โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ รอดูผลเจรจา ‘ภาษีทรัมป์’ ชัด ก่อนประเมินทิศทางเศรษฐกิจ!

The Bangkok Insight

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 11.55 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 11.55 น. • The Bangkok Insight

"ผู้ว่าแบงก์ชาติ" รอดูผลเจรจา "ภาษีทรัมป์" ชัด ก่อนประเมินทิศทางเศรษฐกิจ แนะใช้โอกาสนี้ในการปรับตัว ขยายสัดส่วนค้ำประกัน เพิ่มโอกาส SME เข้าถึงสินเชื่อ

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ขณะนี้อาจยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ (Reciprocal Tariff) เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจาของทีมไทยแลนด์ ซึ่งแม้บางประเทศจะเริ่มเห็นความชัดเจนออกมาแล้ว แต่ในส่วนของไทยนั้น ต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสำคัญของการเร่งเจรจาให้จบ เพื่อทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจน

ภาษีทรัมป์

ทั้งนี้ สำหรับการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐนั้น จำเป็นต้องทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจ รวมถึงภาคการเงินที่จะต้องหันหาเข้าหากัน โดย ธปท. ได้มีการประชุมร่วมกัน ทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อร่วมกันวางมาตรการการรองรับผลกระทบ ซึ่งนอกจากมาตรการเยียวยาแล้ว แต่ยังมีเรื่องของระยะยาวในการปรับตัว และยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วย

"สิ่งสุดท้ายที่สำคัญ แต่มักถูกละเลย คือการปรับตัว เพราะจะเน้นแค่ในเรื่องระยะสั้น ดังนั้นจึงควรใช้โอกาสนี้ในการปรับตัว ไม่ใช้เน้นตัวเลขการส่งออก หรือการลงทุน" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐนั้น มาจากหลายช่องทาง คือ กลุ่มที่ส่งออกไปสหรัฐโดยตรง และกลุ่มที่เราเป็นห่วงมาโดยตลอด คือ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในไทย จากที่ไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐได้ เช่น กลุ่มเสื้อผ้า, เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SME และมีความเปราะบางสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ส่งออกไปสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติ

ส่วนการเข้าไม่ถึงสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจ SME นั้น นายเศรษฐพุฒิ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นเพราะ ธปท. มีหลักเกณฑ์ที่คุมเข้มเรื่องการปล่อยสินเชื่อ แต่ยอมรับว่าธุรกิจที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องความเสี่ยงสูง ทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นจะต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ ความเสี่ยง โดยเป็นเรื่องของกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งไม่ได้เป็นเกณฑ์ของธปท. ทั้งกลไกผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือกลไกด้านอื่น ๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยง

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

"อันหนึ่งที่จะต้องทบทวน คือ สัดส่วนการค้ำประกันว่าจะต้องเพิ่มขึ้นหรือไม่ จากเดิม set ไว้อยู่ที่ 40% อาจจะต้องเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ในยามที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่อยากบอกว่าปัญหาเหล่านี้ ต้นตอไม่เฉพาะแค่ฝั่งการเงิน แต่จะเป็นเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย เพราะถ้าธุรกิจแข่งขันไม่ได้ จะให้สินเชื่อแก้ปัญหาคงไม่ได้ แต่หากธุรกิจมีการปรับตัว มีศักยภาพ เชื่อว่าแบงก์ก็ต้องการทำกำไร ก็น่าจะปล่อยสินเชื่อ" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

ส่วนกรณีมีข้อเรียกร้องให้ ธปท. ปรับลดดอกเบี้ย และดูแลเรื่องค่าเงินว่า เป็นเรื่องปกติที่ ธปท. จะต้องเตรียมมาตรการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ การที่ ธปท. ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจนั้น ได้มีการพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ แล้ว เช่นเดียวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ได้เคยมีการชี้แจงอย่างต่อเนื่อง และในระยะต่อไป จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือนสิงหาคมก็จะมีการพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ประกอบด้วย

"อยากย้ำว่า การตัดสินใจใช้นโยบาย หรือมาตรการต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีมาตรการการเงินอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาด้วย" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

ที่มา : อินโฟเควสท์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...