โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SKINสมรภูมิเดือด อึ้ง!งบถอยต่อเนื่อง

ทันหุ้น

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 00.44 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 00.44 น.

#SKIN #ทันหุ้น – เจาะลึก SKIN หุ้นสกินแคร์ก่อนเข้าตลาด ส่องประเด็นความสามารถแข่งขัน เมื่อรายได้ถดถอยต่อเนื่อง ผู้บริหารชี้เกิดจากบัญชีฝากขายที่เคยทำรายได้บวมใน 7-11 ลดลง แต่ไปเพิ่มที่การขายขาด ยอมรับเป็นนโยบายเปลี่ยนฝากขายเป็นขายขาด จับตากำไรที่เพิ่มขึ้น Q1 ทั้งๆ ที่ยอดขายลงแรง มาจากการลดค่าบริหารและการขายหนักจะไปต่อแค่ไหน

พลิกไฟลิ่งกับข้อมูล “บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จำกัด (มหาชน)” หรือ SKIN ซึ่งกำลังเตรียมตัวเข้าตลาด ที่ต้องฉุกคิด หลังรายได้ถดถอยอย่างต่อเนื่อง

SKIN ดำเนินธุรกิจคิดค้น พัฒนา จ้างผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงามทั้ง ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้า ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ภายใต้แบรนด์ได้แก่ “Skinsista” และ “Dermie”

ทว่าผลงานรายได้อาจจะไม่สู้ดีนัก ปี 2565 บริษัทมีรายได้ 282.12 ล้านบาท ปี 2566 รายได้ 271.80 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 229.13 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2568 มีรายได้ 47.04 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 26.99% เป็นการลดลง ทั้งๆ ที่้ข้อมูลจาก Statista ที่บริษัทเอามาเปิดเผยในไฟลิ่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้ามีการเติบโตเฉลี่ย 4.62%

เมื่อตลาดโต แต่ผลงานของบริษัทลดลงทำให้ต้องโฟกัสในด้านความสามารถทางการแข่งขันว่าเป็นอย่างไร ทำไมรายได้จึงถดถอยอย่างต่อเนื่อง?

@ แจงปมยอดขายลด

นายชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ SKIN เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า รายได้จากการขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่ายอดขายจริงลดลง แต่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานทางบัญชีในการรับรู้รายได้ และนโยบายการปรับเปลี่ยนช่องทางการขายของบริษัท

ทั้งนี้บริษัทมีช่องทางการขาย 2 แบบหลักคือ “ฝากขาย” และ “ขายขาด” ซึ่งเดิมที่ปีบริษัทมีการฝากขายผ่าน 7-11 จะมีการรับรู้รายได้ในราคาเต็มที่ผู้บริโภคซื้อ ทำให้มีรายได้มาก แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายส่วนลดทางการค้าด้วย ตัวอย่างเช่น หากเซรั่มราคา 100 บาท ผู้บริโภคซื้อไป บริษัทก็จะรับรู้ 100 บาท แต่จะมีค่าใช้จ่ายส่วนลดการขาย 30 บาท หรือได้มาจริงๆ 70 บาท

ขณะที่การขายขาด เช่นการขายผ่าน CJ หรือ ออนไลน์ บริษัทจะรับรู้รายได้ในราคาที่ขายให้คู่ค้า ซึ่งเป็นรายได้สุทธิหลังจากหักส่วนลดทางการค้าออกไปแล้ว ซึ่งจากตัวอย่างเดิม การขายขาดจะรับรู้รายได้ 70 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย

ซึ่งช่วงปี 2565 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการขายขาดราว 10% แต่ได้มีการเพิ่มสัดส่วนมาอยู่ที่ 38.92% ในไตรมาสแรกปี 2568 ทำให้รายได้ลดลง นั้นเพราะบริษัทตั้งใจปรับเปลี่ยน สัดส่วนยอดขายจากเดิมที่เน้นช่องทางฝากขาย (7-11) ไปยังช่องทางขายขาดมากขึ้น

@ เจอแรงแข่งขันสูง

การกระจายช่องทางอื่นเพื่อเพิ่มยอดขายหรือมาร์จิ้นย่อมเป็นเรื่องปกติที่บริษัทจะขยายธุรกิจ แต่ต้องติดตามว่าบริษัทพ่ายในการแข่งขันในร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ ซึ่งเปรียบเหมือนสนามรบของกลุ่มธุรกิจหรือไม่

“ทันหุ้น” ได้สำรวจเจาะไฟลิ่งลงไปอีกพบว่ารายได้จากการฝากขายที่ 7-11 ของ SKIN ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ปี 2565 รายได้ 253.14 ล้านบาท ปี 2567 อยู่ที่ 156.46 ล้านบาท ลดลง 38% ขณะที่ไตรมาสแรกยอดขายใน 7-11 เหลือ 28.73 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งยอดขายที่ลดลงที่ 7-11 ค่อนข้างฮวบฮาบ

นายชาญวิทย์ ชี้แจงว่า การลดลงของยอดขายใน 7-11 เพราะบริษัทได้มีการกระจายสินค้ามาที่ CJ และออนไลน์มากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องไปซื้อที่ 7-11 แต่ยอมรับว่ายอดขายรวมปี 2566-2567 ไม่ได้เติบโต

ซึ่งก็เป็นไปตามงบการเงิน SKIN มีการโชว์ปรับรายได้สุทธิ โดยปรับรายได้จากการฝากขายให้เท่ากับการขายขาด พบว่าในปี 2565 มีรายได้สุทธิ 174.46 ล้านบาท ขณะที่ปี 2567 มีรายได้ที่ 162.24 ล้านบาท ลดลง 7%

แต่ที่น่าโฟกัสคือไตรมาส 1 บริษัทมีรายได้สุทธิ 34.40 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 23.96%

ทั้งนี้หากเปิดไฟลิ่ง จะพบว่าบริษัทได้บอกชัดเจนว่าการลดลงของรายได้มาจากจากการฝากขายร้านสะดวกซื้อรายหนึ่ง โดยมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้ากลุ่มบูสเตอร์เซรั่มและครีมแบบซองเป็นหลัก เนื่องจากมีการแข่งขันสูงขึ้นและบริษัทไม่ได้ออกสินค้าใหม่ในผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เป็นเวลานาน รวมถึงการที่สินค้าหลายตัวของบริษัทอยู่ในช่วงปลายของวงจรชีวิตสินค้า ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่บริษัทจ้างผลิตและจำหน่าย เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ประกอบการรายปัจจุบันและผู้ประกอบการรายใหม่ที่สามารถเข้ามาในตลาดได้ง่าย (Low Barrier of Entry)

@ แนะดูกำไรบวก

นายชาญวิทย์ แนะนำว่า ต้องการให้ดูกำไรมากกว่าแม้ไตรมาส 1/2568 บริษัทจะมีรายได้ที่ลดลง แต่กำไรของบริษัทกลับเพิ่มขึ้นแตะ 4.39 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 3.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 20%
อย่างไรก็ดีจากการสำรวจของ “ทันหุ้น” พบว่า กำไรที่ดีขึ้นเกิด มาจากการตัดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงอย่างมากในไตรมาส 1/2568 และเป็นการปรับลดอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสอื่น ทำให้ยอดขายหดตัวแต่กำไรดี ส่วนจะดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ หรือเป็นแค่ชั่วคราวในช่วงเข้าตลาด และจะมีการแก้เกมการแข่งขันอย่างไร ติดตามต่อวันพรุ่งนี้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...