โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

7 THINGS WE LOVE ABOUT ICONIC JAPANESE DESIGNERS ดีไซเนอร์ชาวอาทิตย์อุทัยผู้เปลี่ยนโลกแฟชั่น

THE STANDARD

อัพเดต 08 มิ.ย. 2568 เวลา 11.33 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2568 เวลา 11.33 น. • thestandard.co
7 THINGS WE LOVE ABOUT ICONIC JAPANESE DESIGNERS ดีไซเนอร์ชาวอาทิตย์อุทัยผู้เปลี่ยนโลกแฟชั่น

หากปารีสคือเมืองหลวงของแฟชั่น ลอนดอนคือเวทีแห่งการทดลอง มิลานคือเมืองแห่งซูเปอร์สตาร์ดีไซเนอร์ และนิวยอร์กคือหัวใจของเสื้อผ้าใส่ได้จริง ฉะนั้นแล้วโตเกียวก็คือแหล่งพลังงานสร้างสรรค์ไร้กรอบ ไร้ขอบเขต และท้าทายทุกกฎเกณฑ์ของความงามและความสมบูรณ์แบบ

นับตั้งแต่ยุค 1980 เป็นต้นมา ชื่อของดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นได้เขย่าวงการ สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากต่อวงการแฟชั่น พวกเขาไม่เพียงแค่นำเสนอเสื้อผ้า หากแต่เป็นมุมมองใหม่ต่อโลกแฟชั่น วัฒนธรรม ศิลปะ และการต่อต้านกระแสหลัก ที่กลายเป็นจุดแข็งทำให้พวกเขาถูกจับตามองในวงการแฟชั่นระดับโลกทันที ความคิดของพวกเขาไม่จำเป็นต้องเรียบร้อย ไม่ต้องสวย ไม่ต้องฟังคำสั่ง นั่นเองทำให้พวกเขาโดดเด่นและแตกต่างจากดีไซเนอร์ชาวยุโรป

THE STANDARD POP จะพาทุกคนไปทำความรู้จัก 7 ดีไซเนอร์แดนอาทิตย์อุทัยผู้เขย่าวงการแฟชั่น สร้างอิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วโลก

ISSEY MIYAKE

ชื่อของ ISSEY MIYAKE เริ่มเป็นที่พูดถึงมาจากกระแสของ ‘Wearable Technology’ จากงานดีไซน์ของเขา เขาถือเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีสิ่งทอผ่านการผสมผสานนวัตกรรม เทคโนโลยีล้ำสมัย และศิลปะเข้ากับแฟชั่น แน่นอนว่าผลงานอันโดดเด่นและเป็นที่จดจำของเขามาจากแบรนด์ PLEATS PLEASE งานดีไซน์สุดล้ำที่ใช้เทคนิคการอัดพลีตแบบถาวรบนผ้าโพลีเอสเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่าย สบาย และเก็บรักษาได้ง่าย A-POC อีกหนึ่งแบรนด์จาก ISSEY ที่เขานำเทคนิคการผลิตเสื้อผ้าจากผ้าชิ้นเดียวแบบไร้รอยต่อ เพื่อเป็นการลด Waste และกระบวนการผลิต กระเป๋า BAO BAO ISSEY MIYAKE ผลงานสุดแมสที่หลายคนชื่นชอบ เป็นผลงานการคิดค้นผ่านเทคนิคการตัดเย็บผสานกับนวัตกรรมได้อย่างยอดเยี่ยม Fun Fact เสื้อคอเต่าตัวโปรดของ Steve Jobs เป็นผลงานดีไซน์ของ ISSEY ด้วยเช่นกัน

REI KAWAKUBO

เชื่อว่าคอแฟชั่นทุกคนจะต้องรู้จักชื่อของแบรนด์ COMME des GARÇONS ซึ่ง Rei Kawakubo คือผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นแนวอาวองการ์ดที่มีเอกลักษณ์เรื่องการตั้งคำถาม เรื่องความสวยงามแบบดั้งเดิม ผ่านการตัดเย็บที่ผิดรูป (Deconstructed Tailoring) การใช้สีดำและซิลูเอตแปลกตาที่ไม่เน้นเข้ารูปแบบดีไซน์นิยมในยุคนั้น เธอพลิกโฉมวงการแฟชั่นในปารีสยุค 80 ผ่านมุมมองแบบ ‘Anti-Fashion’ หรือการต่อต้านความงามแบบพิมพ์นิยม ซึ่งกระแสคัดค้านของเธอกลายเป็นกระแสหลักในภายหลังต่อดีไซเนอร์หน้าใหม่ทั่วโลก และเธอยังเป็นผู้ปูทางให้แฟชั่นญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับในระดับโลก Rei ยังใช้แบรนด์ของเธอเป็นโรงเรียนให้กับดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นสร้างประสบการณ์การทำงาน ก่อนที่พวกเขาจะเฉิดฉายด้วยตัวของเขาเองในภายหลัง เช่น Junya Watanabe และ Kei Ninomiya เธอยังเป็นผู้ก่อตั้ง Dover Street Market ที่กลายเป็นศูนย์รวมแบรนด์แฟชั่นอิสระและหรูหราทั่วโลก

YOHJI YAMAMOTO

สำหรับ Yohji ถือเป็นอีกหนึ่งดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นผู้บุกเบิกกระแส Anti-Fashion ร่วมกับ Rei Kawakubo เขาเดบิวต์โชว์ที่ปารีสครั้งแรกในปี 1981 แน่นอนผลงานของเขาช็อกสายตาสื่อแฟชั่นทั่วโลก ด้วยลายเซ็นงานดีไซน์ซิลูเอตแบบโอเวอร์ไซส์ เน้นการสวมใส่แบบหลวมโคร่ง ใช้ผ้าที่มีลักษณะแบบทิ้งตัวในโทนสีดำทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากดูใกล้ๆ จะเห็นว่างานของ Yohji ผ่านการตัดเย็บสุดประณีต ซึ่งดูคอนทราสต์กับการมองด้วยตาเปล่า เขาผสมผสานระหว่างศิลปะของญี่ปุ่นดั้งเดิมเข้ากับรูปแบบการแต่งกายของตะวันตก เขาเป็นผู้นำสไตล์ ‘Black Avant-Aarde’ ร่วมกับ Rei พร้อมนำเสนอมุมมองความงามที่ไม่สมบูรณ์แบบ หรือ Wabi-Sabi รวมถึงการสร้างอัตลักษณ์แบบ Genderless บนเสื้อผ้าของเขาด้วยเช่นกัน ผลงานของเขาสร้างอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นยุโรปและดีไซเนอร์รุ่นหลังที่มองเขาเปรียบได้กับแรงบันดาลใจคนสำคัญ

JUN TAKAHASHI

‘แฟชั่น Harajuku’ คำจำกัดความสไตล์การแต่งตัวโอเวอร์ของคนญี่ปุ่นสร้างอัตลักษณ์อันโดดเด่นให้กับแฟชั่นญี่ปุ่น Jun Takahashi เป็นผู้นำยุคทองของกระแสนิยมนี้ และเป็นตัวแทนของ ‘Intellectual Streetwear’ ซึ่งเขาได้รับความเคารพทั้งในประเทศญี่ปุ่นและฝั่งตะวันตก Jun ก่อตั้งแบรนด์ของตัวเองในชื่อ UNDERCOVER เป็นที่รู้จักดีของการหลอมรวมความดิบ ความขบถ เข้ากับแฟชั่นชั้นสูง ผสมผสานความคิดและสไตล์แบบแนวพังก์ ป๊อปอาร์ต และเทคโนโลยีในการออกแบบ เสื้อผ้าของเขาดูแตกต่าง แรง และฉีกกรอบการนำเสนอรูปแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง บ้างก็บอกว่างานดีไซน์ของเขานั้นเป็นแนว Underground อย่างไรก็ตามเขาถือเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นคนสำคัญผู้สร้างอัตลักษณ์งานดีไซน์ที่แตกต่าง มีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง แต่ก็เปิดกว้างสามารถเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้เช่นกัน

JUNYA WATANABE

เด็กปั้นของ Rei Kawakubo ก็คือ Junya Watanabe หลังจากที่เธอวางมือจากแบรนด์ของตัวเอง Junya สร้างชื่อจากเทคนิคการตัดเย็บและการเลือกใช้วัสดุแปลกตามาทดลองบนซิลูเอตแปลกใหม่ เช่น การทำ Patchwork มาไฮบริดเข้ากับแฟชั่นชั้นสูง สร้างแพตเทิร์นและลูกเล่นใหม่ๆ กับลายผ้า เขาสืบทอดแนวคิดจาก Rei แต่พัฒนาแนวทางของตนเองขึ้นมา จนได้ฉายาว่า ‘Techno Master of Tailoring’ นักสร้างสรรค์เรื่องการใช้วัสดุในงานดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงการใช้แนวคิด Functional Meets High Fashion จากความหลงใหล Techwear ของเขามาผสมผสานกับเทคนิคการตัดเย็บชั้นสูงอีกด้วย COMME des GARÇONS ในยุคของเขายังมีโอกาสร่วมงานคอลลาบอเรชันกับแบรนด์อื่นๆ ด้วย เช่น Levi’s, Carhartt และ The North Face เขาจึงเป็นอีกหนึ่งดีไซเนอร์ญี่ปุ่นแถวหน้าของวงการแฟชั่น

KENZO TAKADA

ดีไซเนอร์ผู้ปูเส้นทางคนแรกๆ และเปิดประตูให้ดีไซเนอร์ชาวเอเชียมีพื้นที่ในวงการแฟชั่นระดับโลกก็คือ Kenzo Takada ผลงานของเขาต่างจากกลุ่ม Anti-Fashion ตรงที่เขานำวัฒนธรรมทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก (Multicultural) มาผสมผสานสร้างสรรค์เสื้อผ้าหรูหราตามแนวคิดงานดีไซน์ร่วมสมัยในยุค 70 ความสำเร็จของ KENZO มาจากความกล้าของเขาที่จะฉีกตัวเองออกจากแนวคิดของดีไซเนอร์ชาวยุโรป เขาเลือกใช้สีสันจัดจ้าน ลวดลายจากหลากหลายวัฒนธรรม และแน่นอน ‘ลายดอกไม้’ จุดกระแสให้ลายพิมพ์นี้ทันสมัยและโด่งดังมาก รวมถึงการนำเสนอรูปแบบแฟชั่นโชว์ของ KENZO ที่จะเน้นให้นางแบบดูสดใสด้วยการเต้นรำ การใช้ดนตรี รวมถึงละครเวทีเข้ามาใช้ แบรนด์ KENZO ประสบความสำเร็จอย่างสูงกลายเป็นใบเบิกทางสำคัญให้กับดีไซเนอร์ชาวเอเชีย ปัจจุบันแบรนด์ KENZO อยู่ภายใต้การดูแลของเครือ LVMH และได้ Nigo มารับหน้าที่ครีเอทีฟไดเรกเตอร์

NIGO

นอกจากสไตล์อาวองการ์ดแล้วนั้น ‘สตรีทสไตล์’ ของประเทศญี่ปุ่นถูกพูดถึงและเป็นที่ยอมรับทั่วโลกด้วยเช่นกัน ดีไซเนอร์ผู้บุกเบิกนำกระแสสตรีทแวร์สามารถต่อยอดระดับโลกคนนั้นก็คือ Nigo หรือ Tomoaki Nagao ผู้ก่อตั้งแบรนด์สตรีทสุดคูลอย่าง A BATHING APE (BAPE) ที่กลายเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลก ด้วยการผสมผสานวัฒนธรรมฮิปฮอปและแฟชั่นญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน ไม่แปลกหากจะกล่าวว่า Nigo เป็นผู้ปลุกกระแสและวางรากฐานสำคัญของ Japanese Streetwear ทำให้เกิดกระแส Sneaker Culture เชื่อมประตูระหว่างแบรนด์สตรีทและลักชัวรีกำเนิดคอลลาบอเรชันพิเศษมากมายที่เราคุ้นตากันในปัจจุบัน งานของเขายังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับดีไซเนอร์แนวเดียวกัน อาทิ Virgil Abloh อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของ Nigo คือการรับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ให้กับแบรนด์ญี่ปุ่นระดับตำนานอย่าง KENZO ซึ่งเขานำศิลปะของญี่ปุ่นมาผสมผสานเข้ากับกลิ่นอายเวิร์กแวร์แบบอเมริกันและสตรีทแวร์ได้อย่างมีชั้นเชิง

ภาพ:Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...