ถอดโมเดล “พสุธารา” จากปลูกผักรักษาตัวสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวเกษตร
จากมือบริหารคลินิกทันตกรรมสู่ “พสุธารา” ผู้บุกเบิกไร่เลมอนแห่งแรกของสวนผึ้ง ราชบุรี ที่อวดจนได้ดี กับกลยุทธ์เด็ดหาเงินฟื้นธุรกิจขายก่อนค่อยคิดโพรดักซ์ 7 วัน ปิดการขาย 4.7 ล้านบาทแม้ไม่มีสินค้าในมือ แจกที่พักฟรีมัดใจลูกค้าดึงกำลังซื้อเข้าไร่ เตรียมสยายปีกขยายตลาดต่างประเทศเล็งเป้าญี่ปุ่น - จีน
“พสุธารา” ที่พักและฟาร์มเลมอนแห่งเดียวในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในฐานะท่องเที่ยวเชิงเกษตรภายใต้การปลุกปั้นของอดีตนักบริหารคลินิกทันตกรรม 4 แห่งที่ไม่มีพื้นฐานของเกษตรกรเลยอย่าง “ดรุณี วัฒน์นครบัญชา” โดยมีจุดพลิกชีวิตคือการตรวจพบ “SLE” หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เมื่อ 20 ปีที่แล้ว
โดย ดรุณี เลือกใช้การรักษาแบบ“ธรรมชาติบำบัด” อย่างเคร่งครัดควบคู่การรักษาทางการแพทย์ และในเวลาเพียง 2 เดือน “SLE” ก็สงบลง อย่างหนัก 2 เดือนครึ่งโรคสงบลงจุดนี้เองทำให้ เริ่มสนใจในธรรมชาติและวิถีเกษตร ประจวบเหมาะกับเคยช่วยซื้อที่ดินรกร้างว่างเปล่าติดแม่น้ำ 43 ไร่ใน“สวนผึ้ง ราชบุรี” ที่คุณหมอในคลินิกเสนอขายแม้จะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆไม่ได้ทำประโยชน์แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ทำให้ ดรุณี เลือกที่เก็บที่ดินผืนนี้ไว้แม้จะมีผู้สนใจซื้อที่ดินต่อในราคาสูงกว่า 14 ล้านบาทก็ตาม
“ดินตรงนี้ไม่ดีเพราะใกล้หลุมยุบ โป่งยุบ ไม่อุ้มน้ำ เราเริ่มปลูกปอเทืองสนองความสวย ในยุคนั้นไร่ปอเทืองของเราใหญ่ที่สุด ผลพลอยได้คือพอเริ่มปลูกรอบที่3-4 ครั้งดินที่เคยเสียกลับฟื้นมาดีเพราะปอเทืองช่วยบำรุงดิน และแบ่งมุมเล็กๆไว้ปลูกผักกินเองทำให้เรามาที่นี่บ่อยขึ้นเพราะทุ่งดอกไม้สวยจากปี 1-2 ครั้งถี่ขึ้นเรื่อยๆจนตัดสินใจทำบ้านพักเล็กๆไว้ให้ตัวเองและครอบครัวมาพัก”
อัพสเกลจากปลูกผักกินเองสู่ไร่ “เลมอน” ซิกเนเจอร์ของ “พสุธารา” ที่อวดจนดัง
ดรุณี เล่าต่อไปว่าหลังเริ่มมาอยู่ที่ไร่คนเดียว บ่อยขึ้น ๆ ก็คิดจริงจังในการทำการเกษตร การปลูกผักไว้กินเองและแจกจ่ายครอบครัว-เพื่อนเริ่มไม่เพียงพอ โปรเจกต์ไร่ “พสุธารา” จึงเกิดขึ้นโดยนำคำว่า “พสุ” ที่แปลว่าดินมารวมกับ “ธารา” ที่แปลว่าน้ำ เพราะที่ดินแปลงนี้อยู่ติดริมน้ำ
“ตอนแรก ๆ เราไม่คาดหวังจะทำธุรกิจได้กำไรเพราะเรามีสายป่านจากธุรกิจเดิม แต่พอทำไปสักระยะเริ่มไม่ง่ายและใช้เงินเยอะขึ้นเรื่อยๆ นอกจากพืชที่ปลูกกินเองตอนนั้นเราสนใจพืชที่มีในต่างประเทศแต่ในไทยไม่มีอย่าง “เลมอน” มาปลูก 10 ต้นก่อนขยายเป็น100 ต้น พันต้น ในช่วงที่เริ่มปลูกเราถ่ายรูปอัพเดทบนโซเชียลตลอดทำให้คนสนใจเรามากขึ้นเรียกว่าตอนนั้นเราอวดจนได้ดี อวดตั้งแต่ซื้อที่จนเป็นธุรกิจ นำพาห้างสรรพสินค้า ดารา อินฟลู ลูกค้ามาเยี่ยมเรา”
จากการโหมปลูกเลมอนนับพันต้นสิ่งที่ได้นอกจากความสุขใจที่ได้ผลผลิต และความสวยงามของทิวทัศน์แล้วยังมีผลผลิตเลมอนจำนวนมหาศาลที่ ดรุณี ยอมรับว่า “ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร” นอกจากทิ้งเพราะตอนนั้น ไม่ได้คิดธุรกิจรองรับและไม่มีขาย แต่ผลจากการอวดบนโซเชียลมีเดียบ่อย ๆ เริ่มมีผู้สนใจเข้ามาซื้อผลผลิต ซื้อพันธุ์เลมอนหรือแม้แต่ที่พัก
“ตอนนั้นผลผลิตเราเยอะมากแต่ไม่รู้จะนำไปใช้ประโยชน์อะไร จนไปญี่ปุ่นเห็น “เลมอนน้ำผึ้ง” กระปุกละ 1.5 พันบาท เรามองว่า “แพงมาก” เราจึงกลับมาทำเลมอนน้ำผึ้งชงดื่มแต่กว่าจะได้น้ำผึ้งเลมอน เราทำแล้วทิ้งเป็น 100 ถังต่อวัน ก่อนจะเริ่มทำสแน็คเลมอนสไลด์แจกเพื่อน จนเพื่อนแนะนำให้ขาย นอกจากนี้ยังปลูกแมรี่ ไทม์ ออริกาโน ร่วมด้วยเพราะสมัยนั้นแพง”
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของพสุธารา นอกจากขายที่หน้าร้านและออนไลน์แล้วยังวางขายบนไอคอนสยาม สยามพารากอน คิงพาวเวอร์ เอ็มควอเทียร์ เลมอนฟาร์มและกรานมอนเต้ โดยดรุณี ยึดหลักแข่งด้วยคุณภาพและสะสมลูกค้าจาก 1 คนเป็น 2 คนจนบอกต่อเป็นร้อยคน ควบคู่ไปกับการไลฟ์สดขายในช่วงโควิดจนทำให้ พสุธาราเป็นที่รู้จักมากขึ้น
“ฐานลูกค้าเราแน่นมาก จนเรารู้สึกเป็นคนรวยความสุข รวยวัตถุดิบและรวยเงิน ในช่วงโควิดเราทำแอลกอฮอลล์ยอดขายถล่มทลายมีคนออเดอร์กว่าหมื่นลิตรไปขายต่อ พนักงานทำโอทีหนักมาก แต่คนอื่นกลับขายของไม่ได้เพราะขนส่งหยุด ตอนนั้นเราคิดเป็นคนกลางจ่ายตลาดแทนจนเกิดเป็นโปรเจ๊กต์ “จ่ายตลาดเพื่อเพื่อนชาว กทม.” แถวไร่ใครขายอะไรไม่ได้ก็เอามาให้เราขาย เริ่มไลฟ์สดวันนี้อะไร คิดเมนูแทนคนจ่ายตลาด ผลตอบรับดีมากเพราะคนซื้อด้วยความสนุกและชาวบ้านชาวไร่แถวนี้ก็ขายของได้
ตามมาด้วยไลฟ์สดขายเฟอร์นิเจอร์ จนเราฉุกคิดว่าถ้าเราไลฟ์สดขายของให้คนอื่นได้เราก็ต้องขายของของเราได้ ครั้งแรกเราไลฟ์สด 2ชม. ทำเงินได้ 1 ล้านบาทสินค้าที่ขายดีที่สุดคือครีมกระปุกละ 4,800 บาท”
กลยุทธ์หาเงินฟื้นน้ำท่วมขายก่อนค่อยคิดโพรดักซ์
จุดที่ทำให้พสุธาราหันมาพัฒนาและแตกไลน์ผลิตภัณฑ์อย่างจริงจังและผลิตสินค้าเยอะขึ้น ทั้งน้ำมันหอมระเหยคลีนซิ่ง ครีม สบู่ แชมพู ครีมนวดผม ที่คุณภาพไม่น้อยหน้าเคาน์เตอร์แบรนด์และเป็นรายได้หลักปัจจุบันด้วย คือ วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมากในการฟื้นธุรกิจ
โดยขายคูปองราคา 8,000 บาทให้ลูกค้านำมาแลกของได้ตลอดทั้งปี สิ่งที่น่าสนใจคือในช่วงเวลานั้น พสุธารายังไม่มีสินค้าในมือเลยแต่สามารถปิดการขายคูปองได้ถึง 4.7 ล้านบาทในเวลาแค่ 7 วัน
“เราตั้งราคาในเรทที่เหมาะสม ลูกค้าของเราคือกลุ่มกลางบนที่เลือกสินค้าที่คุณภาพ เลือกของที่อยากได้ เลมอนสไลด์ขายดีหมวดของกินส่วนสกินแคร์ทำกำไรมากที่สุดและกินสัดส่วนรายได้70%
ต้นทุนและการตลาดเป็นส่วนที่ใช้เงินลงทุนมากที่สุด วันนี้เราทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเยอะมากเพราะความตั้งใจของเราคือ “เกษตรที่สวย” ในช่วงอากาศดีที่สุด 3 เดือนเรายกบ้านพักให้ลูกค้ามาพักฟรี ปีแรกเราเลือกจากความสัมพันธ์ รองรับได้วันละ10 คนแต่เราไม่ขาดทุนเพราะลูกค้ายิ่งซื้อของในไร่มากขึ้นและทำให้เรารู้จักลูกค้ามากขึ้น”
Next Step พสุธาราขยายแปลงปลูก เพิ่มไลน์สินค้าเตรียมขยายต่างประเทศ
ดรุณี กล่าวต่อไปว่า แผนต่อไปของพสุธารา คือ การขยายแปลงปลูกซึ่งได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจาก SME D BANK ในดอกเบี้ยที่ดีมากและยังมีที่ปรึกษาครบทีมในการสร้างรายได้ใน Tiktok ความรู้ทางบัญชี การทำพาร์ทเนอร์ การลงทุนร่วม เพื่อสเกลอัพธุรกิจ
และในปีนี้มีแผนลงทุนโรงงานขยายกำลังการผลิต ทำการตลาดและพื้นที่ไลฟ์สดรวมทั้งสถานที่รับรองเพื่อรองรับลูกค้าและพันธมิตรที่มาเยี่ยม ที่สำคัญคือเพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพานิชย์ให้เป็น 1 ใน 5 แบรนด์ไทยที่ผลักดันส่งออก ซึ่งในเดือนมิถุนายนนี้พสุธารามีโอกาสไปออกงาน World Expo 2025 ที่ประเทศญี่ปุ่น
“เราอยากได้คู่ค้าต่างประเทศในการขยายตลาดต่างประเทศโดยจะใช้เลมอนสไลด์เป็นตัวเปิดตลาดเพราะต่างชาติสนใจมาก ตอนนี้อยู่ในระหว่างพูดคุยกับญี่ปุ่นและจดทะเบียนการค้าในจีน หลังจากนั้นจะทำงานร่วมกับ KOL จีนในการโปรโมตสินค้าที่เหมาะกับ KOL แต่ละคน
ปีนี้เราอยากโต 100% เพราะเป็นจังหวะที่เราควรโต โดยใช้กลยุทธ์ “สินค้าคุณภาพในตลาดที่ถูกต้อง” เราเลือกเล่นในตลาด "Upper Mass" ซึ่งเป็นระดับราคาที่อยู่ระหว่างราคาที่แตะระหว่าง Mass market กับ Need Market”
พร้อมกันนี้ดรุณียังแชร์ เคล็ดลับการปลุกปั้นพสุธาราให้ประสบความสำเร็จอย่างน่าสนใจว่า “จินตนาการกว้างได้แต่การลงทุนต้องคุ้มค่า อะไรที่เราไม่ไหวเราจะไม่ทำ”