เมื่อนักแสดงต้องอยู่ในแสงตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนสูญเสียคนสำคัญ (?) การนำเสนอข่าวงานศพของคนในครอบครัวนักแสดง เพื่อเน้นย้ำความสูญเสีย หรือตอกย้ำความโศกเศร้า ซึ่งนับว่าผิดจรรยาบรรณสื่อมวลชน
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนอาจได้ทราบข่าวการสูญเสียคุณแม่ของนักแสดงทั้งสองท่าน อย่าง ‘บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์’ และ ‘นนกุล-ชานน สันตินธรกุล’ โดยรูปแบบการนำเสนอข่าวของสองกรณีมีความคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ สื่อมวลชนเผยแพร่ภาพและเนื้อหาข่าวเกี่ยวกับบรรยากาศต่างๆ รวมถึงสีหน้าอารมณ์ของผู้คนในงานฌาปนกิจศพ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่นักแสดงและคนในครอบครัวกำลังโศกเศร้า ร้องไห้ หรือปลอบใจกันและกัน ซึ่งจะสังเกตได้ว่า การนำเสนอข่าวในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในสังคมไทยมาโดยตลอด
สำหรับบุคคลภายนอก ภาพเหล่านั้นอาจดูน่าซาบซึ้งใจ เนื่องจากความเสียใจที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความรักที่มีต่อคุณแม่ผู้ล่วงลับ รวมถึงการให้กำลังใจต่อกันก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเกื้อกูลในครอบครัว ความห่วงใยระหว่างพี่น้อง และการซัพพอร์ตจากคนรัก
ทว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับนักแสดงและคนในครอบครัวของพวกเขา การที่มีกล้องคอยถ่ายคอยจับภาพในกิริยาบทต่างๆ อาจทำให้พวกเขาต้องระมัดระวังเรื่องการวางตัวมากขึ้นทั้งที่ไม่จำเป็น รวมถึงอาจไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้ตามธรรมชาติ เพราะนักแสดงยังจำต้องอยู่ใน ‘แสง’ ท่ามกลางสื่อมวลชนทั้งหลาย แม้ในช่วงเวลาส่วนตัวของครอบครัว
และหากจะว่ากันในมุมมองด้านการสื่อสารมวลชน ไม่ว่านักแสดงจะยินยอมและอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวในพื้นที่งานศพหรือไม่ แต่การนำเสนอข่าวในรูปแบบนี้ก็นับว่าผิดหลักจรรยาบรรณสื่อมวลชน เนื่องจากข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. 2564 หมวด 2 หลักจริยธรรมทั่วไป ข้อ 9 ระบุว่า “สื่อมวลชนพึงเสนอข่าว เนื้อหาข่าว การแสดงความคิดเห็น และเนื้อหาทั่วไป โดยตระหนักถึงความสำคัญและอรรถประโยชน์ของข่าวต่อสาธารณะ และไม่เสนอข่าวในทำนองชวนเชื่อหรือเร้าอารมณ์ให้คนสนใจในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ”
ขณะที่ข้อ 15 ในหมวดเดียวกัน กำหนดว่า “สื่อมวลชนต้องเสนอข่าวโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลักสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่ตกเป็นข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องให้ความคุ้มครองอย่างเคร่งครัดต่อเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง และผู้มีความหลากหลายด้านอัตลักษณ์ในสังคม รวมทั้งต้องไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์หรือโศกนาฏกรรมอันเกิดแก่บุคคลและครอบครัวของผู้ตกเป็นข่าว”
ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ ‘งานฌาปนกิจศพของสมาชิกในครอบครัวนักแสดง’ ในรูปแบบข้างต้น จึงถือเป็นการละเมิดจรรยาบรรณสื่อมวลชนในข้อ 9 และ 15 เพราะงานฌาปนกิจศพเป็นเรื่องส่วนตัวของนักแสดง ซึ่งไม่ส่งผลต่อประโยชน์ของสาธารณชน อีกทั้งยังเป็นการเร้าอารมณ์ให้คนสนใจผ่านความโศกเศร้าจากเหตุการณ์นี้ รวมถึงอาจซ้ำเติมความทุกข์ของนักแสดงและสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา
ในทางกลับกัน กรณีที่สื่อมวลชนต้องการนำเสนอข่าวสารการสูญเสีย เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจในเรื่องครอบครัว โรคภัย หรือการดูแลผู้สูงอายุให้แก่ประชาชน หรือแม้แต่แสดงความเสียใจ สื่อมวลชนสามารถนำเสนอประเด็นเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดเรื่องราวอ่อนไหว หรืออารมณ์เศร้าโศกของนักแสดง เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน นอกจากนี้ยังอาจต้องหลีกเลี่ยงการพาดหัวข่าวและการบรรยาเนื้อหาข่าวโดยตอกย้ำความเจ็บปวดของพวกเขา เช่น “หลั่งน้ำตาสุดกลั้น”, “ปล่อยโฮ” , “ร้องไห้จนตาบวม” หรือ “เป่าเค้กทั้งน้ำตา”
งานฌาปนกิจศพของสมาชิกในครอบครัวคือ ช่วงเวลาสำคัญในการจากลากับคนที่รักสุดหัวใจ และนักแสดงเองก็เป็น ‘มนุษย์คนหนึ่ง’ ที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวในการเสียใจหรือร้องไห้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อหน้ากล้องตลอดเวลา โดยเฉพาะนอกเวลางานเช่นนี้
อ้างอิง
https://www.presscouncil.or.th/rule/6126
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- เมื่อนักแสดงต้องอยู่ในแสงตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนสูญเสียคนสำคัญ (?) การนำเสนอข่าวงานศพของคนในครอบครัวนักแสดง เพื่อเน้นย้ำความสูญเสีย หรือตอกย้ำความโศกเศร้า ซึ่งนับว่าผิดจรรยาบรรณสื่อมวลชน
- ติ๊กต่อกแบน #SkinnyTok ที่มีส่วนชักนำให้คนคลั่งผอมแบบสุดโต่ง และส่งผลกระทบกับคนที่กำลังเผชิญ Eating Disorder
- แม้จะเป็น LGBTQ+ ก็ไม่ควรถูกกดดันให้ ‘Come Out’ หากยังไม่พร้อม และโลกคงไม่แตกหรอก ถ้าเราไม่ได้รู้เพศของคนอื่นตลอดเวลา
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com