เขาอาจเปลี่ยนพระทัย ไม่อยากแต่งกับสตรีผู้เพี้ยนพิลึกคนนี้ขึ้นมาก็เป็นได้

ไป๋เยี่ยนอิงเดินอย่างสงบในงานเลี้ยงซึ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะชื่นมื่น แขกเหรื่อขุนนางแต่งตัวเต็มยศ เด็กสาวจากตระกูลต่าง ๆ พากันส่งยิ้มหวานพูดคุยจรุงจิตระหว่างจิบสุราผลไม้ กลิ่นดอกหอมนวลจากต้นชงโคร่วงหล่นตามสายลมเย็น อากาศแจ่มใสราวฤดูวสันต์ที่หวนกลับมากลางปลายฤดูใบไม้ผลิ

นางแหงนหน้ามองฟ้า เงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำเบา ๆ กับตัวเองว่า

“ฟ้าเปิดเช่นนี้…เมฆลอยห่าง ลมสงบในระดับต่ำ แต่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีคลื่นอากาศแทรก…ช้าสุดก็ไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ฝนหลวงจะมาแน่นอน”

ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเสียงแผ่วเบา ราวกับสนทนากับฟ้าเบื้องบน ดวงตาสีดำเข้มที่เคยหม่นหมองกลับทอแววสว่างวาบขึ้นมา

ไป๋เยี่ยนอิงมิใช่เพียงคุณหนูผู้สันทัดตำราโบราณเท่านั้น แต่ยังศึกษาโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และศาสตร์แห่งฟ้าดินมาหลายปี ใต้รอยยิ้มเรียบเฉยนั้นคือหญิงสาวผู้จับคำนวณจากดวงดาวอย่างแม่นยำ

ครู่หนึ่ง นางจึงหันไปยังขุนนางวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก บุรุษท่านนั้นมีใบหน้าอิ่มสุข กำลังหัวเราะสนทนาอยู่กับสหาย

“ใต้เท้าโปรดอภัยที่ข้าขัดจังหวะ” ไป๋เยี่ยนอิงเอ่ยเสียงเรียบแผ่วสุภาพ “แต่หากท่านเป็นผู้ดูแลเรือนเลี้ยงในครั้งนี้ ขอให้รีบสั่งการย้ายโต๊ะ เก็บของใช้เข้าสู่เรือนในทันที มิฉะนั้นฝนที่กำลังมาอาจทำให้ทุกอย่างเปียกปอนเสียหาย”

ขุนนางผู้นั้นชะงักมือที่กำลังยกจอกสุรา ก่อนจะหันมาหัวเราะเสียงดัง

“ฮ่า ๆ ๆ คุณหนูไป๋! อากาศวันนี้สดใสปานนี้ ฟ้ายังไม่มีเมฆสักก้อนเดียว เหตุใดจึงเอ่ยเรื่องฝนตก?”

เสียงหัวเราะนั้นดึงดูดผู้คนรอบข้างให้หันมาฟังคำพูดของนาง ไม่เว้นแม้แต่บรรดาสตรีที่เคยหัวเราะเบา ๆ อยู่ก่อนหน้า

“หรือว่าคุณหนูไป๋จะโดนแดดแผดจนเห็นภาพหลอนเข้าแล้ว?”

“ข้าคิดว่าคุณหนูหวังยังแม่นยำกว่านี้เสียอีก ทั้งที่นางเพิ่งศึกษาโหราศาสตร์มาเพียงครึ่งปี”

“หรือคิดว่าจะเลียนแบบนาง ให้ดูเป็นสตรีที่เพียบพร้อมทั้งความงาม และสติปัญญา”

เสียงซุบซิบและหัวเราะเยาะตามมาติด ๆ ทว่าหญิงสาวกลับไม่สะทกสะท้าน

“ข้าคำนวณจากลม อุณหภูมิ และแนวเมฆ นี่ไม่ใช่ฤดูฝน แต่จะมีพายุหลงฤดูเกิดขึ้นหนึ่งครั้งในวันนี้…และเวลานี้” ไป๋เยี่ยนอิงกล่าวเรียบ ๆ ก่อนจะหันกลับไปมองฟ้าอีกครั้ง

ความเงียบวูบหนึ่งแทรกขึ้นในหมู่ชนขุนนาง คล้ายกับว่าคำพูดนั้นเปี่ยมด้วยน้ำหนักบางอย่างที่ยากอธิบาย

“เจ้าดูฟ้า ดูฝนได้ด้วยหรือ?” เด็กหนุ่มผู้หนึ่งในชุดนักศึกษาจากสำนักฮั่นหลินถามขึ้นด้วยความอยากรู้ปนหยอกล้อ “เจ้าก็เหมือนพวกหมอดูเปิดแผงข้างตลาด!”

ไป๋เยี่ยนอิงหันมองเขาเพียงแวบหนึ่ง แล้วไม่ตอบอะไร

นางเดินทอดน่องไปทางแนวศาลาไม้ไผ่ ทิ้งให้เสียงหัวเราะไล่ตามหลังเป็นเงา

กระทั่ง…เสียงคำรามแรกของพายุแว่วมาแต่ไกล!

ท้องฟ้าสีฟ้าใสเริ่มแปรเปลี่ยน เมฆหม่นก่อตัวรวมกันอย่างรวดเร็วราวเงามืดจากภูตผี ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ลมก็กรรโชกแรงจนโคมไฟหลายดวงดับวูบ เสียงตะโกนร้องให้คนยกของดังเซ็งแซ่ คนรับใช้วิ่งวุ่นไม่เป็นขบวน

ละอองฝนหยดแรกหล่นลงมาอย่างแรง หนักหน่วงและเย็นเยียบ

ผู้คนที่หัวเราะกันก่อนหน้า บัดนี้พากันตะลึงอ้าปากค้าง สายตาทั้งหมดเริ่มหันกลับมามองสตรีในชุดบ้านนอกผู้นั้นอีกครั้ง ครานี้…ด้วยสายตาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง…

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...