“JUMP+” เปิดแผนอนาคตบจ. ปลดล็อก Corporate Value เรียกความเชื่อมั่น
โครงการ “JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถูกผลักดันขึ้นมาในฐานะ “กลไกใหม่” ท่ามกลางภาพรวมตลาดทุนไทยที่เผชิญแรงกดดันทั้งจากเศรษฐกิจชะลอตัว ดัชนีที่ปรับลดลง และความน่าสนใจต่อผู้ลงทุนต่างชาติที่ถดถอย เพื่อปลุกการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผ่านการกำหนดเป้าหมายธุรกิจเชิงรุก การเปิดเผยข้อมูลเชิงคาดการณ์ และการยกระดับธรรมาภิบาลควบคู่กับความยั่งยืน
นายอำนวย จิรมหาโภคา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์ 1 และ ดูแลสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ภาพตลาดทุนไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “เสน่ห์ของตลาดทุนไทยลดลง” ทั้งในแง่ของมูลค่าการซื้อขาย (volume) และระดับดัชนีที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความสามารถทำกำไรของ บจ. ก็ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง
“สมัยก่อนเราพูดกันถึงดัชนี 1,700 จุด วอลุมวันละ 7–8 หมื่นล้าน แต่ช่วงสองปีที่ผ่านมา ดัชนีบางช่วงต่ำกว่า 1,200 จุด วอลุมเหลือเพียง 2–3 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าผู้ลงทุนสนใจเราน้อยลง” นายอำนวยกล่าว
“มองย้อนกลับไปในอดีต ตลาดทุนไทยเคยเป็นแชมป์ IPO อันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้มาโดยตลอด แม้กระทั่งสิงคโปร์ก็ยังสู้เราไม่ได้ แต่ช่วงหลังมานี้ ศักยภาพของเราเริ่มถดถอยลง จากอันดับหนึ่งร่วงลงมาอยู่อันดับสอง บางเรื่องแย่ลงไปถึงอันดับสาม และล่าสุดส่วนแบ่งของเราอาจเหลือเพียงเลขหลักเดียว หรือประมาณ 6-7% เท่านั้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไทยกำลังลดลงเรื่อยๆ”
นอกจากนี้ ยอดขายและกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยไม่เติบโตมาระยะหนึ่งแล้ว ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมียอดขายรวมกันราว 17-18 ล้านล้านบาท และทำกำไรได้ประมาณ 9 แสนถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขดูเหมือนเยอะ แต่ “ตัวเลขเหล่านี้มันหยุดนิ่งและไม่เติบโตเลยมาพักใหญ่แล้ว”
นายอำนวยกล่าวว่า ถ้ามองภาพใหญ่จะเข้าใจทันทีว่า เป็นเพราะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวมานานมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการเติบโตของ GDP รายได้ และกำไรของบริษัทจดทะเบียนของไทยน้อยกว่า “จุดนี้ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนเรื่องกลยุทธ์การเติบโตกันใหม่”
ไม่เพียงเท่านั้น อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity:ROE) ของ บจ. โดยรวมยังลดลงจากระดับ “สิบกว่าถึงเกือบ 20%” เหลือเพียง “หลักหน่วย” สะท้อนศักยภาพการเติบโตที่ถดถอย ขณะที่รายได้และกำไรโดยรวม “แทบไม่ขยายตัว”
นายอำนวยกล่าวว่า ผลกระทบที่ตามมาคือ บริษัทจดทะเบียนไทยจะขยายการลงทุนได้ยากขึ้นเรื่อยๆ การจะออกไปเติบโตด้วยการระดมทุนเพิ่มทุน หรือการทำ M&A (Merger&Aquisition) เพื่อควบรวมกิจการ ก็ไม่สามารถทำได้บนโครงสร้างราคาหุ้นที่ไม่มีความพร้อมและไม่เหมาะสม
จาก “Pain Point” สู่ JUMP+ สูตรผสม Demand–Supply
“เมื่อเราพบ Pain Point ของตลาดทุนไทยแบบนี้แล้ว คำถามสำคัญคือเราจะแก้ไขมันอย่างไร? วิธีการคือเราต้องหันไปศึกษาโมเดลจากต่างประเทศ ซึ่งหลายประเทศก็เคยเจอปัญหาที่คล้ายคลึงกับเรา แม้รายละเอียดจะไม่ได้เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม” นายอำนวยกล่าว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากคือ ‘ญี่ปุ่น’ ซึ่งเป็นประเทศที่มีสภาพคล่องและมีเม็ดเงินสูง ทางรัฐบาลของญี่ปุ่นจึงได้ริเริ่มโครงการสำคัญขึ้นมาโครงการหนึ่ง เรียกว่า Corporate Value Up ซึ่งโครงการนี้เป็นต้นแบบและเป็นที่มาของแนวคิดตลาดหลักทรัพย์ฯโดยหลักการคือ หากบริษัทจดทะเบียนไหนมีการกำหนดเป้าหมายการเติบโตที่ชัดเจน และสามารถสื่อสารทิศทางนี้กับผู้ลงทุนได้อย่างโปร่งใส รัฐบาลก็จะมีมาตรการจูงใจ (Incentive) ให้ เช่น การลดหย่อนภาษี
ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังได้ออกอีกหนึ่งโครงการควบคู่กันและประสบความสำเร็จอย่างมาก นั่นคือ NISA (Nippon Individual Savings Account) ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบของโครงการออมเงินเพื่อการลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังจะนำมาปรับใช้ ผลลัพธ์จากการผลักดันทั้งสองโครงการนี้ร่วมกัน ทำให้ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นพุ่งทะยานจากเดิมที่ไม่ถึงหมื่นจุด ขึ้นไปแตะระดับสามหมื่นถึงสี่หมื่นจุดได้สำเร็จ
นายอำนวยอธิบายว่า NISA คือการขับเคลื่อนฝั่ง Demand หรือการสร้างกำลังซื้อให้เกิดการลงทุน ส่วนโครงการ Corporate Value Up คือการขับเคลื่อนฝั่ง Supply ที่บังคับและกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูล มีเป้าหมายที่ชัดเจน และให้ภาพอนาคต (Forward Looking) แก่นักลงทุน เมื่อ Demand และ Supply มาบรรจบกันในจุดที่เหมาะสม การซื้อขายและการเติบโตในตลาดจึงเกิดขึ้นได้
เมื่อเห็นญี่ปุ่นทำสำเร็จ ‘เกาหลีใต้’ ก็หยิบยกโมเดลนี้ไปปรับใช้เช่นกัน แม้ว่าเกาหลีใต้จะมีโจทย์และปัญหาเฉพาะตัวที่ต่างออกไป ปัญหาของเกาหลีใต้คือการมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ระดับโลกหรือที่รู้จักกันในนาม ‘กลุ่มแชบอล’ (Chaebol) ซึ่งแม้ธุรกิจจะแข็งแกร่งและเติบโตดีมาก แต่โครงสร้างการถือหุ้นและการบริหารภายในของกลุ่มตระกูลต่างๆ นั้นซับซ้อนและโยงใยกันจนยากที่จะระบุเจ้าของที่แท้จริง
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้าไปลงทุนในเกาหลีใต้ จึงมักเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Korean Discount หมายความว่าต่อให้เป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน มีศักยภาพเท่ากัน แต่หุ้นเกาหลีใต้จะถูกกดมูลค่าให้ต่ำกว่าหุ้นของไต้หวันหรือญี่ปุ่นเสมอ
รัฐบาลเกาหลีใต้จึงประกาศว่าจะเปลี่ยนจาก Korean Discount ให้กลายเป็น Korean Premium ด้วยการเปิดตัวโครงการ Corporate Value Up เวอร์ชันเกาหลี ซึ่งเพิ่งเริ่มทำไปเมื่อปีที่แล้วและได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก โครงการนี้เน้นให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ และมุ่งเป้าไปที่กลุ่มแชบอลขนาดใหญ่โดยตรง ซึ่งมีบริษัทเข้าร่วมราวๆ 180 บริษัท
นอกจากตัวโครงการจะออกแบบมาได้ดีแล้ว “เกาหลีใต้ยังมีข้อได้เปรียบตรงที่ภาคธุรกิจของประเทศเกาะไปกับกระแสโลก (Mega Trend) ทั้งเรื่อง AI และนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ของเกาหลีใต้ พอแก้เรื่องการให้ข้อมูล เงินก็ไหลเข้าทันที”
จากการศึกษาของทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ริเริ่มโครงการในลักษณะเดียวกันในชื่อ JUMP+ มุ่งสลายข้อจำกัดของ บจ. ไทยผ่าน 3 เสาหลัก คือ หนึ่ง ต้องสร้างและขับเคลื่อนให้เกิด Growth ขยับตัวจากการอยู่เฉยๆ มาเป็นการเติบโตเชิงรุก สอง ต้องมีการสื่อสารข้อมูลเชิงคาดการณ์ (Forward Looking) ที่ชัดเจนและวัดผลได้จริง เพื่อพิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นทิศทางอนาคต และ สาม การสร้างแรงจูงใจ (Incentive) ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลและความยั่งยืน
นายอำนวยอธิบายว่า หลักแรกคือ‘ต้องมีการเติบโต’ หมายความว่าเมื่อบริษัทก้าวเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว จะอยู่เฉยๆ แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป ต้องเติบโต หลักที่สองคือ‘การสื่อสารที่ชัดเจน’ เมื่อมีการจัดทำแผนกลยุทธ์ ต้องสื่อสารให้ผู้ลงทุนรับทราบอย่างโปร่งใส และที่สำคัญคือต้องสามารถวัดผลได้จริง เพื่อพิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นว่าบริษัททำได้ตามที่พูดและมีแผนงานรองรับอย่างเป็นรูปธรรม และหลักที่สามคือ‘มาตรการจูงใจ’ (Incentive) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และภาครัฐอยากจะสนับสนุน เพื่อเอื้อให้บริษัทเหล่านั้นสามารถขับเคลื่อนการเติบโต (Growth) ได้อย่างเต็มศักยภาพ
“นี่คือแนวคิดของตลาดหลักทรัพย์ เริ่มต้นจากการมองเห็น Pain Point นำไปสู่การศึกษาถอดบทเรียนจากต่างประเทศ จนออกมาเป็นแผนงาน” นายอำนวยกล่าว
นายอำนวยกล่าวว่า ปัญหาของตลาดทุนไทยกับญี่ปุ่นมีทั้งส่วนที่คล้ายและไม่คล้าย ส่วนที่คล้ายกันคือ ‘ภาพรวมเศรษฐกิจไม่เติบโตเหมือนกัน’ แต่ความได้เปรียบที่ญี่ปุ่นมีมากกว่าไทยคือ แม้เศรษฐกิจในประเทศจะนิ่ง แต่บริษัทจดทะเบียนของญี่ปุ่นออกไปเติบโตและสร้างรายได้จากต่างประเทศ ประกอบกับในฝั่ง Demand หรือเม็ดเงินลงทุน คนญี่ปุ่นมักเก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่ค่อยนำมาลงทุน รัฐบาลจึงต้องเข้ามาแก้โจทย์ด้วยการออกโครงการ NISA เพื่อดึงเงินออมมาสู่ตลาดทุน
ส่วนจุดต่างที่สำคัญมากมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความพร้อมทางด้านเม็ดเงินสูง ภาครัฐจึงสามารถอัดฉีดมาตรการจูงใจ (Incentive) หรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้เต็มที่ ในขณะที่ไทย ทั้งงบประมาณภาครัฐหรือตลาดหลักทรัพย์ฯ เองไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น สิทธิประโยชน์ต่างๆ จึงอาจทำได้จำกัดกว่า และเรื่องที่สองคือ โครงการของญี่ปุ่นขับเคลื่อนในระดับวาระแห่งชาติ (National Agenda) มีรัฐบาลสนับสนุน เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่ประธานาธิบดีเป็นผู้ประกาศแคมเปญ Corporate Value Up ด้วยตัวเอง
แต่ของประเทศไทย ปัจจุบันยังเป็นการผลักดันหลักๆ ในระดับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แม้จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบ้างก็ตาม
นายอำนวยอธิบายลึกไปที่ ‘เกาหลีใต้’ ที่ทำสำเร็จได้ในเวลาเพียงปีเดียวว่า จุดแข็งและบริบทเกาหลีใต้แตกต่างจากไทย ปัญหาของเกาหลีใต้ไม่ใช่เรื่อง Growth หรือความสามารถในการเติบโต เพราะกลุ่มแชบอลมีบริษัทที่แข็งแกร่งมากอย่าง Samsung หรือ LG และยังมีธุรกิจแห่งอนาคตที่เป็น Mega Trend อย่าง AI และบริษัทเทคโนโลยีอยู่ในพอร์ตจำนวนมากซึ่งถ้าพูดภาษาเข้าใจง่ายๆ คือ ‘มีหุ้นที่เป็นตัวลีดตลาดอยู่จำนวนมาก’ ธุรกิจพร้อมจะโตอยู่แล้ว
แต่ปัญหาที่ทำให้เกาหลีใต้โดน Korean Discount คือเรื่อง ‘การให้ข้อมูลกับนักลงทุน’ ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อน โยงใยกันในกลุ่มตระกูล และการเปิดเผยข้อมูลส่วนใหญ่ก็เป็นภาษาเกาหลี ไม่มีภาษาอังกฤษ นักลงทุนต่างชาติจึงเข้าถึงยาก เมื่อโครงการ Corporate Value Up ของเกาหลีใต้เข้ามาทลายข้อจำกัดตรงนี้ บังคับให้เปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนและสื่อสารแผนในอนาคตเป็นสากล เม็ดเงินที่รออยู่ทั่วโลกจึงพร้อมสวิตช์และหลั่งไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนเกาหลีใต้อย่างรวดเร็วทันที
143 บริษัท กับ “แผนเกือบ 300 แผน”
นายอำนวยกล่าวว่า สำหรับตลาดทุนไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งดัชนีปรับตัวลดลงไปค่อนข้างมาก จะเรียกว่าเป็นภาวะ Thailand Discount ก็ได้ แต่เป็น Discount ที่เกิดจาก ‘เราไม่โต’ ซึ่งต่างจากเกาหลีใต้ ที่ธุรกิจโตแต่หุ้นถูกเพราะขาดเรื่องการเปิดเผยข้อมูล เมื่อแก้เรื่องการเปิดเผยข้อมูลเงินก็ไหลมา แต่ของไทยไม่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่แข่งขันระดับโลกได้ ไทยจึงมีปัญหาทั้งเรื่อง Growth ที่ไม่เติบโต และเรื่องการเปิดเผยข้อมูลไปพร้อมๆ กัน
นายอำนวยกล่าวว่า การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่น่าจะเป็นภาระของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะภาครัฐอาจจะมีกําลังจํากัด ดังนั้นภาคเอกชนก็ควรจะมีส่วนด้วย หากภาคเอกชนสามารถทําให้ตัวเองโตได้ ก็น่าที่จะทําให้ประเทศโตขึ้น “เรายังเชื่อว่าประเทศเราน่าที่จะมีอนาคตที่ดีกว่านี้”
“ดังนั้น โจทย์ของตลาดทุนไทยจึงท้าทายกว่ามาก เพราะการสร้าง Growth หรือการฟื้นฟูศักยภาพการเติบโตของธุรกิจต้องใช้เวลา ไม่ใช่แค่ประกาศแผนงานแล้วตัวเลขกำไรจะกระโดดขึ้นมาได้ทันที แต่บริษัทจดทะเบียนไทยต้องลงมือทำให้เห็นจริงในระยะยาว” นายอำนวยกล่าวและว่า โครงการ JUMP+ จึงให้เวลาบริษัทจดทะเบียนทำตามแผนเป็นระยะ 3 ปี
ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมโครงการ 143 แห่ง ( ณ 31 มีนาคม 2569)ครอบคลุมมูลค่าตลาดรวมกว่า 2.2–2.3 ล้านล้านบาท จากการคัดกรองกว่า 800 บริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เข้าร่วมมีความพร้อมด้านฐานะการเงินและธรรมาภิบาล
สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทเหล่านี้นำเสนอ“แผนธุรกิจรวมเกือบ 300 แผน” หรือเฉลี่ยมากกว่า 2 แผนต่อบริษัท” และ“กว่าครึ่งตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% ภายใน 3 ปี”
“มันเป็นสัญญาณที่ดี อย่างน้อยความตั้งใจที่จะโตมันเกิดขึ้นแล้ว” นายอำนวยกล่าว
JUMP+ ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการเติบโตเชิงตัวเลข แต่ครอบคลุม 3 มิติ
นายอำนวยกล่าวว่า แผน JUMP+ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมเรื่องธรรมาภิบาล (Governance) ด้วย โดยบริษัทกว่า 140 แห่งที่เข้าร่วมโครงการได้รับโจทย์ให้เลือกแผนพัฒนา 3 แผนจากทั้งหมด 14 แผน ซึ่งแผนที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ การต่อต้านทุจริต และการสนับสนุนระบบ Whistleblower เพื่อให้พนักงานสามารถรายงานความผิดปกติภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับคุณภาพการกำกับดูแลกิจการควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ
นอกจากนี้ แผน Climate Action ยังเป็นอีกหนึ่งแผนที่ได้รับการตอบรับดีมาก แม้จะเป็นตัวเลือกที่ไม่บังคับ แต่มีบริษัทเลือกถึงราว 80–90% เนื่องจากทุกฝ่ายตระหนักดีว่าปัญหาก๊าซเรือนกระจกจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต โดยโครงการช่วยให้บริษัทที่ยังไม่เคยติดตามการปล่อยก๊าซเริ่มต้นจัดทำบัญชีคาร์บอน และช่วยให้บริษัทที่มีข้อมูลอยู่แล้ววางแผนลดการปล่อยก๊าซอย่างเป็นรูปธรรม
นายอำนวยกล่าวว่า บริษัทกว่า 140 แห่งที่เข้าร่วมโครงการมีความหลากหลายมาก ครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรม ทั้งโรงกลั่น ธุรกิจการเงิน โรงพยาบาล และท่องเที่ยวบริการ แต่ละบริษัทจึงมีทิศทางการเติบโตที่แตกต่างกันไปตามบริบทของตัวเอง ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของโครงการ เพราะการที่แต่ละบริษัทคิดและโตไม่เหมือนกันจะทำให้เห็นได้ชัดว่าใครสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วหรือช้ากว่ากัน
ในแง่ของขนาดองค์กร บริษัทขนาดเล็กมีแนวโน้มเติบโตเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ง่ายกว่าเพราะฐานเล็ก ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่แม้จะมีทั้งกำลังคนและกำลังเงิน แต่การเติบโตในเปอร์เซ็นต์สูงๆ กลับทำได้ยากกว่าเพราะฐานใหญ่อยู่แล้ว ทั้งนี้ทิศทางและเป้าหมายการเติบโตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายจัดการเป็นหลัก
สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว นายอำนวยกล่าวว่า JUMP+ และ Value Creation มีความหมายใน 3 มิติ คือ การสร้างมูลค่าขององค์กรให้โตขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณ หรือ Business Growth การเติบโตของธุรกิจที่วัดได้ชัดเจน ในเชิงคุณภาพ Governance เพื่อให้บริษัทมีธรรมาภิบาลที่ดีเพิ่มสูงขึ้น และในเชิงของอนาคต Forward Looking
ในเชิงปริมาณ บริษัทเข้าจดทะเบียนต้องมีการเติบโต และต้องสื่อสารให้กับผู้ลงทุนได้ทราบอย่างชัดเจนเพื่อให้วัดผลได้ว่าเติบโตได้และมีแผนงานรองรับอย่างแท้จริง
ในเชิงคุณภาพ การยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร โดยใช้คะแนน CGR ของ IOD เป็นตัวชี้วัด เช่น บริษัทที่ได้ 3 ดาวขยับเป็น 4–5 ดาวในอีก 3 ปีข้างหน้า และเชิงอนาคต เช่น Climate change คือการวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะกระทบธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน ในเชิงของอนาคต Forward Looking ก็จะมีผลบวก ในอดีต Sophisticated Investor ที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางการเติบโตของบริษัทมักต้องอาศัยการคาดเดา การสัมภาษณ์ หรือการรวบรวมข้อมูลเป็นจุดๆ แล้วนำมาวิเคราะห์เอง แต่โครงการ JUMP+ จะช่วยเปลี่ยนวิธีการนี้ โดยให้ฝ่ายจัดการของบริษัทเปิดเผยแผนงานในอนาคตอย่างชัดเจน พร้อมตัวชี้วัดที่วัดได้และการรายงานผลทุก 6 เดือน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้โดยตรง และเมื่อนักลงทุนได้รับประโยชน์จากความโปร่งใสนี้ บริษัทจดทะเบียนเองก็จะเริ่มเห็นคุณค่าและยอมรับแนวทางนี้ตามมา
กติกาใหม่: “ทําได้ก็บอก ทําไม่ได้ยิ่งต้องบอก”
ภายใต้โครงการ JUMP+ ตลท. ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญต่อวัฒนธรรมการสื่อสารของบริษัทจดทะเบียน โดยกำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการต้องรายงานความคืบหน้าของแผนธุรกิจต่อนักลงทุนอย่างน้อยทุก 6 เดือน ผ่านเวที Opportunity Day ควบคู่ไปกับการรายงานงบการเงิน
หัวใจสำคัญของการสื่อสารแนวใหม่นี้คือการยึดหลัก “Investor is King” ที่มุ่งเน้นความตรงไปตรงมาในทุกมิติ ไม่ว่าธุรกิจจะเป็นไปตามเป้าหมาย เผชิญอุปสรรคระหว่างทาง หรือไม่เป็นไปตามแผน เพราะโดยธรรมชาติแล้ว หากนักลงทุนไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน มักจะประเมินสถานการณ์ในแง่ลบไว้ก่อน ในทางกลับกัน หากบริษัทสามารถอธิบายบริบทได้อย่างโปร่งใส เช่น การเผชิญวิกฤติไม่คาดคิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่แก้ปัญหาจนผ่านพ้นมาได้ เรื่องราวการแก้เกมเหล่านี้กลับจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการนิ่งเงียบหรือปกปิดข้อมูล แม้การรายงานความจริงอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะถอนตัว แต่นั่นคือสิทธิ์ของนักลงทุน ขณะที่นักลงทุนอีกจำนวนมากพร้อมที่จะเดินหน้าต่อหากได้รับคำอธิบายที่มีเหตุผลรองรับ สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกอย่างต้องพูดคุยกันอย่างเปิดเผย
“ผมเห็นว่า ไม่ว่าจะทำได้ตามเป้า หรือแย่กว่าเป้า ก็ยิ่งต้องเล่าให้นักลงทุนฟังอย่างโปร่งใส เช่น หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างสงครามในตะวันออกกลาง แล้วเราแก้เกมอย่างไรจนพยุงธุรกิจไว้ได้ นักลงทุนจะชอบฟังเรื่องราวแบบนี้ ถ้าเราเชื่อว่า Investor is King และมองว่านักลงทุนคือคนสำคัญ เราจำเป็นต้องเล่าความจริงเพื่อช่วยให้เขาปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริง ของบริษัท เพราะหากขาดข้อมูล นักลงทุนมักจะมองในแง่ลบไว้ก่อน แต่ถ้าเราสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ‘ทำได้ก็บอก ทำไม่ได้ยิ่งต้องบอก’
แน่นอนว่าบางรายอาจเลือกยุติการลงทุนเมื่อทราบว่าไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่เข้าใจได้ แต่นักลงทุนอีกส่วนหนึ่งจะเข้าใจเหตุผลและพร้อมที่จะอยู่กับบริษัทต่อไป การสื่อสารที่โปร่งใสและการเปิดอกคุยกันต่อหน้าสาธารณชน ทั้งต่อหน้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. และสื่อมวลชน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ฝ่ายบริหารต้องทำงานภายใต้กรอบธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด โดยไม่กล้าปล่อยปละละเลยเพราะรู้ว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา” นายอำนวยกล่าว
เปลี่ยน Mindset: จาก “ไม่กล้าพูดอนาคต” สู่ “Forward Looking”
การผลักดันให้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเปิดเผยเป้าหมายและแผนการดำเนินงานในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โครงการ JUMP+ คือ หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดของ การสื่อสารให้ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน
ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนไทยจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเปิดเผยประมาณการผลประกอบการ ส่วนหนึ่งเพราะในอดีตตลาดหลักทรัพย์เคยกำหนดให้บริษัทจัดทำประมาณการงบการเงินฉบับเต็ม แต่เมื่อทำไม่ได้ตามที่วางไว้ แนวปฏิบัตินี้ก็ถูกยกเลิก ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดถึงตัวเลขผลประกอบการในอนาคตมาหลายปี
กฎกติกาเดิมของตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุไว้เพียงว่า หากบริษัทต้องการเปิดเผยตัวเลขประมาณการกำไรหรือตัวเลขทางการเงินที่สำคัญ จะต้องทำอย่างระมัดระวังและอยู่บนข้อสมมติฐานที่สมเหตุสมผล พร้อมทั้งประกาศต่อสาธารณะ แต่ที่ผ่านมา กลับไม่เคยมีการตีความหรือออกแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่า คำว่า ‘สมเหตุสมผล’ นั้นวัดจากอะไร ผลลัพธ์ก็คือทำให้ผู้บริหารส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่พูดถึงอนาคตเลย “ตัวเลขผลประกอบการคาดการณ์จึงกลายเป็นสิ่งที่ฝ่ายจัดการของบริษัทจดทะเบียนไม่ยอมแตะต้องเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา”
“ในปัจจุบัน บริบทเหล่านี้กำลังเริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อหันไปมองตลาดทุนต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือฮ่องกง เราจะพบว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการสื่อสารเรื่องอนาคตมากขึ้น เพราะเป้าหมายหลักคือการตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุน” นายอำนวยกล่าว
สิ่งสำคัญคือ การให้ข้อมูลแบบ ‘Forward Looking’ หรือ การเปิดเผยแผนงานและคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคตให้ผู้ลงทุนทราบอย่างทั่วถึง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Seven Eleven, ASICS หรือ Suntory ที่ระบุไว้ในรายงานประจำปี (Annual Report) อย่างชัดเจนเลยว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้าบริษัทจะมีกำไรเท่าไหร่ หรือมี EBITDA อยู่ที่ระดับไหน แม้แต่ยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้อย่าง Samsung หรือ LG เองก็เดินหน้าสื่อสารในทิศทางนี้เช่นเดียวกัน”
“สิ่งที่หลายฝ่ายพูดถึงในหลายเวทีคือเรื่อง ‘Mindset ของบริษัทจดทะเบียน’ ที่กำลังจะเปลี่ยนไป เพราะแต่เดิมบริษัทส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงการพูดถึงตัวเลขประมาณการกำไรในอนาคต แต่ภายใต้โครงการนี้ เรากำลังกระตุ้นให้เขากำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงตัวเลขในอนาคต” นายอำนวยกล่าว
สร้างกลไกตรวจสอบ 3 ชั้น
แน่นอนว่าย่อมมีคำถามตามมาว่า ‘เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่การพูดเกินจริง?’ หรือตัวเลขอยู่ในวิสัยที่บริษัทจะทำได้จริง?
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการ “พูดเกินจริงเพื่อสร้างราคาหุ้น” ตลท. ได้วาง กลไกป้องกันเข้มงวด 3 ด่าน
นายอำนวยชี้แจงถึงกลไกการคัดกรอง (Screening) ที่เข้มข้นว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ประเภท ‘พูดในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้’ โดยมีกลไกตรวจสอบ 2 ชั้น
ชั้นแรกเริ่มต้นจากการคัดกรอง บจ. ที่มีฐานะการเงินไม่มั่นคง หรือมีพฤติกรรมในอดีตที่ไม่เหมาะสมออกไปก่อน ซึ่งจากทั้งหมดกว่า 800 บริษัทในตลาด มีบริษัทที่ถูกคัดออกไปถึงประมาณ 200 บริษัท จนเหลือกลุ่มบริษัทที่เชื่อมั่นเพียง 140 กว่าบริษัทเข้าร่วมในโครงการนี้
”เพราะฉะนั้น เหลือกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการจริงประมาณ 140 กว่าบริษัทที่เชื่อมั่นว่ามีศักยภาพและวางใจได้” นายอำนวยกล่าว
ชั้นที่ 2 สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือ ‘Commitment ต่อสาธารณะ’ เพราะแผนงานเหล่านี้ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (Board) และประกาศต่อสาธารณชน นั่นหมายความว่าบอร์ดต้องร่วมรับผิดชอบต่อคำมั่นที่ให้ไว้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในเชิงธรรมาภิบาล
ชั้นที่ 3 การติดตามผล ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับความร่วมมอจากพันธมิตรหลายภาคส่วนในตลาดทุน ทั้งจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ที่จะเข้ามาช่วยติดตามอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการดูแลของตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงาน ก.ล.ต.
ในเชิงกลไก หากบริษัทใดที่เข้าร่วมโครงการแล้วมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือถูกหน่วยงานกำกับดูแลดำเนินการตามกฎหมาย ก็จะทำการถอดชื่อออกจากโครงการทันที
“เราคงไม่สามารถการันตีได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราพยายามสร้างระบบป้องกันให้รัดกุมที่สุด โดยเน้นไปที่การติดตามอย่างต่อเนื่อง บริษัทต้องออกมาชี้แจงความคืบหน้าบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการให้ข้อมูลลง” นายอำนวยกล่าว
หนุน บจ. เล็กเจอ ‘Big Four’ ปูทางสู่ New S-Curve
นายอำนวยเล่าวว่า โครงการ JUMP+ เริ่มมีการวางแผนภายในตลาดหลักทรัพย์มาประมาณหนึ่งปี โดยเริ่มหารือกันตั้งแต่ปี 2567 และเปิดโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2568 ในช่วงแรกได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนในหลักการ แต่ด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐ เนื่องจากข้อจำกัดด้านฐานะการคลังของประเทศ
นายอำนวยกล่าวว่า แนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังโครงการนี้คือ การเปลี่ยนมุมมองต่อการเติบโตของประเทศ จากเดิมที่มักมองว่าเป็นความรับผิดชอบให้ภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว มาสู่แนวคิดว่าภาคเอกชนเองก็ควรมีบทบาทสำคัญ หากบริษัทเอกชนสามารถเติบโตได้ ก็จะช่วยขับเคลื่อน GDP ของประเทศไปพร้อมกัน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้ามาทำหน้าที่เสริมแรงให้ภาครัฐ แทนที่จะรอให้ภาครัฐเป็นผู้ผลักดันเพียงลำพัง
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จูงใจบริษัทที่เข้าร่วมโครงการด้วยการสนับสนุนทางการเงิน บริษัทละ 5 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจาก กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) รวมกว่า 500 ล้านบาทสำหรับกว่า 100 บริษัท ซึ่งไม่ใช่การให้เปล่า แต่เป็นลักษณะคนละครึ่ง คือตลาดหลักทรัพย์ออกให้ครึ่งหนึ่ง และบริษัทต้องร่วมออกเงินอีกครึ่ง ทำให้เงินที่ใช้ในโครงการสูงถึงราว 1,000 ล้านบาท
“เราไม่ได้ให้เปล่า บริษัทต้องใช้เงินตัวเองด้วย เมื่อรวมกันแล้วจะคิดเป็นเงินระดับพันล้านบาท” นายอำนวยกล่าว
อย่างไรก็ตาม นายอำนวยกล่าวว่า โครงการ JUMP+ ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาด้านสิทธิประโยชน์ให้มีความครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิภาษีที่ยังต้องผลักดันต่อไป ตลาดหลักทรัพย์ยังคงมุ่งมั่นหาแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้บริษัทจดทะเบียนได้รับการสนับสนุนอย่างแท้จริงจากตลาดทุนไทย
นอกจากนี้ ได้จัดให้มี Advisory Pool ที่รวมที่ปรึกษาชั้นนำ ทั้งด้านการเงิน กฎหมาย และธุรกิจ เพื่อช่วยบริษัทวิเคราะห์และออกแบบแผนเติบโตอย่างเป็นระบบ และเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดกลางและเล็กที่ปกติเข้าไม่ถึงที่ปรึกษาระดับ Big Four ได้รับการพัฒนาแผนธุรกิจอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ตลท. ยังอุดหนุนการจัดคอร์ส Training เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งด้าน Investor Relations (IR), ทักษะความเป็นผู้นำ (Leadership) และกลยุทธ์ธุรกิจ พร้อมขอความร่วมมือสมาคมนักวิเคราะห์ฯ ให้นักวิเคราะห์ จัดทำบทวิเคราะห์ให้ “ครบทั้ง 143 บริษัท” เพื่อแก้ปัญหาหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มักจะไม่มีนักวิเคราะห์คอย Cover ข้อมูล ซึ่งบทวิเคราะห์เหล่านี้จะเป็นตัวจุดชนวนให้นักลงทุนหันมาสนใจและช่วย Unlock Value (ปลดล็อกมูลค่า) ที่ซ่อนอยู่ของบริษัทขนาดเล็กได้
เป้าหมาย 3 ปี ดัน Dashboard วัดผลรายตัว
นายอำนวยยอมรับว่า JUMP+ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ผลลัพธ์ แต่เชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้บริษัทจดทะเบียน “คิดเรื่องการเติบโตและสื่อสารกับนักลงทุนอย่างโปร่งใส” จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดทุนไทย
สัญญาณเชิงบวกเริ่มปรากฏ เมื่อมีนักลงทุนต่างชาติสอบถามถึงโครงการ และตั้งคำถามว่าทำไมบางบริษัท “ไม่เข้าร่วม”
“Investor is King เขาอยากได้ข้อมูลที่ชัดเจน ถ้าเราบอกแผนเขาได้ เขาจะตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้น” นายอำนวยกล่าว
สำหรับภาพสะท้อนในอีก 3 ปีข้างหน้าของโครงการ JUMP+ นายอำนวย กล่าวว่า ตลท. ได้จัดทำแดชบอร์ดเพื่อวัดผล บจ. ในโครงการเป็นรายตัว โดยติดตามทั้งค่า P/BV, ROE, ยอดขาย และกำไรสุทธิ เพื่อดูว่าเมื่อจบสิ้นปี มูลค่ารวมของ 143 บริษัทจะเติบโตขึ้นอย่างไร นอกจากนี้ ยังเตรียมบรรจุรางวัลสำหรับโครงการ JUMP+ เข้าไปในงานรางวัล SET Awards ในปีหน้า รวมถึงเตรียมจัดงานใหญ่ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ 2 วันในไตรมาส 3 เพื่อทำ Onsite Investor Day ให้ผู้ประกอบการไทยได้พบกับนักลงทุนไทย พร้อมกับเดินสายทำ International Roadshow เพื่อดึงเม็ดเงินต่างชาติในอนาคต
“เป้าหมายคือเราอยากเห็นว่าใน 3 ปีข้างหน้าบริษัทเข้าร่วมโครงการมีความเข้มแข็งขึ้น มี Value มากขึ้น” นายอำนวยกล่าว
ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดหวังว่าบริษัทที่เข้าร่วมจะสามารถเติบโตได้จริงตามแผนงานที่วางไว้ เพราะการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และมีแรงผลักดันจากคณะกรรมการ ผู้ถือหุ้นและนักวิเคราะห์ จะทำให้ฝ่ายจัดการพยายามมากขึ้น ให้ข้อมูลมากขึ้น ซึ่งต่อให้ในอนาคตจะมีบางแผนงานที่ทำไม่ได้ตามเป้า การให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งการแก้ไข ย่อมดีกว่าการปล่อยไปโดยไม่ทำอะไรเลย
“ผมยังเชื่อในศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทย ว่าน่าที่จะทําได้ตามเป้าหรือบางบริษัทอาจจะสูงกว่าเป้า หรือแม้แต่ต่ํากว่าเป้าก็แล้วแต่ แต่ดีกว่าไม่ทําอะไรเลย เพราะฉะนั้น เราเชื่อว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าเขาน่าจะทําได้ตามที่เขากําหนดไว้” นายอำนวยกล่าว
“ในเชิงเศรษฐกิจภาพใหญ่ บริษัทไทยอาจจะโตยากตราบใดที่ GDP Growth ของประเทศยังต่ำ แต่ในมุมกลับกัน หุ้นไทยหลายตัวมีศักยภาพสูงมากและให้ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 6-7% สิ่งที่เราทำในวันนี้ คือ การเตรียมความพร้อมของบริษัทจดทะเบียนไทยให้แข็งแกร่งที่สุด เมื่อมีบางอย่างที่ทําให้ประเทศโต ก็จะไปได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ” นายอำนวยกล่าว