โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้: BRN และการทำลายอนาคตของชาวไทยมุสลิม

77kaoded

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 12.59 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 05.59 น. • 77Kaoded
Screenshot
Screenshot

สำนักข่าว Utusun TV ประเทศมาเลเซีย ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ : ความขัดแย้งที่ยาวนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและรุนแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และบางส่วนของสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มต้นตั้งแต่ปี2547

โดยมีการโจมตีและเหตุการณ์ความไม่สงบกว่า22,700 ครั้ง รวมถึงการวางระเบิดกว่า10,000 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า7,000 คน และบาดเจ็บกว่า14,000 คน

ผู้อยู่เบื้องหลังความรุนแรงส่วนใหญ่คือ กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ(Barisan Revolusi Nasional – BRN) ที่อ้างว่าต่อสู้เพื่ออิสรภาพของ“ปัตตานี” และเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของชาวไทยมุสลิม

ทว่าเมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คำกล่าวอ้างเหล่านั้นกลับขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับการกระทำของกลุ่มนี้

BRN กับวาทกรรม“อิสรภาพ” ที่บิดเบือน

กลุ่มBRN ได้พยายามสร้างวาทกรรมว่ารัฐไทยเป็นผู้กดขี่และยึดครองดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเขาโฆษณาชวนเชื่อว่าชาวไทยมุสลิมถูกกระทำจากรัฐ แต่ในความเป็นจริง กลุ่ม

BRN กลับเป็นผู้สร้างความหวาดกลัว การสูญเสีย และอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างแท้จริงรัฐบาลไทยตลอด20 ปีที่ผ่านมา ได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า510,000 ล้านบาท(ประมาณ67,000 ล้านริงกิต) เพื่อรักษาความสงบ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงเยียวยาผู้ได้รับ

ผลกระทบในพื้นที่ หากรัฐไทยคือ“ผู้ยึดครอง” ดังที่BRN กล่าวอ้างจริง ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณมหาศาลเช่นนี้ในการดูแลประชาชนการทำลายโอกาสของชาวไทยมุสลิม

นอกจากผลกระทบด้านความมั่นคงแล้ว ความรุนแรงยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมในสายตาของสังคมภายนอก เช่น ในกรณีที่เกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต ทำให้นายจ้างในพื้นที่อื่นเริ่มลังเลที่จะจ้างงานคนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้ชาวไทยมุสลิมจำนวนมากประสบปัญหาในการหางาน และต้องเผชิญกับอคติ ทั้งที่พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงนั้น
นอกจากผลกระทบด้านความมั่นคงแล้ว ความรุนแรงยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมในสายตาของสังคมภายนอก เช่น ในกรณีที่เกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต ทำให้นายจ้างในพื้นที่อื่นเริ่มลังเลที่จะจ้างงานคนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้ชาวไทยมุสลิมจำนวนมากประสบปัญหาในการหางาน และต้องเผชิญกับอคติ ทั้งที่พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงนั้น

คำถามสำคัญคือ หากBRN ต่อสู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาวไทยมุสลิมจริง เหตุใดจึงก่อเหตุที่ ไม่ส่งผลกระทบทางลบเช่นนี้? เหตุใดจึงเลือกทำร้ายโอกาสและอนาคตของประชาชนที่ตนเองอ้างว่ากำลังปกป้อง?- 2 –ความพยายามของรัฐ และความไม่จริงใจของBRN

แม้สถานการณ์จะรุนแรง รัฐบาลไทยก็ยังเลือกใช้แนวทางที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงมาตรการด้านความมั่นคง แต่ยังรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมเศรษฐกิจ การยกระดับการศึกษา

และการเปิดโต๊ะเจรจา โดยมีประเทศมาเลเซียเข้ามาเป็นผู้ประสานงานการพูดคุยสันติภาพในบางช่วงเวลาแม้มีความพยายามในการเจรจา แต่กระบวนการกลับไม่คืบหน้า เนื่องจากBRN ยังคงไม่มีท่าทีที่จริงใจ หลายครั้งที่มีการพูดอย่างหนึ่ง แต่กระทำอีกอย่าง ยังคงมุ่งเน้นการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือหลัก และปฏิเสธที่จะยุติการก่อเหตุอย่างถาวร

สิ่งที่น่ากังวลคือ การตัดสินใจของBRN ไม่ได้สะท้อนความต้องการของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่แต่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้นำกลุ่มที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งไม่ต้องเผชิญกับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่กลับต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังบทบาทของประชาชน และทางเลือกของรัฐ

แม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่ยังมีแสงแห่งความหวังจากภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา นักวิชาการ กลุ่มสตรี และเยาวชน ที่พยายามสร้างสันติภาพในระดับรากหญ้าพวกเขาคือเสียงที่แท้จริงของพื้นที่ ที่ต้องการความสงบสุขและโอกาสในการดำเนินชีวิตอย่างปกติ

อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของประชาชนจะไม่มีความหมาย หากBRN ยังไม่ยอมละทิ้งแนวทางรุนแรง และยังคงมุ่งมั่นในวาระที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประชาชน

รัฐบาลไทยยังคงมีทางเลือก คือ ยืนหยัดในหลักการ ใช้มาตรการด้านความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา และเปิดประตูการเจรจาต่อไป ภายใต้เงื่อนไขว่าทุกฝ่ายต้องจริงใจ เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงภาพลวงตา

บทสรุป: ถึงเวลาที่BRN ต้องเลือก

BRN อ้างว่าต่อสู้เพื่ออิสรภาพของปัตตานี และอนาคตของชาวไทยมุสลิม แต่สิ่งที่พวกเขาทำกลับตรงกันข้าม พวกเขากำลังทำลายอนาคตของประชาชน ทำให้เด็กจำนวนมากเติบโตมาในสังคมที่ไร้โอกาส และทำให้ภาพลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมเสียหายในระดับประเทศ

หากผู้นำBRN มีความจริงใจ พวกเขาควรหันกลับมาสู่โต๊ะเจรจาด้วยจิตใจที่เปิดกว้างและยอมรับความจริงว่า การต่อสู้ด้วยความรุนแรงเป็นเรื่องที่ไร้ผลและสร้างแต่ความทุกข์ไม่เพียงแต่ต่อรัฐไทย แต่ต่อประชาชนของตนเอง สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ หากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงใจ และหากBRN เลือกเส้นทางที่ถูกต้อง ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับการเยียวยาพื้นที่นี้และสร้างอนาคตใหม่ให้กับชาวไทยมุสลิมทุกคน….

////////

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...