ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้: BRN และการทำลายอนาคตของชาวไทยมุสลิม
สำนักข่าว Utusun TV ประเทศมาเลเซีย ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ : ความขัดแย้งที่ยาวนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและรุนแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และบางส่วนของสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มต้นตั้งแต่ปี2547
โดยมีการโจมตีและเหตุการณ์ความไม่สงบกว่า22,700 ครั้ง รวมถึงการวางระเบิดกว่า10,000 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า7,000 คน และบาดเจ็บกว่า14,000 คน
ผู้อยู่เบื้องหลังความรุนแรงส่วนใหญ่คือ กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ(Barisan Revolusi Nasional – BRN) ที่อ้างว่าต่อสู้เพื่ออิสรภาพของ“ปัตตานี” และเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของชาวไทยมุสลิม
ทว่าเมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คำกล่าวอ้างเหล่านั้นกลับขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับการกระทำของกลุ่มนี้
BRN กับวาทกรรม“อิสรภาพ” ที่บิดเบือน
กลุ่มBRN ได้พยายามสร้างวาทกรรมว่ารัฐไทยเป็นผู้กดขี่และยึดครองดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเขาโฆษณาชวนเชื่อว่าชาวไทยมุสลิมถูกกระทำจากรัฐ แต่ในความเป็นจริง กลุ่ม
BRN กลับเป็นผู้สร้างความหวาดกลัว การสูญเสีย และอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างแท้จริงรัฐบาลไทยตลอด20 ปีที่ผ่านมา ได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า510,000 ล้านบาท(ประมาณ67,000 ล้านริงกิต) เพื่อรักษาความสงบ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงเยียวยาผู้ได้รับ
ผลกระทบในพื้นที่ หากรัฐไทยคือ“ผู้ยึดครอง” ดังที่BRN กล่าวอ้างจริง ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณมหาศาลเช่นนี้ในการดูแลประชาชนการทำลายโอกาสของชาวไทยมุสลิม
คำถามสำคัญคือ หากBRN ต่อสู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาวไทยมุสลิมจริง เหตุใดจึงก่อเหตุที่ ไม่ส่งผลกระทบทางลบเช่นนี้? เหตุใดจึงเลือกทำร้ายโอกาสและอนาคตของประชาชนที่ตนเองอ้างว่ากำลังปกป้อง?- 2 –ความพยายามของรัฐ และความไม่จริงใจของBRN
แม้สถานการณ์จะรุนแรง รัฐบาลไทยก็ยังเลือกใช้แนวทางที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงมาตรการด้านความมั่นคง แต่ยังรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมเศรษฐกิจ การยกระดับการศึกษา
และการเปิดโต๊ะเจรจา โดยมีประเทศมาเลเซียเข้ามาเป็นผู้ประสานงานการพูดคุยสันติภาพในบางช่วงเวลาแม้มีความพยายามในการเจรจา แต่กระบวนการกลับไม่คืบหน้า เนื่องจากBRN ยังคงไม่มีท่าทีที่จริงใจ หลายครั้งที่มีการพูดอย่างหนึ่ง แต่กระทำอีกอย่าง ยังคงมุ่งเน้นการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือหลัก และปฏิเสธที่จะยุติการก่อเหตุอย่างถาวร
สิ่งที่น่ากังวลคือ การตัดสินใจของBRN ไม่ได้สะท้อนความต้องการของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่แต่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้นำกลุ่มที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งไม่ต้องเผชิญกับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่กลับต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังบทบาทของประชาชน และทางเลือกของรัฐ
แม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่ยังมีแสงแห่งความหวังจากภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา นักวิชาการ กลุ่มสตรี และเยาวชน ที่พยายามสร้างสันติภาพในระดับรากหญ้าพวกเขาคือเสียงที่แท้จริงของพื้นที่ ที่ต้องการความสงบสุขและโอกาสในการดำเนินชีวิตอย่างปกติ
อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของประชาชนจะไม่มีความหมาย หากBRN ยังไม่ยอมละทิ้งแนวทางรุนแรง และยังคงมุ่งมั่นในวาระที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประชาชน
รัฐบาลไทยยังคงมีทางเลือก คือ ยืนหยัดในหลักการ ใช้มาตรการด้านความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา และเปิดประตูการเจรจาต่อไป ภายใต้เงื่อนไขว่าทุกฝ่ายต้องจริงใจ เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงภาพลวงตา
บทสรุป: ถึงเวลาที่BRN ต้องเลือก
BRN อ้างว่าต่อสู้เพื่ออิสรภาพของปัตตานี และอนาคตของชาวไทยมุสลิม แต่สิ่งที่พวกเขาทำกลับตรงกันข้าม พวกเขากำลังทำลายอนาคตของประชาชน ทำให้เด็กจำนวนมากเติบโตมาในสังคมที่ไร้โอกาส และทำให้ภาพลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมเสียหายในระดับประเทศ
หากผู้นำBRN มีความจริงใจ พวกเขาควรหันกลับมาสู่โต๊ะเจรจาด้วยจิตใจที่เปิดกว้างและยอมรับความจริงว่า การต่อสู้ด้วยความรุนแรงเป็นเรื่องที่ไร้ผลและสร้างแต่ความทุกข์ไม่เพียงแต่ต่อรัฐไทย แต่ต่อประชาชนของตนเอง สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ หากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงใจ และหากBRN เลือกเส้นทางที่ถูกต้อง ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับการเยียวยาพื้นที่นี้และสร้างอนาคตใหม่ให้กับชาวไทยมุสลิมทุกคน….
////////