โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BlackRock: “East India Company แห่งศตวรรษที่ 20” หรือแค่ผู้เล่นใหญ่ในตลาดโลก?

ทันหุ้น

อัพเดต 16 พ.ค. 2568 เวลา 18.24 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 18.24 น.

#blackrock #ทันหุ้น - ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บทความและการถกเถียงเกี่ยวกับ BlackRock บริษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดยักษ์ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ ได้รับความสนใจอย่างมากในไทยและทั่วโลก บางคนถึงกับเปรียบเทียบ BlackRock ว่าเป็น “East India Company แห่งศตวรรษที่ 20” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการผูกขาดและครอบครองอาณาจักรในยุคอาณานิคมบทความนี้จึงขอชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจและวิเคราะห์บทบาทของ BlackRock ในยุคปัจจุบัน เพื่อแยกแยะข้อเท็จจริงจากความกังวลหรือทฤษฎีสมคบคิด

BlackRock คือใคร และมีอำนาจอย่างไร?

ก่อตั้งในปี 1988 โดย Larry Fink BlackRock เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets Under Management: AUM) มากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์หรือประมาณหนึ่งในสามของ GDP โลก ด้วยพอร์ตลงทุนที่กระจายในบริษัทชั้นนำหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยีอย่าง Apple, ยาอย่าง Pfizer ไปจนถึงอาวุธสงครามอย่าง Lockheed Martin และสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่ BlackRock จึงกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และมีอิทธิพลในการตัดสินใจทางธุรกิจและเศรษฐกิจโลก

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ BlackRock คือระบบวิเคราะห์ข้อมูล “Aladdin” ที่ใช้ AI และ Big Data ในการจัดการความเสี่ยงและบริหารพอร์ตลงทุน ทำให้ BlackRock สามารถควบคุมการลงทุนในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ระบบนี้ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือทางเทคนิค แต่ยังถูกมองว่าเป็น “อาวุธ” ที่ช่วยให้บริษัทครอบครองอำนาจในตลาดการเงินโลก

เปรียบเทียบกับ East India Company

East India Company เป็นบริษัทการค้าผูกขาดอาณานิคมในศตวรรษที่ 17-18 ที่มีอำนาจทางทหารและการปกครองดินแดน ความเปรียบเทียบ BlackRock กับ East India Company จึงเป็นการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ถึงความยิ่งใหญ่และอำนาจที่ผูกขาดในยุคสมัยของตน

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สำคัญคือ BlackRock ไม่มีอำนาจทางทหารหรือการปกครองโดยตรง แต่มีอิทธิพลผ่านการลงทุนและเงินทุนในระบบเศรษฐกิจโลก การที่ BlackRock ถือหุ้นในบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น Pepsi และ Coca-Cola หรือ Boeing และ Airbus เกิดขึ้นในกองทุน ETF ที่มีการกระจายความเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในตลาดการเงิน

อย่างไรก็ตาม การมีอำนาจในหลายบริษัทพร้อมกันนั้น ทำให้เกิดคำถามว่าบริษัทอย่าง BlackRock สามารถควบคุมการแข่งขันในตลาดได้หรือไม่ และอาจส่งผลต่อเสรีภาพทางการตลาดและความเป็นธรรมของธุรกิจ

อิทธิพลและความกังวลที่มากกว่าการลงทุน

ความกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ BlackRock ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารเงินทุนเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลในด้านนโยบายและการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ผ่านเครือข่ายผู้บริหารและอดีตเจ้าหน้าที่รัฐที่เคยดำรงตำแหน่งในหน่วยงานสำคัญ เช่น กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ Federal Reserve ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดนโยบายการเงิน

นอกจากนี้ BlackRock ยังขยายอาณาจักรเข้าสู่ธุรกิจ Data Center ร่วมกับกลุ่ม CP ในไทย ซึ่งก่อให้เกิดคำถามว่าการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกควบคุมหรือถูกนำไปใช้ในทางใดหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับการสนับสนุนแนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) และสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการผูกขาดและควบคุมทรัพยากร

ESG และ CBDC: เครื่องมือหรือกับดัก?

แนวคิด ESG ที่ดูเหมือนจะส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมนั้น ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนัก โดยฝ่ายที่กังวลมองว่า ESG อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันบริษัทที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานหรือไม่ยอมจำนนต่อการผูกขาด นอกจากนี้การผลักดันสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ยังนำมาซึ่งความกังวลในเรื่องความเป็นส่วนตัว และการเพิ่มอำนาจควบคุมการใช้จ่ายของประชาชนผ่านระบบดิจิทัล

อย่างไรก็ดี ESG และ CBDC ก็มีข้อดีและเป็นแนวทางที่หลายประเทศและองค์กรต่างๆ เห็นว่าเป็นก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืนและความโปร่งใสในระบบการเงิน

ความสำคัญของการควบคุมและตรวจสอบ

ในขณะที่ BlackRock มีบทบาทสำคัญและอิทธิพลมหาศาลในตลาดการเงินโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าการผูกขาดและอำนาจที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อการแข่งขันและเสรีภาพทางเศรษฐกิจได้ จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในระดับประเทศและระดับโลกที่จะต้องติดตาม ตรวจสอบ และกำหนดกฎเกณฑ์อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการผูกขาดที่ทำลายระบบตลาดเสรีและความเป็นธรรม

บทสรุปสำหรับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นหรือกองทุนที่บริหารโดย BlackRock ควรเข้าใจถึงอิทธิพลและบทบาทของบริษัทนี้ในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านการผูกขาดและความไม่โปร่งใสที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรรับข้อมูลด้วยความรอบคอบ แยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและทฤษฎีสมคบคิด และร่วมกันผลักดันให้ภาครัฐมีบทบาทในการกำกับดูแลบริษัทขนาดใหญ่อย่างเหมาะสม

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้และความตระหนักถึงอำนาจและผลกระทบขององค์กรขนาดใหญ่จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม โปร่งใส และเสรีภาพอย่างแท้จริง

….

ประวัติของผู้ก่อตั้ง BlackRock: Larry Fink

ลาร์รี ฟิงค์ (Laurence D. Fink) เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ BlackRock หนึ่งในบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาเกิดเมื่อปี 1952 ที่แอลเอ สหรัฐอเมริกา

  • ลาร์รี เรียนจบปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์จาก UCLA (University of California, Los Angeles) ก่อนจะศึกษาต่อและจบ MBA จาก Anderson School of Management ของ UCLA เช่นกัน

  • เขาเริ่มต้นทำงานที่บริษัทการเงิน First Boston ในปี 1976 โดยเน้นงานด้านตลาดตราสารหนี้ (bond market) และจัดการความเสี่ยง

  • ด้วยความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารความเสี่ยงและการลงทุน เขาได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและเพื่อนร่วมงานมากขึ้นเรื่อย ๆ

ก่อตั้ง BlackRock อย่างไร?

ในปี 1988 ลาร์รี ฟิงค์และเพื่อนร่วมงานอีก 7 คน ได้ร่วมกันก่อตั้ง BlackRock ขึ้นในฐานะบริษัทบริหารสินทรัพย์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการให้บริการด้านการจัดการความเสี่ยงและลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

  • จุดเด่นของ BlackRock ตั้งแต่แรกคือ การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในระดับสูงเพื่อช่วยวิเคราะห์และบริหารพอร์ตลงทุนอย่างแม่นยำ ซึ่งถือว่าแตกต่างจากบริษัทการเงินแบบเดิมๆ

  • ในช่วงแรก BlackRock เป็นแผนกหนึ่งของบริษัทการเงินชื่อ Blackstone Group แต่ในปี 1994 BlackRock แยกตัวออกมาเป็นบริษัทอิสระเต็มตัว

  • หลังจากนั้น BlackRock เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งจากการเพิ่มกองทุนที่ดูแลและการซื้อกิจการบริษัทบริหารสินทรัพย์อื่นๆ รวมทั้งการเปิดตัวกองทุน ETF ชื่อดังอย่าง iShares ที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก

จุดแข็งของ BlackRock

  • BlackRock ไม่ได้เป็นแค่บริษัทจัดการกองทุนธรรมดา แต่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมวิเคราะห์ความเสี่ยงชื่อ Aladdin ที่ช่วยให้พวกเขาควบคุมและบริหารสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • จากความสามารถด้านเทคโนโลยีและการบริหารความเสี่ยงนี้ ทำให้ BlackRock กลายเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) กว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน

….

BlackRock เป็นหนึ่งในบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยถือครองหุ้นในบริษัทหลายพันแห่งทั่วโลก และมีอิทธิพลมากในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ดังนี้

1. เทคโนโลยี (Technology)

  • BlackRock ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Apple, Microsoft, Alphabet (บริษัทแม่ของ Google), Facebook (Meta Platforms), และอื่น ๆ

  • การถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้ทำให้ BlackRock มีอำนาจต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีในระดับโลก

2. พลังงาน (Energy)

  • BlackRock ถือหุ้นในบริษัทพลังงานชั้นนำอย่าง ExxonMobil, Chevron รวมถึงบริษัทพลังงานหมุนเวียนบางราย

  • มีบทบาทในการลงทุนและกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานสะอาดและ ESG

3. สุขภาพและยา (Healthcare & Pharmaceuticals)

  • ถือหุ้นในบริษัทใหญ่ เช่น Johnson & Johnson, Pfizer, Merck, AbbVie และ Eli Lilly

  • ทำให้ BlackRock มีอิทธิพลต่อแนวทางการวิจัยและพัฒนายา รวมถึงนโยบายด้านสุขภาพระดับโลก

4. การเงินและธนาคาร (Financial Services)

  • เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารระดับโลก เช่น JPMorgan Chase, Bank of America, Citigroup, และ Wells Fargo

  • มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดการเงิน การให้สินเชื่อ และนวัตกรรมทางการเงิน

5. สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods)

  • ถือหุ้นในบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Procter & Gamble, Coca-Cola, PepsiCo, Nestlé

  • สามารถส่งผลต่อการพัฒนาสินค้า การตลาด และนโยบายการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

6. สื่อและบันเทิง (Media & Entertainment)

  • มีหุ้นในบริษัทสื่อและบันเทิงขนาดใหญ่ เช่น Disney, Comcast, Netflix

  • ส่งผลต่อการผลิตเนื้อหา การกระจายข่าวสาร และทิศทางวงการบันเทิง

7. อุตสาหกรรมและการผลิต (Industrials & Manufacturing)

  • ถือหุ้นในบริษัทอุตสาหกรรมเช่น Boeing, Caterpillar, 3M

  • ทำให้ BlackRock มีส่วนในการกำหนดแนวโน้มการผลิตและเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม

สรุป

BlackRock ถือหุ้นในบริษัทชั้นนำทั่วโลกแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม จึงมีอิทธิพลอย่างมากในตลาดทุนและสามารถมีบทบาทกำหนดทิศทางนโยบายและแนวโน้มธุรกิจต่าง ๆ ได้ การถือครองหุ้นหลายแห่งในอุตสาหกรรมเดียวกันยังทำให้บริษัทสามารถควบคุมการแข่งขันและลดความเสี่ยงในเชิงกลยุทธ์ได้ด้วย

….

BlackRock กับอิทธิพลทางการเมืองในสหรัฐฯ

1. เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ มาจาก BlackRock

BlackRock ถูกเรียกว่าเป็น “รัฐบาลเงา (Shadow Government)” ด้วยเหตุผลว่า อดีตผู้บริหารของบริษัทมักได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลสหรัฐ เช่น:

  • Brian Deese
    อดีตหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของ BlackRock → กลายเป็น ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (NEC) ภายใต้รัฐบาล Biden

  • Wally Adeyemo
    เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายเจ้าหน้าที่บริหารของ BlackRock → ปัจจุบันคือ รองรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

  • Michael Pyle
    หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของ BlackRock → ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจของรองประธานาธิบดี Kamala Harris

📌 นี่คือความสัมพันธ์แบบ “หมุนเวียนประตู (Revolving Door)” ซึ่งทำให้คนจากภาคเอกชนเข้าไปมีบทบาทในภาครัฐ และกลับกัน ทำให้ BlackRock สามารถเข้าถึงนโยบายรัฐได้อย่างใกล้ชิด

2. บทบาทในช่วงวิกฤต

ในช่วงวิกฤต COVID-19 ปี 2020 รัฐบาลกลางสหรัฐ และ Federal Reserve (ธนาคารกลางสหรัฐ) จ้าง BlackRock เพื่อบริหารพอร์ตสินทรัพย์ในโครงการช่วยเหลือตลาดตราสารหนี้ (Corporate Bond Purchase Program)

📌 BlackRock ได้บริหารกองทุนรวมบางส่วนที่ตัวเองเป็นผู้จัดการอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ถูกวิจารณ์ว่าขัดกันระหว่างผลประโยชน์ (conflict of interest)

3. การบริจาคทางการเมือง

BlackRock และผู้บริหารระดับสูงของบริษัท บริจาคเงินให้ทั้งสองพรรคการเมืองในสหรัฐฯ คือ:

พรรคการเมืองสัดส่วนโดยประมาณ (จากข้อมูลปี 2020-2022)พรรคเดโมแครต~55-65% ของยอดบริจาคทั้งหมดพรรครีพับลิกัน~35-45%

📌 จุดยืนของ BlackRock ค่อนข้าง เอียงไปทางเดโมแครตเล็กน้อย โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายพลังงานสะอาด, ESG, และการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

🧠 วิเคราะห์เพิ่มเติม:

  • BlackRock ไม่ใช่แค่ “บริษัทลงทุน” อีกต่อไป แต่กำลังเป็น ผู้เล่นที่มีอำนาจนโยบาย ผ่านการวางบุคลากรในรัฐบาล และการมีอิทธิพลต่อทิศทางเศรษฐกิจ

  • การที่ BlackRock บริจาคทั้งสองขั้วการเมือง เป็นการ ประกันอิทธิพลไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้ง

อิทธิพลของ BlackRock ไม่ได้จำกัดแค่ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยัง “ข้ามพรมแดน” ไปมีบทบาทในรัฐบาลและระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ อย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง

🌍 อิทธิพลทางการเมืองของ BlackRock ในประเทศอื่น ๆ

1. บทบาท “ที่ปรึกษา” ต่อรัฐบาลต่างชาติ

BlackRock ไม่ได้แค่ลงทุนในต่างประเทศ แต่ยังได้รับบทบาทเป็น “ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ” อย่างเป็นทางการให้กับหลายรัฐบาล เช่น:

  • 🇨🇳 จีน
    ปี 2021 BlackRock เป็นบริษัทการเงินตะวันตกแห่งแรกที่ได้รับอนุญาตให้ตั้ง กองทุนรวมที่ควบคุมเอง 100% ในประเทศจีน (BlackRock China Fund Management)
    → มีบทบาทในการพัฒนาตลาดทุนจีน
    → Larry Fink ยังกล่าวว่า “จีนคือโอกาสสำคัญในระยะยาว”

  • 🇬🇧 สหราชอาณาจักร (UK)
    BlackRock มีสายสัมพันธ์ลึกกับธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และถูกจ้างให้จัดการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลัง COVID-19
    → มีอิทธิพลต่อการออกแบบ “นโยบาย QE” (Quantitative Easing) และการสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ใน UK

  • 🇪🇺 สหภาพยุโรป (EU)
    คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) จ้าง BlackRock ให้ทำหน้าที่ “ที่ปรึกษาด้าน ESG” เพื่อวางเกณฑ์ด้านความยั่งยืนสำหรับธนาคารยุโรป
    → ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์รุนแรงว่า “ผู้มีผลประโยชน์ทางธุรกิจเอง” กลับมาเป็นคนร่างนโยบายควบคุมตัวเอง

2. การลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่

BlackRock เข้าไปลงทุนหนักในหลายประเทศ โดยใช้สถานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทพื้นฐาน เช่น ธนาคาร พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น:

  • 🇮🇳 อินเดีย: เป็นเจ้าของร่วมในบริษัทพลังงานรายใหญ่หลายแห่ง เช่น Reliance, Adani Group

  • 🇧🇷 บราซิล: ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ท่าเรือ พลังงาน

  • 🇿🇦 แอฟริกาใต้: ถือครองหุ้นในเหมืองแร่ พลังงาน และธนาคารรายใหญ่

  • 🇹🇭 ไทย: มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในหลายบริษัทจดทะเบียนผ่านกองทุนต่างประเทศ เช่น iShares และ ETF ต่าง ๆ (เช่น CPALL, PTT, AOT ฯลฯ)

📌 แม้ไม่เข้าไปแทรกแซงการเมืองโดยตรง แต่ BlackRock มี “อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ” สูงมากกับรัฐบาลท้องถิ่น เพราะมีบทบาทในตลาดทุน และโครงสร้างเศรษฐกิจหลักของประเทศ

3. บทบาทใน “เศรษฐกิจการเมืองระดับโลก”

  • BlackRock ร่วมเวทีระดับสูง เช่น World Economic Forum (WEF) และ G7 / G20

  • Larry Fink ซีอีโอ เป็นหนึ่งใน “ตัวแทนเอกชน” ที่มีบทบาทเสนอแนวนโยบายให้กับผู้นำโลก

  • ประเด็นอย่าง ESG, การเงินคาร์บอน (carbon finance), และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ล้วนถูกขับเคลื่อนโดยองค์กรที่ BlackRock มีบทบาทหรือให้เงินสนับสนุน

🧩 วิเคราะห์:

  • ในประเทศประชาธิปไตย BlackRock ใช้อิทธิพลทาง นโยบายและตลาดทุน

  • ในประเทศเผด็จการหรือกึ่งอำนาจนิยม BlackRock มักเข้าผ่าน “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองโดยตรง แต่มีผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ

BlackRock ได้ขยายบทบาทในประเทศไทยผ่านความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจและภาครัฐในโครงการสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะในภาคการเงินและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของบริษัทในเศรษฐกิจไทย

🤝 ความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจไทย

1. เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) และ True IDC

ในเดือนพฤษภาคม 2025 BlackRock ผ่านทาง Global Infrastructure Partners (GIP) ได้ร่วมมือกับ CP Group และ True IDC เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีแผนลงทุนมูลค่า 3–5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 105,000–175,000 ล้านบาท) เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลระดับ "Giga Data Center" ที่รองรับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, Big Data และ Cloud Services

2. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri)

ตั้งแต่ปี 2020 Krungsri ได้ร่วมมือกับ BlackRock เพื่อยกระดับบริการที่ปรึกษาการลงทุนและบริหารความมั่งคั่ง โดยเปิดตัวกองทุนร่วมกัน เช่น Krungsri Global Core Allocation Fund (KFCORE) และ Krungsri Long Term Private Capital Fund (KFLTPC-UI) ซึ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกและตลาดต่างประเทศ

3. การถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนไทย

BlackRock มีการถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผ่านกองทุนต่างๆ เช่น iShares MSCI Thailand ETF (THD) ซึ่งมีการลงทุนในหุ้นของบริษัทไทยหลายแห่ง รวมถึง:

Airports of Thailand (AOT): BlackRock Fund Advisors ถือครองหุ้นประมาณ 0.75% ของ AOT

บริษัทอื่นๆ: ผ่านกองทุน THD ซึ่งมีการลงทุนในหุ้นของบริษัทไทยหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

.

ความร่วมมือกับภาครัฐไทย

ในเดือนพฤษภาคม 2025 นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงของ BlackRock และ GIP เกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย โดยรัฐบาลแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค

ความร่วมมือของ BlackRock กับกลุ่มธุรกิจและภาครัฐในประเทศไทยแสดงถึงการขยายอิทธิพลของบริษัทในเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านการเงินและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งอาจมีผลต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายของประเทศในอนาคต

กองทุนที่น่าสนใจของ BlackRock โดยแยกตาม ประเภทสินทรัพย์หลัก เน้นกองทุนที่มีชื่อเสียง ผลการดำเนินงานดี และได้รับความนิยมในระดับโลก

🏦 1. หุ้น (Equity Funds)

✅ กองทุนหุ้นโลก / หุ้นสหรัฐฯ

  • iShares Core S&P 500 ETF (IVV)
    → ลงทุนในหุ้นใหญ่สหรัฐฯ ตามดัชนี S&P 500
    → เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการเติบโตตามตลาดหลัก

  • BlackRock Global Funds - World Technology Fund
    → เน้นกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Apple, Microsoft, NVIDIA
    → เหมาะกับคนที่เชื่อมั่นในการเติบโตของกลุ่มเทค

  • iShares MSCI ACWI ETF (ACWI)
    → หุ้นทั่วโลก ทั้งพัฒนาแล้ว + กำลังพัฒนา
    → เหมาะกับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงระดับโลก

✅ กองทุนหุ้นธีมเฉพาะ (Thematic Equity)

  • BlackRock Future Health ETF (BMED)
    → เน้นหุ้นเฮลธ์แคร์และนวัตกรรมสุขภาพในอนาคต

  • BlackRock Future Climate and Sustainable Economy ETF (BECO)
    → ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด

💵 2. ตราสารหนี้ (Fixed Income Funds)

  • iShares Core U.S. Aggregate Bond ETF (AGG)
    → ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและเอกชนคุณภาพสูงในสหรัฐฯ
    → เหมาะสำหรับการสร้างสมดุลพอร์ต

  • BlackRock Strategic Income Opportunities Fund (BSIIX)
    → มีความยืดหยุ่นสูง ลงทุนได้ทั้งพันธบัตรรัฐบาลและเครดิตเสี่ยง
    → เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนเพิ่มจากดอกเบี้ย

  • iShares iBoxx $ Investment Grade Corporate Bond ETF (LQD)
    → ลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทยักษ์ใหญ่
    → เหมาะกับผู้ที่ต้องการรายได้ประจำจากดอกเบี้ย

🏘️ 3. อสังหาริมทรัพย์ (REITs)

  • iShares U.S. Real Estate ETF (IYR)
    → ลงทุนใน REITs สหรัฐฯ เช่น Prologis, Simon Property
    → รายได้จากค่าเช่า + ราคาทรัพย์สินเพิ่ม

  • BlackRock Global Funds - Global Real Asset Securities Fund
    → ลงทุนทั้งใน REITs, Infrastructure และพลังงาน

🛢️ 4. สินค้าโภคภัณฑ์ / พลังงาน / โลจิสติกส์

  • iShares Global Energy ETF (IXC)
    → รวมบริษัทพลังงานระดับโลก เช่น Exxon, Chevron, BP
    → เหมาะกับการกระจายความเสี่ยงจากหุ้นทั่วไป

  • iShares U.S. Oil & Gas Exploration & Production ETF (IEO)
    → โฟกัสบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ

🌱 5. ESG / ความยั่งยืน (Sustainable Investing)

  • iShares ESG Aware MSCI USA ETF (ESGU)
    → ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่ผ่านเกณฑ์ ESG
    → เหมาะกับนักลงทุนสายรักษ์โลก

  • BlackRock Global Funds - Sustainable Energy Fund
    → โฟกัสพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ไฮโดรเจน

🧠 6. Innovation / Disruption / AI / Quantum

  • BlackRock Future Innovators ETF (BFTR)
    → เน้นบริษัทนวัตกรรมใหม่ เช่น AI, Automation, BioTech
    → นักลงทุนที่สนใจควอนตัมหรือ disruptive tech อาจชอบกองนี้

รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้

Facebook คลิก https://www.facebook.com/thunhoonnews

Youtube คลิก https://www.youtube.com/c/ThunhoonOfficial

Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_/

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...