ปลดล็อคธุรกิจไทย ศุภจีแนะสูตรทางรอด ดัน SME โตยั่งยืน ในงาน EARTH JUMP 2026
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ธนาคารกสิกรไทย มีการจัดงาน "EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions" ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งภายในงานได้มีการจัดสัมมนา เวที Vision To Action Stage โดยมีคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้พูดคุยในหัวข้อ "ปลายทางเศรษฐกิจไปทางไหนต่อ" ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และการแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมจะส่งสัญญาณเชิงบวก โดย GDP ไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% จาก 2.5% ในไตรมาส 4 ของปีก่อนหน้า ซึ่งมีแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนและการส่งออก ขณะที่การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กว่า 1.3 ล้านล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การลงทุนจำนวนมากยังเป็นการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์เซอร์วิส และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งแม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เชื่อมโยงกับการจ้างงานหรือการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) อย่างทั่วถึง ดังนั้นภาครัฐควรออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการใช้วัตถุดิบในประเทศ การจ้างงานคนไทย และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศมากขึ้น เพื่อให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
สำหรับภาคการส่งออก ซึ่งปีที่ 2568 มีมูลค่ากว่า 11.14 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และขยายตัว 12.9% นั้น แม้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ยังมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหลายมิติ โดยกระจุกตัวที่ 1 คือการพึ่งพาตลาดสหรัฐและจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมด
กระจุกที่ 2 คือจำนวนผู้ส่งออกซึ่งปัจจุบัน มีคนที่มาลงทะเบียนประมาณ 30,000 กว่าราย แบ่งเป็นผู้ส่งออกขนาดใหญ่อยู่ประมาณ 7,000 กว่า ที่เหลือประมาณ 20,000 กว่ารายเป็นรายกลางและเล็ก ฉะนั้นรัฐบาลต้องออกแบบนโยบายให้ SME สามารถจะเติบโตไปได้พร้อม ๆ กับรายใหญ่ได้
กระจุกตัวที่ 3 คือเรื่องสินค้า เราต้องเร่งแก้ไขการเพิ่ม Local Content ในภาคการผลิต เนื่องจากสินค้าไทยจำนวนมากยังอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบก่อนส่งออก ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าและส่งออกมีความเชื่อมโยงกันสูง และไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศมากเท่าที่ควร
การแก้ไขปัญหา-เสริมจุดแข็ง
ปัจจุบันไทยเจอปัญหาหลายด้านทำให้การออกแบบนโยบายมีทั้งระยะสั้น กลาง ยาวและพุ่งเป้า ไทยมีงบประมาณรายจ่ายประมาณ 3.8 - 3.9 ล้านล้านบาท แต่มีรายได้อยู่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งขาดดุล 8 แสนกว่าล้าน จึงได้มีการทำโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นการพยายามที่จะพุ่งเป้าเพื่อช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยให้อยู่ในระบบ
ทั้งนี้มาตรการช่วยเหลือ SME ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่
1.ลดภาระค่าครองชีพ
2.โครงการเสริมรายได้ให้ SME การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเข้าถึงเทคโนโลยี และการขยายตลาด โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่
3.ปรับแก้กฎระเบียบ สิ่งที่สำคัญคือทำให้นักลงทุนความเชื่อมั่นและมั่นใจ
"การค้าโลกยุคนี้ต้องดูเรื่อง Joint Interest และ Joint Benefit สิ่งที่สำคัญที่สุดความเชื่อใจ ถ้าเขาเชื่อมั่นเราเขาก็จะทำมาค้าขายกับเรา" คุณศุภจี กล่าว
ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก
นอกจากนี้ ยังมองว่าประเด็นด้านความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “ทางรอด” ของภาคธุรกิจไทย เนื่องจากกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป มีความเข้มงวดมากขึ้น ทั้งมาตรการ CBAM กฎหมาย EUDR และข้อกำหนดด้านแรงงาน ซึ่งผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
การมองหาตลาดใหม่ยกตัวอย่างตลาดอินเดีย มีกลุ่มชนชั้นกลาง ประมาณ 400 ล้านคน และตั้งเป้าจะโตเป็น 800 ล้านคนในไม่กี่ปีข้างหน้า คนเริ่มมีรายได้เขาสนใจสร้างบ้านและมีปัญหาเรื่องมลภาวะ หากนำสินค้าไทยที่เป็นวัสดุรักโลก เข้าไปเจาะตลาด โดยใช้ความยั่งยืนเป็นช่องทาง (Sustainability) อย่างไรก็ตามภาครัฐต้องเป็นสะพานเชื่อม วางระบบนิเวศให้ทุกคนเข้าถึงตลาดได้
"จุดขายคือโอกาส แต่เราต้องรู้ว่าโอกาสมันอยู่ตรงไหนอย่างชัดเจน และทำการตลาดอย่างชัดเจน ถ้าไม่รู้มีหลายที่ให้คำปรึกษา อาทิ คลินิกกสิกร หรือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มันเป็นกลไกที่เราสามารถใช้เป็นโอกาสเข้าไปในตลาดที่เราไม่เคยเข้าไป" รองนายกฯ ศุภจี กล่าว
ท้ายที่สุดนี้อยากให้ทุกคนเปิดหูเปิดตาและเปิดใจให้กว้าง เปลี่ยนทัศนคติ ทุกอุตสาหกรรมต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง และ ฝากแนวคิด T-A-M ได้แก่
T (Think Big) คิดให้รอบคอบ คิดให้ครบ วางแผนกลยุทธ์ทั้งสั้นและยาว หาความรู้ รู้ทั้งข้างในและข้างนอก รู้รอบด้าน
A (Act Small) คิดให้ใหญ่แต่ค่อยเป็นค่อยไป ทีละสเต็ป เพราะการเปลี่ยนผ่านถ้าหักโหมเกินไปอาจกระทบธุรกิจ
M (Move Right) หาจังหวะที่จะเข้าไปในตลาดให้เจอ บางตลาดเร็วไปต้องทำ Marketing นำก่อน บางตลาดมีการแข่งราคาก็ไม่แนะนำ
“Think Big Act Small Move Right ” จะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่"
ทั้งนี้ KBank มุ่งทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อม" ที่ช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน K-Climate Solutions โซลูชันครบวงจรที่สนับสนุนผู้ประกอบการในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินความพร้อม การวางแผน การพัฒนาองค์ความรู้ การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการเงิน ประกอบด้วย
1.ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมของธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) พร้อมแผนการดำเนินงาน (Action Plan) และโซลูชันที่เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ
2.KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยธุรกิจจัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
3.K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยธุรกิจวางกลยุทธ์และเตรียมความพร้อมรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม
4.หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร Net Zero CEO และ Net Zero Leader เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero
5.Financial Solutions นำเสนอ สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้ (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อธุรกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำท่วม (K-Climate Shield Loan) สนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยี และอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม เพื่อลดความเสียหายต่อทรัพย์สินและรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษอีกด้วย
ธุรกิจที่สนใจปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สามารถดูรายละเอียด K-Climate Solutions ได้ที่ www.kasikornbank.com/k_gogreen