โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“ผมกับท่านฮุน เซ็นคุยกันตลอดอยู่แล้ว ทุกฝ่ายถือว่าต้องอย่าเติมเชื้อ เป็นเรื่องการกระทบกระทั่งที่ชายแดน แทนที่จะยิงกันก็เปลี่ยนมาเป็นเตะตะกร้อด้วยกันซะก็หมดเรื่อง” ดร.ทักษิณ ชินวัตร “ถ้าฝ่ายไทยยังลังเล กัมพูชาจะยังคงกดดันเราต่อไป เราต้องหยุดเล่นตะกร้อกับทหารของพวกเขา ในขณะที่นายพลของพวกเราโต้เถียงกันอยู่บนโต๊ะเจรจา” รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร

The Structure

อัพเดต 02 มิ.ย. 2568 เวลา 15.53 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2568 เวลา 08.53 น. • The Structure

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ได้แสดงทัศนคติว่า ปัจจุบันกัมพูชากำลังใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของฝ่ายความมั่นคงของไทย เพื่อสร้างสถานการณ์กดดันในแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยต้นเหตุมาจาก กระบวนการทำงานของฝ่ายความมั่นไทยที่เชื่องช้าและกระจัดกระจาย รวมถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ทำงานได้อ่อนแอ เป็นสัญญาณถึงความสับสนที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย ซึ่งกัมพูชาเองก็ทราบเรื่องนี้ และแสวงประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวได้ ทั้งในด้านการทหารและการเมือง

ทั้งนี้รัฐบาลกัมพูชามีแนวทางหลักสามประการ

  • แนวทางแรก คือ การแสดงออกถึงความเป็นผู้นำเชิงสัญลักษณ์ โดยที่นาย ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาอ้างว่าดังกล่าวสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยของกัมพูชา ในขณะที่พลโท ฮุน มานิต (น้องชายของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเน็ต) ได้นำคณะผู้บริหารเข้าเยี่ยมเยือนในพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนในพื้นที่

  • แนวทางที่สอง เป็นการเคลื่อนไหวทางการทหาร โดยกัมพูชาได้ปรับใช้ปืนใหญ่หนัก รถถัง และระบบขีปนาวุธ ซึ่งรวมถึง KS-1A และ KS-1C ที่ได้มาจากจีนและเครื่องยิงจรวดจากรัสเซีย ตามชายแดนไทย พร้อมทั้งคำมั่นว่าจะไม่มีการถอยทัพ โดยอ้างอิงถึงข้อเรียกร้องที่ดินก่อนจะมีการลงนามใน MoU 43 และใช้กระแสชาตินิยม เพื่อสร้างแรงสนับสนุนภายในประเทศท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง

  • แนวทางที่สาม เน้นไปที่การประนีประนอมทางการทูต ขณะที่มีการแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต เขากล่าวเตือนว่าการเจรจาระหว่างกองทัพกัมพูชาและไทยอาจจะเกิดขึ้นได้อย่างช้าๆ

เขาเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ที่มาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจได้จริง เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวสามารถเรียกประชุมฉุกเฉินและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

รศ.ดร.ปณิธาน ยังได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง ระบบการทำงานด้านความมั่นคงของไทยที่มีลักษณะกระจัดกระจาย รวมถึงความเฉื่อยชาและความซับซ้อนในระบบราชการไทย กับ การตอบสนองที่รวดเร็วและรวมศูนย์ของกัมพูชาภายใต้การนำของนายฮุนเซน

โดยได้เตือนว่า ความอ่อนแอของฝั่งไทยที่เห็นได้ชัดนี้ ได้ทำให้กัมพูชากล้าแสดงออกที่จะยืนยันข้อเรียกร้องของตน ซึ่งรวมถึงการสร้างถนนในเขตพื้นที่กันชนโดยใช้เงินบริจาคจากต่างประเทศ เพื่อให้สามารถขนส่งอาวุธเข้ามาภายในพื้นที่ได้

รศ.ดร.ปณิธาน ยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานความมั่นคงของไทยประสานงานกันอย่างเร่งด่วน โดยเร่งรัดให้มีการจัดประชุมฉุกเฉินที่มีความโปร่งใสมากขึ้น เพื่อเปิดให้นำไปสู่การเจรจาที่เกิดผลลัพธ์

“ถ้าฝ่ายไทยยังลังเล กัมพูชาจะยังคงกดดันเราต่อไป เราต้องหยุดเล่นตะกร้อกับทหารของพวกเขา ในขณะที่นายพลของพวกเราโต้เถียงกันอยู่บนโต๊ะเจรจา”

นอกจากนี้ รศ.ดร.ปณิธาน ยังเตือนว่าให้ระวังการพึ่งพากลไกของอาเซียนเกินไป โดยชี้ให้เห็นว่าสมาชิกบางประเทศก็มีท่าทีในการสนับสนุนกัมพูชา ซึ่งโดยส่วนตัวยังคิดว่าไม่น่าจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบขึ้น แต่ก็ไม่ปฏิเสธความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างกองทัพไทย-กองทัพกัมพูชา

“ถ้าไทยสู้ กัมพูชาจะแพ้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย กัมพูชาจะได้สิ่งที่เขาต้องการ หนทางเดียวที่จะเดินหน้าต่อได้ก็ คือ การใช้กลยุทธ์ด้านความมั่นคงที่กระตือรือร้นและมีเอกภาพ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...