โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

แฟนไม่รักจริงหรือเราคิดไปเอง? เข้าใจความรักให้มากกว่าแค่สูตรสำเร็จ เมื่อชีวิตจริงไม่ได้มีแค่ภาษารัก

The Momentum

อัพเดต 27 พ.ค. 2568 เวลา 17.37 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2568 เวลา 02.36 น. • THE MOMENTUM

“หนูรู้สึกเหมือนว่าแฟนไม่รักหนูเลย”

“ทำไมเธอไม่ลงรูปเราบ้างเลย”

“แฟนซื้อสร้อยมาให้ แต่มันไม่ใช่แบบที่ชอบเลย ทำไมแฟนไม่เข้าใจเราเลย”

หลายครั้งที่เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ ทั้งที่เขาก็ปกติทุกอย่าง ไม่ได้นอกใจ หรือทำความผิด เพียงแต่เขาไม่ได้ให้ในสิ่งที่เราต้องการก็เท่านั้น

บ่อยครั้งที่กรณีเหล่านี้ถูกอธิบายด้วยแนวคิด ‘ภาษารัก’ว่าด้วยวิธีการแสดงออกทางความรักที่ต่างกัน เช่น บางทีคุณอาจจะชอบบอกรัก แต่แฟนของคุณมักนิ่งเฉย เลือกแสดงออกทางการกระทำแทน ขณะที่คุณคาดหวังให้เขาป่าวประกาศว่า คุณทั้งคู่เป็นอะไรกัน แต่แฟนของคุณอาจไม่อยากเปิดเผย หรือโพสต์เรื่องราวส่วนตัวในโซเชียลฯ

แต่ในความเป็นจริง การอธิบายเรื่องราวทุกอย่าง โดยใช้เหตุผลว่า แต่ละฝ่ายแค่มีภาษารักที่ไม่ตรงกันนั้น เห็นจะกลายเป็นกับดักให้มนุษย์เรายึดติดอยู่กับสูตรสำเร็จ จนหลงลืมไปว่า ความรักไม่ได้มีเพียงองค์ประกอบเดียวที่จะสามารถชี้วัดความสัมพันธ์ได้เสมอไป

เป็นเพราะเราพูดกันคนละภาษาหรือเปล่า

ภาษารัก (Love Language) ถือกำเนิดมาจาก แกรี แชปแมน (Gary Chapman) ผู้เขียนหนังสือ The Five Love Languages: How to Express Heartfelt Commitment to Your Mateที่บอกเล่าเรื่องราวว่า ผู้คนต่างให้และรับความรักในรูปแบบที่แตกต่างกัน กล่าวคือ มนุษย์มีวิธีแสดงออกทางความรักที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษากาย คู่รักจึงมักเข้าใจผิดกันด้วยการนิยามความรักที่ต่างกัน โดยแชปแมนนิยามภาษารักเอาไว้ 5 รูปแบบ ได้แก่

1. รักกันด้วยคำพูด (Words of Affirmation)เพราะสำหรับบางคน การกระทำไม่ชัดเจนเท่าคำพูดเสมอไป ดังนั้นการแสดงออกผ่านคำพูด เช่น การบอกรักหรือคำชมเชย ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอยู่ เพราะการได้ยินถ้อยคำหวานซึ้งย่อมทำให้คนเรารู้สึกดีเสมอ

2. ใช้เวลาอยู่ร่วมกันเป็นอย่างดี (Quality Time) อย่างการเอาใจใส่ ให้เวลา และเคียงข้างกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาโดยไม่มีใครรบกวน หรือทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

3. ของขวัญแทนใจ (Receiving Gifts) เป็นอีกหนึ่งวิธีการแสดงความเอาใจใส่ เพราะของขวัญคือสัญลักษณ์จากใจจริง ที่แสดงถึงความรักและความเสน่หาที่มีต่อกัน

4. ใส่ใจด้วยการกระทำ (Act of Service) การแสดงความรักด้วยการช่วยแบ่งเบาความรับผิดชอบของอีกฝ่ายในยามเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะเป็นการช่วยทำงานบ้าน หรือช่วยดูแลโดยที่เราไม่ได้ร้องขอ

5. สัมผัสร่างกาย (Physical Touch) เช่น การกอด การตบไหล่ หรือการจูงมือ ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีแสดงความรัก หรือความเอาใจใส่ เพราะการสัมผัสร่างกายก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยได้เช่นกัน

แม้วิธีเหล่านี้ฟังดูเรียบง่ายและใช้การได้ดี แต่คำถามก็คือ มันใช้ได้จริงเสมอไปจริงหรือ

ภาษารักใช้ไม่ได้เสมอไป

แม้ว่าภาษารักจะเป็นแนวคิดที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในไทยและต่างประเทศ ทว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้ถูกยอมรับในทางวิทยาศาสตร์ โดยมีงานวิจัยชี้ว่า ภาษารักไม่ได้จำกัดอยู่แค่ 5 รูปแบบ ตลอดจนวิธีการดังกล่าวไม่สามารถประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักได้ตลอดรอดฝั่ง

บทความ The Problem With Believing in “Love Languages” โดย สตีเวน อิง (Steven Ing) นักบำบัดด้านการสมรสและครอบครัว กล่าวว่า ปัญหาแนวคิดภาษารักมีความคลุมเครือและกว้างเกินไป เหมือนเวลาแนะนำใครสักคนว่า “ทำตัวให้มันดีๆ หน่อยสิ” จนอีกฝ่ายไม่รู้ว่า การทำตัวดีๆ หมายถึงอะไรกันแน่

ขณะเดียวกันภาษารักทั้ง 5 แบบยังเป็นการจัดประเภทแบบกว้างๆ ที่ไม่สามารถเจาะลึกหรืออธิบายพฤติกรรมเฉพาะได้จริง เช่น การช่วยแฟนทำงานบ้าน ไม่ได้แปลว่า คนนั้นพูดภาษารักแบบ Act of Service เสมอไป แต่เพราะรู้สึกว่า อีกฝ่ายแบ่งเบาภาระชีวิตไม่ดีร่วมกัน

หรือการบอกว่า “เราอยากให้เธอใช้เวลากับเรามากกว่านี้” ก็อาจไม่ได้หมายถึงการต้องการความรักในแง่ของ Quality Time เสมอไป หากมองลงไปให้ลึกอาจค้นพบถึงความรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ จนอีกฝ่ายเรียกร้องหาความใกล้ชิด ตามหาเครื่องยืนยันความสำคัญในความสัมพันธ์นี้ ซึ่งเป็นมากกว่าแค่ ‘เรื่องของเวลา’

ความรักไม่ใช่การบังคับกันตามสูตรสำเร็จ

อินดิโก สเตรย์ คอนเกอร์ (Indigo Stray Conger) นักบำบัดความสัมพันธ์ บอกว่า การยึดติดกับภาษารักมากเกินไป โดยไม่ใส่ใจการสื่อสารตรงๆ ก็อาจทำให้คู่รักเข้าใจกันผิด ไปจนถึงรู้สึกผิดที่ไม่สามารถเป็นในสิ่งที่อีกคนต้องการได้ จนบางครั้งก็เผลอบังคับให้คนรักทำในสิ่งที่ตนต้องการ โดยไม่สนใจว่า อีกฝ่ายคิดเห็นอย่างไร เช่น เมื่อการแสดงความรักของเราคือการมีเซ็กซ์ แต่อีกฝ่ายไม่ได้ต้องการด้วยเหตุผลอะไรหลายอย่าง ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่รักกันเสมอไป

หรือต้องตั้งคำถามกลับว่า บางครั้งปัญหาคือเราเอง เพราะมีคนรักเรา แต่กลับไม่รู้สึกถึงมัน

ดังนั้นภาษารักไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่าให้ความรักต้องแปลผิดไปเพียงเพราะพูดคนละภาษา

ที่มา:

- https://www.psychologytoday.com/us/blog/sexual-futurist/202401/the-problem-with-believing-in-love-languages

- https://www.scarymommy.com/lifestyle/can-love-languages-sabotage-relationship

- https://5lovelanguages.com/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...