โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ปปช.สอบเงิน12ล. ไม่ยื่นบช.ทรัพย์สิน ปชน.บี้‘สรรพากร’

ไทยโพสต์

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 00.07 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 17.01 น.

ป.ป.ช.มีมติตรวจสอบเชิงลึก ขรก.ระดับ ผอ.สำนักงาน ป.ป.ช. ไม่ยื่นทรัพย์สินเงินสด 12 ล้านบาทของคู่สมรส-"ทวีวัฒน์ เส้งแก้ว" ขณะที่ "3 สส.ปชน." บุกสรรพากร จี้สอบที่มารายได้-เส้นทางการเงิน "ภคมน" ชี้ "ทวีวัฒน์" เป็นหนึ่งในอนุ กก.ที่ยืนยัน กสทช.ไม่มีสิทธิ์อนุญาตให้ควบรวมทรูกับดีแทค แง้มรอเปิดโปงกองทุน USO เลือกจ้าง-เลี่ยงประมูลผ่านการให้ทุนไปผลิต "รักชนก" จ่อทำหนังสือถึง "กสทช." เหน็บคงหน้าด้านไปสักนิดหากยังไม่ทำอะไร "พนิดา" สงสัยเอี่ยวประมูลคลื่นสิ้นเดือนนี้หรือไม่

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายภูเทพ ทวีโชติธนากุล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของข้าราชการท่านหนึ่ง เป็นระดับผู้อำนวยการของสำนักงาน ป.ป.ช.ที่ปรากฏข่าวต่อสื่อมวลชน โดยพบว่าข้าราชการดังกล่าวสมรสกับนายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว เมื่อต้นปี 2563 และได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 และเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2567 การตรวจสอบข้อมูลการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของข้าราชการรายดังกล่าว ไม่ปรากฏรายการเงินสดจำนวน 12 ล้านบาทของคู่สมรส แสดงไว้ในรายการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทั้ง 2 ครั้ง

"คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการรายดังกล่าวมีพฤติการณ์จงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินรายการดังกล่าวโดยมิชอบ ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ. 2561 โดยเร็วต่อไป" นายภูเทพ กล่าว

ที่สำนักงานใหญ่กรมสรรพากร น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรค ปชน. และ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. ร่วมแถลงภายหลังการยื่นหนังสือต่อกรมสรรพากร เรียกร้องให้พิจารณาตรวจสอบที่มาของรายได้และเส้นทางการเงินจำนวน 12 ล้านบาทของนายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว ที่ปรึกษาบอร์ด กสทช. และมีรายชื่อในคณะอนุกรรมการใน กสทช.อีก 5 คณะ

โดย น.ส.ภคมนระบุว่า หนึ่งในคณะอนุกรรมการที่นายทวีวัฒน์นั่งอยู่ คือคณะอนุกรรมการการควบรวมของทรูและดีแทค ซึ่งในการประชุมปี 65 นายทวีวัฒน์เป็นเสียงข้างน้อยที่ยืนยันว่า กสทช.ไม่มีสิทธิ์อนุญาต และไม่อนุญาตให้เกิดการควบรวมของสองธุรกิจนี้ มีอำนาจเพียงรับทราบเท่านั้น และพฤติกรรมในอดีตที่ผ่านมาก็สามารถฟ้องได้ในบางอย่าง และยังตั้งข้อสังเกตได้ว่า วันนี้เงิน 12 ล้านบาทที่พบ พร้อมกับจดหมายของ กสทช.ที่เขียนชื่อนายทวีวัฒน์ชัดเจน ว่ามีความเกี่ยวข้องและมีที่มาอย่างไร

"นายทวีวัฒน์เป็นพนักงานของรัฐ รับเงินเดือน มีรายได้ประจำจาก กสทช. มีอภิสิทธิ์มากมายที่ใช้ภาษีประชาชน จึงอยากตรวจสอบนายทวีวัฒน์ ที่อาจเป็นจุด เริ่มต้นเล็กๆ นำไปสู่การคอร์รัปชันใหญ่" น.ส.ภคมนกล่าว

ด้าน น.ส.รักชนกกล่าวว่า เนื่องจากเงินจำนวนนี้ไม่ได้ถูกยื่นอยู่ในบัญชีทรัพย์สินของภรรยานายทวีวัฒน์ และนายทวีวัฒน์เองมีการยื่นรายได้ต่อสรรพากรเพียงปีละหนึ่งล้านบาท ดังนั้นเงินจำนวนนี้จึงต้องถูกตรวจสอบเส้นทางการเงิน ว่าได้มาจากอาชีพทนายจริงหรือไม่ หรือได้จากผลประโยชน์อื่นใด ซึ่งสรรพากรควรมีบทบาทเข้ามาตรวจสอบเงินตรงนี้ เพราะคนทำงานรู้กันทั่ว หากดูเลขธนบัตรที่เรียงกันก็รู้ว่าคือธนบัตรล็อตไหน ปีไหน จึงอยากให้ธนาคารกสิกรเข้ามาเร่งตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน

"พวกเราอาจจะมีการไปยื่นที่ กสทช.ด้วย หาก กสทช.จะเฉยเมยต่อเรื่องนี้ โดยที่คนคนนี้เป็นพนักงานของ กสทช.เอง คิดว่ามันจะหน้าด้านไปสักนิดนึง เราจึงต้องไปยื่นหนังสือเพื่อเป็นการกระทุ้งให้ กสทช.ทั้งบอร์ด ประธาน และสำนักงานต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง" น.ส.รักชนกกล่าว

ขณะที่ น.ส.พนิดากล่าวว่า ได้มีการตั้งคำถามไปตั้งแต่ที่มีการพบกล่องใส่เงินสด เรื่องบทบาทของผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งทำหน้าที่ปฏิบัติงานในอนุกรรมการที่มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือเข้าถึงการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ที่จะกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนโอกาสและความเป็นไปได้ว่ากล่องเงินนี้จะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับการประมูลคลื่นของวันที่ 29 มิ.ย.นี้หรือไม่ และหน้าที่ของ กสทช.เองก็ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสให้เกิดขึ้น

"เรายังมีคำถามถึงราคาตั้งต้นในการประมูลคลื่นทั้ง 4 ย่านหลัก แต่กลับมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงสองเจ้าใหญ่เท่านั้น จึงอาจคาดการณ์ได้ว่าการประมูลจะจบที่ราคาตั้งต้นนี้ ยิ่งมาดูที่ตัวเลขแล้วก็ยังต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น ขอตั้งคำถามว่าราคานี้ชอบธรรมหรือไม่ มีที่มาอย่างไร หากไม่มีการแข่งขันจริง อะไรจะเป็นหลักประกันให้กับประชาชนว่าจะสามารถได้รับบริการทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มั่นคง และเป็นธรรม" น.ส.พนิดากล่าว

เมื่อถามถึงเบาะแสหรือการทุจริตภายใน กสทช. น.ส.ภคมนเปิดเผยว่า อยากให้ทุกคนติดตามอนุกรรมการที่ 4 และ 5 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) หรือกองทุนยูโซ (USO) ที่มีการบริหารเงินปีละ 5 พันล้านบาท และล่าสุดตนได้รับหลักฐานว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกันในการฮั้วประมูล ตกลงกันในการให้ทุนของกองทุนนี้

"เมื่อมีการรวบรวมหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการเปิดเผยต่อไป ย้ำว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่ลึกลับมาก เป็นกระเป๋าเงินสำคัญของ กสทช.ที่ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอะไร และความน่าตลกคือ ประธานของกองทุนนี้คือประธาน กสทช. ซึ่งคงไม่ต้องคาดหวังเรื่องการตรวจสอบเลย นอกจากนั้นกองทุนนี้ยังตั้งขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการประมูล เลือกจ้างได้แบบเฉพาะเจาะจง โดยวิธีการให้ทุนไปผลิต" น.ส.ภคมนกล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...