เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?
ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่จังหวะเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ปัจจัยแวดล้อมที่เคยสร้างความกังวลใจให้กับภาคธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณคลี่คลายลง โดยเฉพาะพลวัตทางการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลบวกโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สืบเนื่องจากการปรับเปลี่ยนทิศทางของสถานการณ์ในระดับภูมิภาคตะวันออกกลาง ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่นำไปสู่การเจรจาอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการลงนามในสัญญาหยุดยิงชั่วคราวเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือนไปจนถึงช่วงเดือนสิงหาคม ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความกังวลในตลาดพลังงานโลกผ่อนคลายลงทันที ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนรวมถึงต้นทุนวัตถุดิบต้นน้ำเริ่มส่งสัญญาณที่มีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในครึ่งหลังของปี
เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?
เมื่อเราถอยกลับมามองภาพรวมในระดับมหภาค การที่ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลง ประกอบกับความต้องการและมูลค่าการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลให้หน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจชั้นนำตัดสินใจปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นจากเดิมที่เคยประเมินไว้ 1.9% ขยับขึ้นมาเป็น 2.1% ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติบนหน้ากระดาษ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงกระแสลมบวกที่จะเข้ามาช่วยประคับประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มีทิศทางที่สดใสมากยิ่งขึ้น
จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกกับปัจจัยหนุนสำคัญจากพลังงานและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
พลวัตของเศรษฐกิจยุคใหม่ทำให้โครงสร้างต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานเกิดการจัดระเบียบครั้งใหญ่ สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับเพิ่มการขยายตัวของ GDP ไทยในรอบนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 เสาหลักที่สำคัญ ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรที่ขับเคลื่อนทิศทางตลาดโลก ดังนี้
ราคาน้ำมันดิบโลกที่ผ่อนคลายตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
จากเดิมที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเคยคาดการณ์กันว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2569 จะเผชิญกับภาวะตึงตัวและทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 92.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทว่าผลลัพธ์จากการบรรลุข้อตกลงและเข้าสู่โต๊ะเจรจาของสองขั้วอำนาจใหญ่ ได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในระดับนี้ ถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการลดภาระด้านต้นทุนการขนส่ง โลจิสติกส์ และวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมในวงกว้าง ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรให้กับภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
กระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก (Global AI Infrastructure)
การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่ช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากฝั่งเอกชนและบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั่วโลกที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ได้ช่วยเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสใหม่ให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย การก่อสร้าง Data Center การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาระบบประมวลผล ล้วนต้องการฐานการผลิตที่มีศักยภาพ ซึ่งนับเป็นโอกาสทองสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในบ้านเรา
ถอดรหัส 3 ช่องทางหลักที่ส่งผ่านกระแสลมบวกมายังเศรษฐกิจไทย
ความเชื่อมโยงของระบบการค้าและการเดินทางทั่วโลกทำให้กระแสลมบวกจากต่างประเทศ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภายนอก แต่ได้ส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ตัวแปรหลักที่น่าจับตามองและมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ดังนี้
1.ภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักและมีความคล่องตัวสูงขึ้น
ความสงบชั่วคราวในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อการบิน (Aviation Hub) ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้สายการบินและธุรกิจการบินในภาพรวมกลับมาดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่ลดต่ำลงได้ส่งผ่านไปสู่ราคาตั๋วเครื่องบินที่สมเหตุสมผลและจับต้องได้มากขึ้น ปัจจัยนี้ช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคได้อย่างชัดเจน
ด้วยแรงหนุนดังกล่าว ตัวเลขคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในปี 2569 จึงได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 31.8 ล้านคน ขึ้นมาแตะระดับ 32.7 ล้านคน โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศสูงถึง 1.56 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1.54 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 1.4% ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มเชิงบวกนี้ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะไปแตะระดับ 34.9 ล้านคน ซึ่งขยายตัวขึ้นราว 6.7% เมื่อเทียบกับปี 2569
อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความต้นฉบับ….