ประเทศอื่นห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดีย แต่ประเทศไทยมีแต่จะส่งเสริม อนาคตของชาติจะเป็นยังไงไม่ต้องพูดถึง!
ประเทศล่าสุดที่สั่งห้ามเยาวชนเข้าไปยุ่งกับโซเชียลมีเดียคือมาเลเซีย ซึ่งกำหนดไว้ว่าห้ามผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีโซเชียล ได้แก่ Facebook, Instagram, TikTok and YouTube,
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 อินโดนีเซียเริ่มใช้มาตรการห้ามใช้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox
จะแถมให้อีกประเทศที่ยังไม่แบน แต่ดำเนินการบางอย่างแล้ว คือเกาหลีใต้ในเดือนมีนาคม 2569 มีการบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ห้ามนำโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ดิจิทัลเข้าห้องเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ และในระหว่างนี้มีการเสนอร่างกฎหมายล่าสุดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียตรวจสอบอายุผู้ใช้ และห้ามใช้อัลกอริทึมในการนำเสนอเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อผู้เยาว์
ผมจะขอยกตัวอย่างแค่สองสามประเทศก็แล้วกัน เพราะแนวโน้มการแบนเยาวชนไม่มให้เข้าถึงโซเชียลกำลังเป็นเทรนด์ที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังทำหรือพิจารณาจะทำ ตั้งแต่ในยุโรปจนถึงออสเตรเลีย
รัฐบาลเหล่านี้ห้ามผู้เยาว์ไม่ได้เข้าถึงโซเชียลฯ เพราะเกรงว่าจะเด็กจะเอาเวลาเรียนไปเล่นโซเชียล ผลก็คือพัฒนาการการเรียนรู้จะตกต่ำลง ส่งผลต่อคุณภาพในอนาคตของทรัพยากรมนุษย์ในชาติ
ยังไม่นับการที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำตัวประหนึ่งเป็น "รัฐอิสระ" นึกจะยัดเยียดแนวคิด ค่านิยม หรือเรื่องโกหกพกลมอะไรก็ทำตามใจชอบ โดยอาศัยอัลกอริทึม ผลก็คือ ยูสเซอร์ถูกจูงจมูกไปตามวาระที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเหล่านี้ต้องการ
การบงการของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่อ "การตัดสินใจ" ของผู้คนเป็นเรื่องที่รัฐบาลต่างๆ ตื่นตัวกันมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะหลังกรณีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 มีการใช้อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียในการชี้นำการตัดสินใจทางการเมืองของผู้คนโดยบริษัท Cambridge Analytica
แม้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะไม่ได้ลงทำเอง แต่การละเลยไม่ควบคุมการแทรกแซงของมือที่สามหรือกระทั่งปล่อยให้มีการปล่อยข่าวปลอมหลอกลวงยูสเซอร์ ก็เท่ากับปล่อยให้พื้นที่ของตัวเองกลายเป็น Jungle หรือป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้วย
โซเชียลฯ เกียร์ว่างแบบนี้เท่ากับทำให้แพลตฟอร์มของตนอยู่ภายใต้ Law of the jungle หรือพื้นที่ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ แต่ใช้กฎแห่งการเอาตัวรอด และเอารัดเอาเปรียบ
รัฐบาลต่างๆ เห็นว่าจะให้ประชาชนของตนตกอยู่ใน Law of the jungle แบบนี้ไม่ได้
พวกผู้ใหญ่นั้นยังพอมีประสบการณ์เอาตัวรอดอยู่บ้าง (แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม) แต่เยาวชนไม่มีทางรอดจาก Law of the jungle แน่นอน
ประเทศพัฒนาแล้วต่างมองหาวิธีป้องกันอนาคตของชาติจากโลกโซเชียลที่ไม่มีขื่นไม่มีแป
แต่รัฐบาลไทยกลับส่งเสริมเสียอย่างนั้น
ไม่เชื่อลองอ่านถ้อยคำของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
“วันนี้ได้คุยกับ TikTok ถึงความร่วมมือที่ผ่านมา และการขยายความร่วมมือในอนาคต เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีหรือ AI เข้ามาช่วยลดภาระงานของครู พร้อมกับผลิตสื่อทำคอนเทนต์ในลักษณะช็อตวิดีโอ เพื่อเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายภายใน 2 นาที ที่เหมาะสมกับวิถีของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้ของและหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และการการอัปสกิล รีสกิล เพื่อการสร้างงาน สร้างอาชีพด้วย โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งในเด็กนักเรียน ครู และบุคลากร รวมไปถึงการโปรโมทข่าวและกิจกรรมของกระทรวงฯ ตามนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อสร้างการรับรู้แก่สังคมในวงกว้างด้วย”
แน่นอนว่า รัฐมนตรีเห็น "ข้อดี" ของโซเชียลมีเดีย แต่ผมเกรงว่าประเทศอื่นๆ เขาเห็นข้อเสียมากกว่าเวลามันอยู่ในมือของเยาวชน
ยิ่งครูในเมืองไทยบางคนเป็นพวก "หิวคอนเทนต์" อยู่ด้วย ยิ่งจินตนาการไม่ออกเลยว่า เมื่อกระทรวงสั่งให้ครูทำช็อตวิดีโอ สิ่งที่ออกมาคงจะไม่ใช่สื่อการสอน แต่เป็นเอ็นเกจเมนต์ในช่องส่วนตัวของบรรดา "ครูหิวคอนเทนต์" มากกว่า
นั่นยิ่งเท่ากับกระแทกซ้ำให้กับปัญหาเยาวชนถูก "มอมเมาด้วยโซเชียล" เพราะเด็กไม่มีคนช่วยพาออกจากโซเชียลอยู่แล้ว ยังมีครูที่ลากเข้าไปให้จมลึกยิ่งกว่้าเดิมเข้าไปอีก
รัฐมนตรีเอ่ยถึง Digital Literacy แต่มันไม่ใช่การเอาเยาวชนไปทำคอนเทนต์ มันควรหมายถึงการรู้ทันโซเชียลมีเดียและรู้ทันข้อมูลที่แพร่ในโลกดิจิทัลมากกว่า
เมื่อระดับบริหารประเทศเข้าใจความหมายของ Digital Literacy ผิดขนาดนี้ เรายิ่งกังวลว่าจะมีใครในรัฐบาลไทยไหมหนอที่ตระหนักถึงอันตรายของโซเชียลมีเดีย?
ผมเชื่อว่าคนในรัฐบาล หน่วยงานข้าราชการ ยังมีคนที่ตระหนักถึงปัญหาเรื่องนี้ และอยากจะเสนอแนวทางคล้ายๆ อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรืออย่างน้อยก็มีมาตรการแบบเกาหลีใต้
แต่หลายๆ เรื่องในไทย "ถูกทำให้เป็นการเมือง" โดยไม่จำเป็น ทำให้การผลักดันเรื่องที่จำเป็นกลายเป็นเรื่องไม่จำเป็นทางการเมือง
เช่น หากรัฐบาลเดินหน้าห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก็จะจะต้องมีเสียงคัดค้านแน่นอน แล้วรัฐบาลมักจะหวั่นไหวกับเสียงค้านในโลกโซเชียลฯ เสียด้วย เพราะกลัวจะเสียคะแนนนิยม ทำให้การเสนอนโยบายต่างๆ ทำกันแบบ "โยนหินถามทาง" พอเจอเสียงค้าน (ซึ่งไม่น่าจะมากมายด้วยซ้ำ) ก็กลับถอนนโยบายนั้นออกไป
ความกลัวทางการเมืองนี้ทำให้บ้านเมืองถดถอยมาหลายครั้งแล้ว
ผมเชื่อว่าในบรรดาเสียงค้านการห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย จะมีส่วนหนึ่งอ้าง "เสรีภาพ" และ "ประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ถูกใช้พร่ำเพื่อที่สุดในไทย
แต่ความเป็นประชาธิปไตยนั้นเป็นอำนาจทางการเมืองของปัจจเจกบุคคล หากปัจเจกบุคคลอายุไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่สามารถแสดงอำนาจทางการเมืองได้ เช่น การเลือกตั้ง
ฉันใดก็ฉันนั้น เยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็เท่ากับไม่มีเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย ควรจะอยู่ในดุลพินิจของผู้ปกครองและโดยการควบคุมของรัฐ
อีกทั้งประชาธิปไตยที่ไม่มีระเบียบแบบแผนมันจะกลายเป็น "การปกครองโดยกฎหมู่" (Mob rule) เอาง่ายๆ
ดังนั้น ถ้ารักประชาธิปไตยจริงๆ เราอย่าทำให้สังคมเราถูกชี้นำโดย "การปกครองโดยกฎหมู่" และ "กฏแห่งป่า" ซึ่งเป็นเกิดขึ้นในโลกของโซเชียลมีเดีย ณ ขณะนี้
เพื่อรักษาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพเอาไว้ เราจะต้องควบคุม Mob rule และ Law of the jungle ที่ถูกบ่มเพาะในโซเชียลมีเดีย ไม่ให้มีอิทธิพลครอบงำอนาคตของชาติ ซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดระบอบประชาธิปไตยต่อไป
ประชาธิปไตยปลอมๆ นั้นเรียกว่า Ochlocracy ไม่ใช่ Democracy ดังที่ โพลีบิอุส (Polybius) นักประวัติศาสตร์และนักปรัชญาการเมืองในยุคกรีกโบราณเตือนไว้ว่า
"ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะไม่เกิดขึ้นในที่ที่ประชาชนทั้งหมดมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา แต่ในชุมชนที่การเคารพเทพเจ้า การให้เกียรติบิดามารดา การเคารพผู้ใหญ่ และการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นประเพณีและธรรมเนียม เมื่อเจตจำนงของคนส่วนใหญ่เป็นฝ่ายชนะ นี่แหละจึงจะเรียกว่าประชาธิปไตยได้"
หมายความว่าประชาธิปไตยไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้ (นั่นคือ Ochlocracy หรือกฎหมู่) แต่ต้องอยู่ใต้ระเบียบ แบบแผน ขนบธรรมเนียม และค่านิยมที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับ
การที่ Ochlocracy หรือพวกกฎหมู่ทำตามใจชอบได้ก็เพราะมี Demagogue คือผู้นำม็อบที่ปลุกระดม ยัดเยียดวิธีคิด สอดไส้การรับรู้ด้วยความเท็จ เพื่อปลุกปั่นสังคม ซึ่งผมเห็นว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังอุ้มชูพวก Demagogue เพื่อแสวงหาผลกำไร หรือแม้แต่เป็น Demagogue ผ่านอัลกอริทึม
ที่ต้องอ้างปรัชญาให้มันดูรุ่มร่ามก็เพราะ การจะสั่งห้ามอะไรสักอย่างในสังคมประชาธิปไตย มันจะต้องมีตรรกะรองรับ ไม่ใช่ทำเพราะ "เป็นห่วงเยาวชน" ไม่พอ
เยาวชนยุคนี้มีความเป็นตัวเองสูง ยิ่งจะสวนกลับว่า "จะห่วงเราทำไม พวกคนแก่ควรจะห่วงตัวเองจะดีกว่า"
ดังนั้น ตรรกะที่ควรใช้ในการสั่งห้ามเยาวชนไม่ให้ยุ่งกับโซเชียลมีเดีย ควรจะเป็นเรื่องของคุณภาพประชากรในระบอบ Democracy ที่ถูกกร่อนทำลายโดยระบอบ Ochlocracy ที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียมากกว่า
เยาวชนในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิทางการเมืองเต็มขั้นในอนาคต มีหน้าที่จะต้องรักษาคุณภาพของตนเอาไว้ แต่ในเมื่อพวกเขายังไม่บรรลุนิติภาวะ รัฐจึงต้องใช้อำนาจที่ได้มาจากประชาชนส่วนใหญ่ (ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว) ในการดูแลคุณภาพของเยาวชน
เพราะหากปล่อยปละละเลย หรือเห็นผิดเป็นชอบว่ากฎแห่งป่าและโลกของม็อบในโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งดีงาม เมื่อนั้น Democracy จะพังพินาศเอา
สุดท้ายนี้ผมจะขอทิ้งคำพูด (หรือคำเตือน?) ของนักปรัชญาอีกท่านที่มองการณ์ไกลเกี่ยวกับโลกโซเชียลมีเดียและการปกครองโดยม็อบ นั่นคือ อุมแบร์โต เอโก (Umberto Eco) นักปรัชญาและนักเขียนชื่อดังชาวอิตาเลียน ซึ่งครั้งหนึ่งกล่าวไว้ว่า
“โซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้กองทัพของคนโง่เขลา (legions of idiots) ได้แสดงความคิดเห็น—คนเหล่านั้นเมื่อก่อนมักพูดคุยกันเฉพาะในบาร์หลังดื่มไวน์สักแก้ว โดยไม่ทำร้ายชุมชน พวกเขาถูกปิดปากไปอย่างรวดเร็ว แต่ตอนนี้พวกเขากลับมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นเท่าเทียมกับผู้ได้รับรางวัลโนเบล มันคือการรุกรานของพวกคนโง่เขลา (invasion of the idiots)”
และเขายังบอกว่า “โศกนาฏกรรมของอินเทอร์เน็ตคือมันยกระดับคนโง่ประจำหมู่บ้านให้กลายเป็นผู้พูดความจริง”
ผมบอกไม่ได้ว่าอุมแบร์โต เอโกเป็น "คนเหยียดคน" หรือไม่ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับทัศนะของแต่ละคน
แต่ผมมองว่า idiots ที่เขาพูดถึงไม่ใช่คนไม่มีการศึกษา แต่เป็นคนที่ไม่มีหัวคิดหรือพวก ignorant และยังเย่อหยิ่งคิดว่าตัวเองเป็นคนที่รู้จริงและมีอำนาจที่จะสอนสั่งคนอื่นได้
เราคงไม่อยากให้พวกที่เป็น ignorant มาอบรมสั่งสอนลูกหลานของเราใช่ไหม?
และผมเห็นด้วยกับทัศนะของเขาเพราะมองออกว่าคำกล่าวของเขาสะท้อนแนวคิดเรื่องกฎหมู่ของโพลีบิอุสนั่นแหละ คือการที่คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีความรู้จริงทั้งยังตกอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้บงการการรับรู้ (หรือ Demagogue คือแฟลตฟอร์มต่างๆ) ทำให้คน idiots กลายเป็นคนที่มีปากมีเสียงเท่าๆ กับคนระดับครูบาอาจารย์ นักวิชาการ และนักคิดนักเขียนที่รู้จริงๆ แต่กลับถูกมองข้ามหรือกระทั่งถูกเยาะเย้ยโดยพวก idiots ผมคิดว่านั่นเป็นสังคม Ochlocracy แท้ๆ ไม่ใช่ Democracy และเป็นสังคมที่เราไม่ควรให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้้นมากับมันและยิ่งไม่ควรเข้าไปยุ่งกับมัน
เราคงไม่อยากให้เยาวชนชนของเราเป็น idiots ใช่ไหม?
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - หญิงสองคนนอนอยู่บนม้านั่งริมแม่น้ำหวงผู่ในเซี่ยงไฮ้และมองดูโทรศัพท์มือถือของพวกเธอ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 (Photo by Jade GAO / AFP)