โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘สถานะ’ เป็นเรื่องจำเป็น? เหตุใดไทยถึงเดินหน้าทำ ‘บัตรประจำตัว’ ให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา

TODAY

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

ย้ำก่อนว่าการให้ ‘บัตรประจำตัว’ ไม่ได้หมายถึงการให้ ‘สัญชาติ’ ย้อนไป 8 มิถุนายนที่ผ่านมาเพจกรมการปกครอง รายงานว่า มีการเตรียมออกบัตรประจำตัวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ 9 แห่ง ตามแนวเขตชายแดนไทย-เมียนมา

การจัดทำบัตรประจำตัวครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก การอนุญาตให้คนกลุ่มนี้ออกมาทำงาน ตามมติคณะรัฐมนตรี 26 สิงหาคม 2568 เห็นชอบมาตรการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน และลดภาระการสงเคราะห์ของรัฐ

โดยการทำบัตรประจำตัว นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หนีภัย ยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้นายจ้า งในการจ้างแรงงานกลุ่มนี้ และเพื่อความมั่นคงในการบริหารจัดการประชากรของหน่วยงานรัฐ ท่ามกลางกระแสความเป็นกังวล และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนบางส่วนที่มองว่า เป็นการอนุเคราะห์รัฐสวัสดิการของคนไทยให้กับคนต่างชาติ

“การทำบัตรไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด กระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลของคนเหล่านี้อยู่ในฐานทะเบียนราษฎรไว้อยู่แล้ว”

อดิศร เกิดมงคลตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ได้ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว TODAY ว่า การทำบัตรประจำตัวให้กับคนกลุ่มนี้ ไม่ได้หมายถึงการให้สิทธิพิเศษใดที่กระทบกับคนไทย เป็นเพียงการให้สิทธิคนเหล่านี้ ได้เดินทางออกมาทำงานภายนอกค่ายพักพิง และสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ รวมทั้งการมีบัตรประจำตัวจะทำให้ภาครัฐ สามารถบริหารจัดการประชากร เพื่อดูแลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยได้ง่ายขึ้น

ที่มาของการออกบัตรประจำตัว

อดิศร กล่าวว่า นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ได้รับสิทธิให้ออกมาทำงานนอกพื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามมาด้วยปัญหาความยุ่งยากในกระบวนการขอใบอนุญาตทำงาน สืบเนื่องจากคนเหล่านี้ไม่มีเอกสารประจำตัว ที่ออกโดยรัฐมาก่อน ทำให้นโยบายการออกบัตรประจำตัวเกิดขึ้น จากมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่เห็นประโยชน์ต่อสังคมในเรื่องนี้

“เรื่องนี้ถูกตัดสินใจโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นการประเมินร่วมกันของหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วยงาน รวมทั้งรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ การให้คนเหล่านี้สามารถเลี้ยงดูตนเองได้เป็นเรื่องจำเป็น”

สืบเนื่องจาก นโยบายความมั่นคงที่ผ่านมาของไทย ในการจัดการคนกลุ่มนี้มานานกว่า 40 ปี คือการให้หน่วยงานระหว่างประเทศเป็นคนรับภาระดูแล และผลักดันไปประเทศที่สาม แต่การเข้ามาของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทำให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศหยุดชะงัก หน่วยงานความมั่นคงไทย จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการคนกลุ่มนี้ โดยมีทางเลือกสองทางคือ การผลักดันกลับประเทศต้นทางที่ยังคงมีสงคราม หรือการทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวอยู่ในสังคม โดยไม่เป็นภาระของภาครัฐ

“ภาครัฐไทยจับตาดูคนกลุ่มนี้อยู่ตลอด เพราะความไม่มั่นใจในแง่ความมั่นคง”

อดิศร กล่าวว่า อยากให้สังคมไทยเข้าใจกับการออกบัตรประจำตัวดังกล่าว โดยได้อธิบายหลักการว่า คนกลุ่มนี้มีอยู่จำนวน 80,000 คน แบ่งเป็นวัยทำงานประมาณ 40,000 คน รัฐไทยมีข้อมูลของพวกเขาอยู่ในระบบทะเบียนราษฎร

โดยเป็นกลุ่มที่มีเลขประจำตัว 000 นำหน้า ซึ่งในบัตรจะแสดงชัดเจนว่า เป็น ‘บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย กลุ่มผู้หนีภัยจากการสู้รบ’ ซึ่งจะไม่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลโดยตรงจากภาครัฐ ถ้าต้องการไปหาหมอ จะต้องซื้อประกัน หรือเข้าสู่ระบบประกันสังคม หากเป็นคนทำงานที่มีนายจ้าง

นอกจากนี้ อดิศร กล่าวว่า ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จะเป็นคนสนับสนุนงบประมาณ ในการจัดทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา และคนที่จะได้รับบัตรประจำตัวดังกล่าว ต้องเป็นคนที่มีฐานข้อมูลอยู่ในระบบแล้วเท่านั้น จึงไม่ใช่ใครก็ตามที่จะได้รับบัตรประจำตัว ในขั้นตอนปัจจุบัน กำลังวางแผนการออกบัตรประจำตัว โดยจะเริ่มต้นให้กับกลุ่มที่ออกมาทำงานภายนอก จากนั้นจึงเดินหน้าจัดทำบัตรประจำตัวให้กับคนในศูนย์พักพิงชั่วคราวต่อไป

ผลลัพธ์ต่อสังคมไทย เมื่อผู้หนีภัยมีบัตรประจำตัว

“ข้อดีของการทำบัตรคือ เราจะรู้ได้เลยว่าคนเหล่านี้เป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ดังนั้นการควบคุมเรื่องความมั่นคงจะมีประโยชน์ สองคือเรื่องจัดระบบให้บริการทางสังคม ทำให้คนกลุ่มนี้มีหลักฐานแสดงตนในการทำธุรกรรมต่างๆ”

อดิศร มองว่า การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของไทยนั้น จะใช้กลยุทธ์การดึงนำคนในภาคส่วนต่างๆ มาใช้ประโยชน์เมื่อเห็นถึงความเหมาะสม อย่างกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568 ทำให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศกว่า 9 แสนคน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องดึงกลุ่มคนในค่ายผู้หนีภัยการสู้รบ เข้ามาทดแทนกำลังแรงงานที่ขาดหายไปในสังคม

รวมทั้งการมีบัตรประจำตัว ก็เปิดโอกาสให้พวกเขา สามารถกลายเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ และป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงานที่จะเกิดขึ้นได้

“คนรุ่นใหม่หลายคนในแคมป์ สามารถสื่อสารได้หลายภาษาทั้งไทย อังกฤษ กะเหรี่ยง พม่า มีความคุ้นชินกับสังคมไทยอยู่แล้ว สามารถเป็นทางเลือกที่มีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ในอนาคต”

อดิศร ชี้ว่า สังคมไทย ได้ก้าวเข้าสู่ผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2567 ทำให้ต่อจากนี้จำนวนวัยทำงานจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ผสมรวมกับประเทศไทยมีอัตราการเกิดต่ำ จนไม่สามารถทดแทนจำนวนประชากรได้เพียงพอ โดยมีการคาดการณ์ว่าในอีก 60 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงหายไปครึ่งหนึ่ง จากปัจจุบันประมาณ 66 ล้านคนเหลือเพียงราวๆ 33 ล้านคน

“มันไม่ใช่เรื่องใหม่ เราจัดการคนที่มาจากต่างถิ่นในลักษณะนี้มาตั้งแต่อดีต เพียงแค่ในปัจจุบันคนที่เป็นผู้อพยพในอดีต ได้กลืนกลายเป็นคนไทยหมดแล้ว”

โดยในความหมายของการกลืนกลายเป็นคนไทยนั้น อดิศร ย้ำง่าไม่ได้หมายถึงการให้สัญชาติไทยโดยตรงกับคนต่างถิ่นเหล่านี้ ความเป็นไปได้ในอนาคตของคนจากในค่ายผู้หนีภัยการสู้รบ ที่ได้รับอนุญาตให้ออกมาทำงาน คือ การได้สิทธิอยู่อาศัยชั่วคราวในประเทศ และการได้สิทธิอยู่อาศัยถาวร หากในอนาคตพวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมไทย โดยไม่เกิดปัญหา

“ในแง่การจัดการประชากร เป็นไปไม่ได้ที่คนกลุ่มนี้จะได้รับสัญชาติไทย มาตรการปัจจุบันคือการให้สิทธิอยู่อาศัยและทำงานชั่วคราว ให้สามารถเลี้ยงดูตนเองได้เท่านั้น” อดิศรย้ำถึงเจตนารมณ์ของนโยบาย

เสียงจากฝั่งนายจ้างที่จ้างงานผู้หนีภัยฯ

นพรัตน์ รู้ทำนองเจ้าของกิจการในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ให้ข้อมูลกับทางสำนักข่าว TODAYว่าปัจจุบันเขาจ้างงานคนงานจากในศูนย์พักพิงจำนวน 3 คน สืบเนื่องจากแรงงานข้ามชาติที่เคยทำงานด้วยนั้นหมดสัญญา และเดินทางต่อไปในประเทศที่ 3

เมื่อถามว่าทำไมถึงไม่เลือกจ้างคนไทย นพรัตน์ บอกเล่าประสบการณ์ว่า คนไทยที่เคยจ้างมักไม่สู้งาน และเปลี่ยนงานบ่อย เขาจึงจำต้องยอมเสียเวลา ในกระบวนการจ้างงานแรงงานจากค่ายพักพิง ที่นพรัตน์ต้องดำเนินการเองตั้งแต่ต้น

“กระบวนการขออนุญาตทำงานคนงานจากศูนย์พักพิง ยุ่งยากกว่าแรงงานข้ามชาติ แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการถูกกว่า”

นพรัตน์ กล่าวว่า หากเป็นการจ้างงานแรงงานข้ามชาติ เขาสามารถใช้บริการเอเจนซี่ในการอำนวยความสะดวก แต่สำหรับแรงงานจากในศูนย์พักพิงที่เขาจ้างนั้น กระบวนการติดต่อขอจ้างงาน เริ่มจากที่เขาต้องเดินทางไปกรมจัดหางานในพื้นที่ เพื่อทำเรื่องขอเบิกใช้ความต้องการแรงงาน

จากนั้นจะได้ใบส่งตัวจากกรมจัดหางาน และเดินทางไปที่ค่ายพักพิงแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เพื่อขออนุญาตคนดูแล นำคนงานออกมาตามกระบวนการ จากนั้นพาคนงานไปรายงานตัวที่ว่าการอำเภอ ต่อด้วยพาไปตรวจโรคที่โรงพยาบาล เพื่อทำประกันสุขภาพ ก่อนจะต้องรอทำใบอนุญาตทำงาน ในฐานะนายจ้าง นพรัตน์ อยากให้กระบวนการมันง่ายกว่านี้

“คำถามของนายจ้างตอนนี้คือ บัตรชมพู (บัตรประจําตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) ไปทำที่ไหนและทำอย่างไร ถ้าทำแล้วคนงานจะสามารถทำงานได้สะดวกขึ้น หรือสร้างขั้นตอนพันธะผูกพันมากขึ้นให้กับลูกจ้างของเราอย่างไร”

นพรัตน์เห็นว่า ลูกจ้างของเขานั้นดีใจที่จะได้รับบัตรประจำตัว ทำให้การเดินทางง่ายขึ้น และสามารถเปิดบัญชีธนาคาร ที่ทำให้เขาสามารถโอนเงินค่าจ้างได้สะดวกกว่าการใช้เงินสด

อย่างไรก็ดี ความกังวลของนพรัตน์ตอนนี้คือ ความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาในพื้นที่แม่สอด เพราะต่อจากนี้คนในค่ายพักพิงที่ออกมาทำงาน ต้องออกมาใช้ชีวิตปะปนกับคนในเมือง ซึ่งทำให้นพรัตน์แสดงความเป็นกังวล ว่าจะเกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง และสร้างความไม่พึงพอใจให้คนในพื้นที่

“ในฐานะนายจ้าง เรามีตัวเลือกในการเลือกจ้างงานได้มากขึ้น” นพรัตน์กล่าว

“เราอยากให้คนเหล่านี้มีอิสระภายใต้ขอบเขตที่ตกลงกัน เพราะถ้ามีอิสระหรือได้สิทธิมากเกินไป ก็จะเกิดเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งไม่พอใจกัน”

นพรัตน์คาดหวังว่าหลังจากที่คนงานใหม่ทั้ง 3 คนของเขามีบัตรประจำตัว จะทำให้นายจ้างคลายความกังวลจากกระบวนการทางเอกสาร

ก่อนจะเสริมว่า อยากให้ภาคประชาสังคมและภาครัฐ เข้ามาช่วยเหลือฝึกอบรมทักษะภาษาไทยให้กับคนงานที่จะออกมาทำงาน เพราะหากคนที่ออกมาทำงานไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ก็จะทำให้ทำงานร่วมกับนายจ้างคนไทยได้ลำบาก

ทางฝั่ง อดิศร ก็ได้สื่อสารว่า วัตถุประสงค์ของการทำบัตรประตัวให้กับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ก็เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับทุกฝ่าย ในการมีเอกสารยืนยันตัวตน และทำธุรกรรมทั้งกับภาครัฐและเอกชน เขาอยากให้สังคมไทยมองว่าคนเหล่านี้ หลายครอบครัวไม่สามารถเดินทางกลับไปยังประเทศตนเองได้แล้ว เพราะอยู่ในค่ายพักพิงมานานร่วม 40 ปี

ทางเลือกของพวกเขาในตอนนี้ จึงมีเพียงการไปประเทศที่สามที่ยากลำบากขึ้นในทุกวัน หรือการได้รับสิทธิอยู่อาศัยชั่วคราวในประเทศไทย เพื่อทำงานหาเลี้ยงตนเอง โดยไม่เป็นภาระใคร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...