โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ราคาทุเรียนไทย ร่วงต่ำสุดรอบ 5 ปี สัญญาณเตือนปัญหาเชิงโครงสร้างระบบผลิต-ส่งออกสินค้าเกษตรของไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 มิ.ย. 2568 เวลา 10.13 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2568 เวลา 04.30 น.

ราคาทุเรียนไทย ร่วงต่ำสุดรอบ 5 ปี สะเทือนบัลลังก์ราชาผลไม้ ทีดีอาร์ไอ ชี้เป็นสัญญาณเตือนปัญหาเชิงโครงสร้างระบบผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรของไทย แนะทางรอดในเวทีการค้าโลก

น.ส.ขนิษฐา ปะกินำหัง นักวิจัยนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุในบทความที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ TDRI เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 ว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา "ทุเรียน" ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผลไม้ส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะตลาดจีน ที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 90% ของยอดส่งออกทุเรียนทั้งหมดของไทย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 กลับกลายเป็นปีที่อุตสาหกรรมทุเรียนไทยต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้านครั้งใหญ่จากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ทั้งด้านการผลิต การตลาด ราคาที่ผันผวน และมาตรการทางการค้าจากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ไทยพึ่งพามาอย่างยาวนาน

โดยสถานการณ์ปีนี้เริ่มต้นด้วยปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในภาคตะวันออกที่มีพื้นที่ปลูกถึง 469,580 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตทุเรียนในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นกว่า 56.89% จากปีก่อน ขณะที่ทั่วประเทศคาดว่าผลผลิตทุเรียนในปี 68 จะอยู่ที่ประมาณ 1.682 ล้านตัน เพิ่มขึ้นราว 30.72% จากปี 67 ปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยส่งผลให้ทุเรียนติดผลดี แม้ดูเป็นเรื่องดี แต่ในความเป็นจริงกลับก่อให้เกิดความเสี่ยงจากภาวะผลผลิตล้นตลาด และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดส่งออก

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกทุเรียนมูลค่า 128.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,374 ล้านบาท) แบ่งเป็นทุเรียนสด 85.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,918 ล้านบาท) และทุเรียนแช่แข็ง 42.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,456 ล้านบาท) แม้ตัวเลขจะดูน่าพอใจ แต่กลับมีปัญหาเชิงคุณภาพเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูกาล

โดยกรมวิชาการเกษตร พบว่า กว่า 30% ของทุเรียนที่ตรวจจากล้งส่งออกเป็น "ทุเรียนอ่อน" ที่ยังไม่เหมาะสำหรับการบริโภค ทั้งนี้ ปัญหาทุเรียนอ่อนเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการเร่งเก็บจากแรงจูงใจทางราคา การขาดระบบคัดแยกคุณภาพที่มีประสิทธิภาพ และการขาดเครื่องมือวัดความสุกที่แม่นยำ รวมถึงการขาดมาตรการควบคุมจากภาครัฐอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ทุเรียนไม่ได้มาตรฐานบางส่วนปะปนเล็ดลอดไปยังตลาดจีน ซึ่งมีระบบแจ้งเตือนและส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้บริโภคที่รวดเร็ว ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยได้รับผลกระทบรุนแรง

ดังนั้น ส่งผลให้ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ศุลกากรจีนได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยมีการระงับการนำเข้าทุเรียนจากล้งไทยบางแห่ง เนื่องจากพบว่ามีทุเรียนเกิน 40% มีคุณภาพต่ำ และมีบางล๊อตมีการปนเปื้อนสารตกค้าง เช่น แคดเมียม และสารย้อมสี Basic Yellow 2 หรือ BY2 ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อยอดขาย แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในคุณภาพของทุเรียนไทยในสายตาผู้บริโภคจีน

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐไทยได้พยายามเร่งคลี่คลายปัญหา โดยออกมาตรการต่าง ๆ เช่น กรมวิชาการเกษตรระงับการส่งออกทุเรียนจากพื้นที่ที่มีการปนเปื้อน ดำเนินการตรวจสารตกค้าง การสุ่มตรวจสวน กำหนดให้แนบผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองในทุกล๊อตทุเรียนที่ส่งออกไปจีน รวมถึงการผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ QR code เพื่อควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่

ความท้าทายของทุเรียนไทยในปี 2568 ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อจีนเริ่มเปิดตลาดให้กับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม (ปี 2565) และมาเลเซีย (ปี 2567) ที่อนุญาตให้ทั้งสองประเทศส่งออกทุเรียนสดเข้าจีนได้ ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 95% ในปี 2565 เหลือเพียง 68% ในปี 2566 และลดลงต่อเนื่องจนเหลือ 57% ในปี 2567 เวียดนามใช้จุดแข็งเรื่องต้นทุนการผลิตต่ำและระบบการส่งออกที่สะดวกและยืดหยุ่น ส่วนมาเลเซียเน้นตลาดพรีเมียมด้วยทุเรียนพันธุ์ Musang King

นอกจากนี้ ที่น่ากังวลคือกรณีการลักลอบนำเข้าทุเรียนเวียดนามเพื่อนำมาสวมสิทธิ์ว่าเป็นทุเรียนไทย เพื่อส่งออกไปยังจีนที่ภาครัฐไทยกำลังตรวจสอบ เนื่องจากตลาดจีนมีความนิยมในทุเรียนไทยสูงกว่า ตั้งแต่ปลายปี 2567 จีนได้ตรวจพบสารแคดเมียมและสารย้อมสี BY2 .ในทุเรียนเวียดนาม ส่งผลให้จีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพทุเรียนเวียดนามเพิ่มขึ้นทำให้ราคาทุเรียนในตลาดเวียดนามตกต่ำลงจนเป็นความเสี่ยงต่อการนำเข้ามาสวมสิทธิ์เพื่อส่งออก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของทุเรียนไทย หากจีนตรวจพบและเข้าใจผิดว่าเป็นผลผลิตมาจากไทยโดยตรง

โดยปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาทุเรียนภายในประเทศตกต่ำลงอย่างมาก จนราคาสามหลักในช่วงต้นฤดูกาล (120+ บาท/กก.) เหลือเพียงสองหลักในเดือนพ.ค. (ต่ำกว่า 95 บาท/กก.) นับเป็นระดับราคาที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรอย่างกว้างขวาง

สำหรับข้อเสนอทางรอดทุเรียนไทย เพื่อแก้ไขวิกฤตดังกล่าวในระยะยาว หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร ควรเร่งดำเนินมาตรการเชิงระบบเพื่อควบคุมมาตรฐานการผลิตทุเรียนให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะด้านคุณภาพและความปลอดภัยจากสารตกค้าง ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกร ล้งหรือโรงคัดบรรจุผลไม้ร่วมกันรับผิดชอบกระบวนการผลิต หากพบว่าล้งใดละเมิดมาตรฐาน ควรมีมาตรการลงโทษอย่างชัดเจน เช่น การห้ามส่งออกชั่วคราวหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ควรสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการคัดแยกคุณภาพ เช่น เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์แป้ง เครื่องเอกซเรย์ภายในผลทุเรียน และระบบติดตามตรวจสอบย้อนกลับผ่าน QR Code เพื่อลดข้อผิดพลาดและสร้างความโปร่งใส พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตทุเรียนคุณภาพในระยะยาว

ทั้งนี้ วิกฤตทุเรียนไทยปี 2568 ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ราคาผลิตตกต่ำหรือปัญหาชั่วคราว หากแต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนและถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ประเทศไทยยังคงพึ่งพาตลาดส่งออกหลักอย่างจีนมากเกินไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไทยจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานและชื่อเสียงของทุเรียนในระดับสากล เพราะหากไม่สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนำไปสู่การสูญเสียพื้นที่ทางการตลาดในตลาดโลกให้แก่ประเทศคู่แข่ง

โดยปัญหาความท้าทายที่มีความซับซ้อนและหลากหลายนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบและบูรณาการโดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร เพื่อรักษาความเป็นผู้นำของไทยในตลาดโลกและสร้างความเชื่อมั่นและยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมทุเรียนไทยในระยะยาว

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...