เหตุผลที่ ‘แวนคูเวอร์’ ถึงเป็นเมือง Destination สมมงตัวท็อปเมืองคุณภาพชีวิตดีสุดในโลก
Best Destination ไม่ใช่เมืองที่มีแลนด์มาร์กเยอะที่สุด หรือมีนักท่องเที่ยวมากที่สุด แต่คือ เมืองที่ทำให้คนอยากอยู่มากกว่าแค่อยากไป ในเชิงธุรกิจท่องเที่ยว ปัจจุบันความหมายของ Best Destination กำลังเปลี่ยนจากการเป็น “เมืองที่มีสถานที่สวย” ไปสู่ “เมืองที่มอบประสบการณ์ครบ” (Experience Destination)
องค์ประกอบของเมืองแบบนี้มักมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ
เดินทางง่าย มีเที่ยวบินดี ขนส่งสาธารณะสะดวก เชื่อมต่อเมืองได้ง่าย มีเอกลักษณ์
ไม่ใช่แค่แลนด์มาร์ก แต่มีอาหาร ชุมชน วัฒนธรรม และเรื่องเล่าที่เป็นของตัวเอง
เราสามารถใช้ชีวิตได้ มีสวนสาธารณะ คาเฟ่ ตลาด พื้นที่เดินเล่น คนท้องถิ่นใช้ชีวิตจริง นักท่องเที่ยวก็เข้าถึงได้ สร้างประสบการณ์หลากหลาย และสุดท้ายอยากกลับมาอีก
นี่เป็นเหตุผลที่เมือง แวนคูเวอร์ แคนาดามักติดอันดับเมืองน่าเที่ยวและน่าอยู่ เพราะไม่ได้ขายแค่สถานที่ แต่ขายวิถีชีวิต
แวนคูเวอร์มีจุดแข็งในฐานะเมืองที่รวม ธรรมชาติ เมือง อาหาร วัฒนธรรม ไว้ใกล้กันมาก
นี่คือสิ่งที่ทำให้แวนคูเวอร์เหมาะกับเทรนด์ท่องเที่ยวแบบ experience-led travel เพราะนักเดินทางไม่ได้ต้องการแค่ไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์ก แต่ต้องการเข้าใจว่าเมืองนี้ใช้ชีวิตอย่างไร กินอะไร เดินทางแบบไหน ธรรมชาติอยู่ใกล้เมืองแค่ไหน และผู้คนใช้พื้นที่สาธารณะอย่างไร
TODAYBizview มีโอกาสร่วมเยือนแวนคูเวอร์ไปกับ Air Canada ด้วยเที่ยวบินตรงไม่มีทรานซิทจากไทยไปยังแวนคูเวอร์ แคนาดาใช้เวลาทำการบิน 13 ชั่วโมงครึ่ง
เส้นทางนี้มีความน่าสนใจตรงที่เราสามารถออกแบบวิธีการเที่ยว ‘อเมริกาเหนือ’ ได้แบบตามใจเรา เพราะที่สนามบินแวนคูเวอร์มีระบบ U.S. Preclearance เป็นระบบที่นักเดินทาง ผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ ตั้งแต่อยู่สนามบินแวนคูเวอร์ ก่อนขึ้นเครื่องไปสหรัฐฯที่ทำให้ผ่านตรวจคนเข้าเมืองบินต่อเข้าเมืองอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาได้เลย ซึ่งประหยัดเวลาได้มาก อย่างทริปนี้เริ่มจากไทย บินตรงสู่แวนคูเวอร์ แล้วแตกเส้นทางไปแวะเที่ยวสหรัฐฯ ซึ่งเราเลือกแวะไปลอสแอนเจลิสมาก่อนที่จะกลับมาเที่ยวที่แวนคูเวอร์
[ ประตูสู่แวนคูเวอร์ ]
แวนคูเวอร์เป็นเมืองที่มีจุดแข็งชัดมากในฐานะเมืองท่องเที่ยว คือสามารถรวมธรรมชาติ เมือง อาหาร ทะเล ภูเขา และชุมชนหลากวัฒนธรรมไว้ในระยะทางที่เดินทางถึงกันได้ไม่ยาก นี่คือเสน่ห์ที่ต่างจากเมืองใหญ่หลายแห่ง เพราะนักท่องเที่ยวไม่ต้องเลือกระหว่าง “เที่ยวเมือง” หรือ “เที่ยวธรรมชาติ” แต่สามารถทำได้ทั้งสองอย่างในทริปเดียว
เราเริ่มแวะเที่ยวก่อนที่เมือง Richmond เป็น เมือง (City) ที่อยู่ในเขตมหานครแวนคูเวอร์ (Metro Vancouver) ซึ่งสนามบิน Vancouver International Airport (YVR) ตั้งอยู่ในเมือง Richmond ใช้เวลาเข้าตัวดาวน์ทาวน์แวนคูเวอร์ประมาณ 20–30 นาที ซึ่งเมืองนี้เป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีน ทำให้มีร้านอาหารจีนและซีฟู้ดชื่อดังจำนวนมาก
สำหรับนักท่องเที่ยวไทย Richmond ยังเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย เพราะรสชาติอาหารและบรรยากาศมีความใกล้เคียงกับวัฒนธรรมเอเชีย ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่รู้สึกไกลตัวเกินไปหลังเดินทางยาว
Steveston Village เสน่ห์ชุมชนริมน้ำ หมู่บ้านประมง และจังหวะชีวิตที่ช้าลง
โดยจุดเด่นของที่นี่คือ Steveston Village หมู่บ้านริมน้ำที่มีเสน่ห์แบบ local โดยมีสถานที่ไฮไลท์เป็นหมู่บ้านประมงเก่าริมน้ำ ซึ่งบริเวณนี้มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ บ้านเรือน พิพิธภัณฑ์ความรู้เมืองประมง และท่าเรือที่ให้ความรู้สึกช้าลง เหมาะกับการเดินเล่นตอนเช้า ถ่ายรูป และสัมผัสชีวิตท้องถิ่นแบบไม่เร่งรีบ
จาก Richmond เมืองธรรมชาติป่าเขาเข้าสู่ตัวเมืองแวนคูเวอร์ที่ทันสมัย เราพักกันที่ Paradox Vancouver ที่ตั้งใจกลางเมืองเชื่อมต่อร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว สวนสาธารณะ และพื้นที่ไลฟ์สไตล์รอบเมือง จากจุดนี้ทำให้เห็นไลฟ์สไตล์เมืองของแวนคูเวอร์ชัดเจน ทั้งการเป็นเมืองระดับสากล มีความหลากหลาย
Mott 32 ร้านอาหารจีนดังในโรงแรม Paradox Vancouver
ส่วนในตัวเมืองแวนคูเวอร์นั้น สิ่งที่ห้ามพลาด และเป็นสัญลักษณ์ของเมือง คือ การเดินเล่นทั้งที่ Stanley Park และ Sunset Beach Park ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตของแวนคูเวอร์ได้ดี เพราะเป็นสวนริมทะเลที่คนสามารถออกมานั่งพัก เดินเล่น มองน้ำ หรือใช้เวลากลางแจ้งได้โดยไม่ต้องออกจากเมือง และถ้ามีเวลาสามารถไปลองใช้บริการ Flyover Canada ช่วยทำให้เห็นภาพใหญ่ของแคนาดาผ่านประสบการณ์แบบ immersive ในเวลาสั้นๆ
จุดเด่นของสถานที่แบบนี้คือไม่ได้เป็น attraction ที่ต้องมีความหวือหวา แต่เป็นพื้นที่ประจำวันที่ทำให้เมืองน่าอยู่และน่าเที่ยวขึ้น สำหรับนักท่องเที่ยวสวนริมทะเลอยู่ใกล้เมืองเป็นจุดเช็กอินที่ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์มาก
Vancouver Aquarium เติมมุมครอบครัว การเรียนรู้ และสิ่งแวดล้อมทางทะเล
ขณะที่จุดแข็งสำคัญของการมาเยือนแวนคูเวอร์คือ ecosystem รองรับการท่องเที่ยว ที่ทำให้จากเมืองสู่ธรรมชาติเดินทางท่องเที่ยวได้ง่ายและใกล้มาก เพราะภายในวันเดียวสามารถออกจากตัวดาวน์ทาวน์ไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติแบบสุดๆ อาทิ Capilano Bridge, Grouse Mountain เป็นต้น
นี่คือสิ่งที่ทำให้แวนคูเวอร์น่าดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยวไทย เพราะไม่ต้องเลือกระหว่างเที่ยวเมืองกับเที่ยวธรรมชาติ และไม่ต้องเดินทางไกลหลายชั่วโมงเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
Capilano Bridge Park ธรรมชาติพร้อมความตื่นเต้นของสะพานแขวนกลางป่า
อย่าง Capilano เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติที่โดดเด่นที่สุดของแวนคูเวอร์ จุดขายคือสะพานแขวนกลางป่าที่ให้ทั้งความตื่นเต้นและความสวยงามในเวลาเดียวกัน สำหรับนักท่องเที่ยวถือเป็นประสบการณ์ที่ได้อยู่ท่ามกลางต้นไม้สูง ป่าเขียว
Grouse Mountain ทำให้เห็นว่าภูเขาและกิจกรรม outdoor อยู่ใกล้เมืองมากกว่าที่คิด
ส่วน Grouse Mountain คืออีกไฮไลต์ที่ทำให้แวนคูเวอร์มีความพิเศษ เพราะเป็นภูเขาที่เดินทางจากตัวเมืองได้ไม่ยาก แต่ให้บรรยากาศแตกต่างจากดาวน์ทาวน์อย่างสิ้นเชิง
จุดเด่นคือการได้เห็นเมืองจากมุมสูง สัมผัสอากาศและธรรมชาติบนภูเขา และทำกิจกรรมกลางแจ้งตามฤดูกาล สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่อาจไม่คุ้นกับเมืองที่มีภูเขาอยู่ใกล้ขนาดนี้ Grouse Mountain ช่วยทำให้เห็นว่าแวนคูเวอร์เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตแบบ outdoor สูงมาก
ในเชิงไลฟ์สไตล์จะเห็นว่าคนเมืองแวนคูเวอร์ใช้ชีวิตแบบมีธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
Vancouver Lookout ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของเมืองและธรรมชาติ
ซึ่งเราขึ้นไปดูวิวมุมสูงที่ Vancouver Lookout เมื่อมองเมืองจากมุมสูง เห็นภาพรวมทั้งดาวน์ทาวน์ ตึกสูง ท่าเรือ ภูเขา และผังเมืองที่เชื่อมธรรมชาติกับเมืองเข้าด้วยกัน
Forbidden Vancouver Walking Tour เปลี่ยนเมืองให้มีเรื่องเล่า ผ่านประวัติศาสตร์อีกด้าน
และเพื่อจะให้รู้จักตัวดาวน์ทาวน์ให้ชัดเจนขึ้น ให้ลองเลือกไปทัวร์สั้นๆ กับ Forbidden Vancouver Walking Tour ที่เล่าเมืองผ่านเรื่องลับและประวัติศาสตร์อีกด้าน ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเราจะเข้าใจประวัติศาสตร์ผ่านเรื่องเล่า ที่อาจไม่อยู่ในคู่มือท่องเที่ยวทั่วไป เช่น เรื่องเล่าลับๆ ประวัติศาสตร์มืด มุมซ่อนเร้น หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เมืองมีชีวิตและมีบุคลิกมากขึ้น
เรียนรู้ความเป็นพื้นที่สาธารณะแล้วอีกด้านที่เราจะได้รู้จักเมืองนี้ลึกซึ้งแบบทางลัดไปอีกคือ ‘อาหาร’ ผ่านทัวร์อาหารที่ Granville Island Foodie Tour
ที่ Granville Island มีทั้งตลาด ร้านอาหาร วัตถุดิบท้องถิ่น งานคราฟต์ และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคนท้องถิ่นกับนักท่องเที่ยว จุดเด่นคือไม่ได้ให้ประสบการณ์แบบห้าง แต่เป็นพื้นที่ที่มีความเป็นตลาด มีชีวิต และมีรสชาติของเมืองจริงๆ
Foodie Tour ช่วยทำให้การเดินตลาดไม่ใช่แค่เดินดูของ แต่มีเรื่องเล่า มีบริบท และช่วยให้เข้าใจว่าความหลากหลายทางอาหารของแวนคูเวอร์เกิดจากผู้คน วัฒนธรรม และวัตถุดิบท้องถิ่นที่มาผสมกัน
Granville Island Foodie Tour ทำให้อาหารกลายเป็นประตูสู่การเข้าใจเมือง
ปิดทริปด้วยการช้อปปิงใกล้สนามบิน McArthurGlen Outlet Shopping
เล่ามาถึงตรงนี้ความเป็นแวนคูเวอร์ นอกจากความเป็นเมืองและธรรมชาติที่อยู่ใกล้ชิดกันมากแล้วนั้น สะท้อนถึงการออกแบบระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่เชื่อมทุกอย่างเข้าหากันอย่างลงตัว ตั้งแต่สนามบินที่เชื่อมต่ออเมริกาเหนือได้สะดวก ระบบขนส่งสาธารณะ เมืองที่เดินง่าย ชุมชนที่ยังมีชีวิต ร้านอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงธรรมชาติที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงไม่กี่สิบนาที ทำให้การเดินทางไม่ใช่แค่การ “ไปถึง” แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ
False Creek Ferries ช่วยการเดินทางระยะสั้นบริเวณริมอ่าว
สำหรับ TODAY Bizview การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นว่า Best Destination ในวันนี้ ไม่ใช่เมืองที่มีแลนด์มาร์กมากที่สุด หากแต่เป็นเมืองที่ทำให้การใช้ชีวิตและการท่องเที่ยวหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกัน เมืองที่ทำให้ผู้มาเยือนไม่เพียงอยากเช็กอิน แต่ยังอยากใช้เวลาอยู่ให้นานขึ้น และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แวนคูเวอร์ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางทั่วโลกอยากกลับมาเยือนซ้ำอีกครั้ง
:: เรื่องโดย ชลาทิพย์ ถิรสุนทรากุล