บ้านบัวลอย จากร้านที่คิดจะปิดตัว ใช้ Content กู้วิกฤติ พลิกสู่แบรนด์ขนมไทยขึ้นห้าง
Text: Wipawan In.
Photo: Sunun Lorsomsab
เมื่อการเริ่มต้นธุรกิจไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง หลายคนอาจเลือกยอมแพ้ แต่สำหรับ “วิน-ธนภูริภัทร์ จันทร์กระจาย” เจ้าของแบรนด์ “บ้านบัวลอย” กลับเลือกเดินต่อ แม้จะเริ่มต้นจากคนที่ทำอาหารไม่เป็น ไม่มีพื้นฐานธุรกิจในกรุงเทพ แต่ความตั้งใจของเขาคืออยากทำให้บัวลอยเป็นเมนูที่คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จึงเลือกหยิบเมนูนี้มาเล่าในแบบของตัวเองจนเกิดเป็นแบรนด์ที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจ
สร้างสูตรบัวลอยของตัวเอง โดยมี AI เป็นที่ปรึกษา
ก่อนเปิดบ้านบัวลอย วินเคยทำคาเฟ่ที่ต่างจังหวัดมาก่อน จึงมองว่าการทำธุรกิจไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อหันมามองตลาดในกรุงเทพฯ ก็พบว่าร้านกาแฟมีการแข่งขันสูง จะเปิดคาเฟ่อีกกลัวว่าจะสู้การแข่งขันไม่ไหว เขาจึงเลือกหยิบบัวลอย ขนมไทยที่คุ้นเคยตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมาพัฒนาต่อ
“ช่วงแรกเราใช้วิธีรับบัวลอยปั้นสำเร็จ แต่ปัญหาการขนส่ง คุณภาพที่ควบคุมไม่ได้ และต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ธุรกิจเริ่มไปต่อไม่ได้ จนต้องตัดสินใจทำบัวลอยเองทั้งที่ไม่เคยเข้าครัวมาก่อน จากคนที่ไม่รู้แม้แต่บัวลอยทำจากแป้งอะไร เราเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างจากอินเทอร์เน็ต YouTube และ Google ก่อนจะมี ChatGPT เข้ามาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ เราใช้ AI วิเคราะห์สูตร ทดลองสัดส่วนวัตถุดิบ แนะนำการผสมแป้ง รวมถึงเสนอไอเดียวัตถุดิบธรรมชาติที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้เม็ดบัวลอย”
AI กลายเป็นเหมือนที่ปรึกษาที่ช่วยต่อยอดความคิด จนได้สูตรเฉพาะของบ้านบัวลอยที่ผสมความหนึบแบบโมจิและความเด้งแบบต๊อกเกาหลีเข้าด้วยกัน กว่าจะได้สูตรที่พอใจ ต้องทดลองทุกคืนหลังปิดร้าน ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้ทั้งสูตรแป้งและน้ำกะทิของตัวเอง แม้จะลดต้นทุนสำเร็จ แต่ปัญหาใหม่กลับเกิดขึ้น เมื่อลูกค้าในพื้นที่ยังมองว่าบัวลอยราคา 40 บาทแพงเกินไป เคยเปิดร้าน 1 วันและไม่มีออเดอร์เลยจนเริ่มวางแผนปิดกิจการ
ใช้คอนเทนต์ พลิกธุรกิจพียงข้ามคืน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อเพื่อนคนหนึ่งแวะมาที่ร้านช่วงใกล้ปิด และถ่ายคลิปขณะกำลังนั่งปั้นบัวลอยสด ๆ หลังร้าน คลิปที่ไม่ได้ตั้งใจถ่ายเพื่อการตลาดกลับเผยให้เห็นความตั้งใจจริง ทั้งการทำบัวลอย 7 สีจากวัตถุดิบธรรมชาติ และภาพเจ้าของร้านที่ลงมือทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง เมื่อคลิปถูกโพสต์ลงยอดวิวพุ่งหลักแสนภายในเวลาไม่ถึงวัน เช้าวันถัดมาลูกค้าหลายสิบคนมายืนต่อคิวหน้าร้าน บัวลอยที่เตรียมไว้ขายทั้งสัปดาห์หมดภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง
“แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงโชค เรากลับมองเห็นบทเรียนสำคัญว่าสิ่งที่ร้านขาดไม่ใช่คุณภาพของสินค้า แต่คือการสื่อสารหลังจากนั้นเราจึงเริ่มทำคอนเทนต์ด้วยตัวเองอย่างจริงจัง เล่าเรื่องเบื้องหลังการทำร้าน ความผิดพลาด และการแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา แม้แต่วันที่ลูกค้ารอนานจนบริการไม่ทัน เราก็อัดคลิปขอโทษด้วยความจริงใจ ภาพเจ้าของร้านที่พร้อมรับฟังและพร้อมปรับปรุง กลายเป็นบุคลิกของแบรนด์ที่ลูกค้าจดจำ”
จากร้านที่กำลังจะปิดตัว มีพนักงานเพียงคนเดียว เริ่มมีลูกค้าเดินทางมาจากต่างจังหวัด มีออร์เดอร์เดลิเวอรีต่อคิวจำนวนมาก และต่อยอดไปสู่การออกบูธตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ แม้ช่วงแรกจะยังไม่มีงบทำร้านสวยๆ ไม่มีระบบ หรือแบรนด์ดิ้งที่สมบูรณ์ แต่แบรนด์ใช้ผลงาน ความจริงใจ และเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นใบเบิกทาง จนค่อย ๆ ได้เรียนรู้ระบบการขายในห้าง และขยายโอกาสไปยังพื้นที่ใหม่อย่างต่อเนื่อง
จากการเดินเข้าหาห้าง สู่วันที่ห้างเดินเข้าหา
หลังร้านเริ่มเป็นที่รู้จักทางออนไลด์ วินมองว่าการรอลูกค้าเดินทางมาที่ร้านเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เขาจึงเลือกพา บ้านบัวลอย ออกไปหาลูกค้าแทน แม้จะไม่มีความรู้เรื่องการออกบูธหรือการเข้าห้างเลย แต่เขาเดินเข้าไปสอบถามประชาสัมพันธ์ห้างด้วยตัวเอง จนได้โอกาสทดลองเปิดบูธครั้งแรกที่เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน
“หลังจากได้เปิดบูธครั้งแรก เราก็ค่อย ๆ ตระเวนเปิดในหลายพื้นที่ ทั้งสยามพารากอน, ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และห้างอื่น ๆ แม้บางแห่งยอดขายไม่เป็นไปตามหวัง บางแห่งขาดทุน หรือได้พื้นที่เพียงเดือนเดียว แต่ทุกครั้งคือบทเรียนที่ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าแต่ละทำเล และนำมาปรับกลยุทธ์ของร้านอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าสร้างคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง เล่าเบื้องหลังการทำร้าน ความเหนื่อย ความผิดพลาด และการเติบโตแบบไม่แต่งเติม จนผู้คนเริ่มติดตามตัวตนของเจ้าของร้านควบคู่ไปกับแบรนด์”
“ความพยายามในการเล่าเรื่องของเรายังพาบ้านบัวลอยก้าวไกลกว่าที่คิด เมื่อได้รับโอกาสร่วมงานกับ SK-II และต่อยอดไปสู่การนำบัวลอยไทยไปเปิด pop – up ที่ประเทศสิงคโปร์ แม้งานครั้งนั้นจะไม่ได้สร้างกำไรมหาศาล แต่กลับสร้างเรื่องราวที่ทรงพลัง จนกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ ลูกค้าเริ่มจดจำบ้านบัวลอยในฐานะแบรนด์ขนมไทยที่กล้าลองสิ่งใหม่ และสามารถพาเมนูไทยไปต่างประเทศได้”
วินเล่าต่อว่า เรื่องราวนี้เองที่ไปสะดุดสายตาทีมผู้บริหารของศูนย์การค้า จนจากวันที่เขาเคยเป็นฝ่ายเดินถือพอร์ตเข้าขอพื้นที่ขาย กลายเป็นวันที่ห้างสรรพสินค้าเป็นฝ่ายยกหูโทรมาชวนให้เข้าไปเปิดร้าน พร้อมเสนอพื้นที่หลายแห่งให้เลือก ทั้งเซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และเซ็นทรัลลาดพร้าว ก่อนที่บ้านบัวลอยจะเลือกปักหมุดเปิดร้านถาวรที่เซ็นทรัลลาดพร้าว และขยายต่อไปยังสาขาอื่นในเครือเซ็นทรัลในเวลาต่อมา เส้นทางของบ้านบัวลอยจึงพิสูจน์ให้เห็นว่า การนำเสนอความจริงใจและคุณภาพผ่านคอนเทนต์ไม่ใช่แค่การสร้างยอดวิว แต่คือการสร้างความน่าเชื่อถือ จนทำให้โอกาสใหม่ ๆ เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาแบรนด์เอง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup