ปรัชญาแห่ง ‘การให้ไปก่อน’ ของ ‘คุณก้อย-สลิลลา’ ซีอีโอหญิงผู้ขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมด้วยหัวใจที่ยั่งยืน
ภายใต้ท่วงท่าสง่างามที่ผสานไปกับความอ่อนโยน หากแต่ลึกลงไปในบทบาทของซีอีโอหญิง คุณก้อย-สลิลลา อติการบดี CEO Salil Hospitality Group คือตัวแทนของสุภาพสตรีนักบริหารผู้เก่งกาจรอบด้าน มองการณ์ไกลในเชิงธุรกิจ และพร้อมส่งต่อสิ่งดีงามเพื่อหล่อหลอมสังคมที่ยั่งยืน
เส้นทางสายธุรกิจของคุณก้อยนั้นเริ่มปูทางมานับแต่ยังเยาว์ ขณะศึกษาระดับชั้นมัธยมอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เธอพบว่าตัวเองทุ่มเทความหลงใหลให้กับศาสตร์ของตัวเลข จุดประกายให้เธอเลือกสอบเข้าคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มาหาวิทยาลัย แล้วไปต่อระดับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจจาก Saint Louis University ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในสายการเงินและหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เมืองไทยอยู่นานหลายปี
หลังจากมีครอบครัวเธอจึงเริ่มมองหาธุรกิจที่เป็นของตัวเอง ประกอบกับได้รับคำแนะนำและแรงสนับสนุนจากสามี (คุณวรพงษ์ อติการบดี) คุณก้อยจึงเริ่มต้นก้าวสู่งานด้านการโรงแรม โดยเปิดตัวแห่งแรกในซอยสุขุมวิท 8 ในชื่อ ‘Salil Hotel’ (สลิล โฮเทล) เมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา
“ครอบครัวของสามีทำธุรกิจโรงแรมอยู่แล้ว แต่เราสองคนก็อยากทำธุรกิจที่เป็นของตัวเองจริงๆ แห่งแรกเป็นทาวเฮาส์เก่าขนาดใหญ่ในซอยสุขุมวิท 8 เราก็ปรับปรุงใหม่สร้างเป็นโรงแรม 30 ห้อง” คุณก้อยเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นนับแต่ก้าวแรก
“ด้วยความที่เป็นโรงแรมเล็กๆ เราก็ทำเองหมดทุกขั้นตอนเลยค่ะ ตั้งแต่การทำสัญญากับเอเจนต์ ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบหลังบ้าน ซึ่งส่งผลดีให้เราเรียนรู้และเติบโตได้ไวในทุกกระบวนการ”
จากความสำเร็จแรก บวกกับการไม่ยอมหยุดนิ่งของคุณก้อย ปัจจุบันแบรนด์ ‘Salil Hotel’ ได้พัฒนาต่อยอดขยายตัวจนกลายเป็นอาณาจักรย่อมๆ ที่มีมากถึง 6 สาขา กระจายตัวอยู่ตามทำเลสำคัญๆ ของกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นที่ทองหล่อซอย 1 และสุขุมวิท 11 ในชื่อ La Petite Salil Hotel รวมไปถึง The Salil Hotel Sukhumvit 57 บูทีกโฮเต็ลสุดหรูในซอยสุขุมวิท 57 นอกจากนี้ยังมี Vince Hotel Pratunam โรงแรมในเครือย่านประตูน้ำ และล่าสุดที่เปิดตัวไปเมื่อสามปีที่แล้ว คือ The Salil Hotel Riverside – Bangkok โรงแรมที่ผสมผสานไลฟ์สไตล์และงานศิลปะเข้าไว้ด้วยกันอย่างเปี่ยมเอกลักษณ์อันโดดเด่นลงตัว บนพื้นที่เลียบริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาย่านเจริญกรุง และในอนาคตอันใกล้ แบรนด์ The Salil Hotel วางแผนเปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่ใกล้ย่านช็อปปิ้งอย่างสยามสแควร์ โดยมุ่งเน้นทำเลศักยภาพใจกลางย่านธุรกิจและการท่องเที่ยว ภายใต้ความตั้งใจให้เป็นโรงแรมที่มีขนาดใหญ่กว่าทุกสาขาที่เคยสร้างสรรค์มา นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ในการเติบโตไปสู่ความสำเร็จอย่างงดงามและต่อเนื่อง
Journey of Dreams
ด้วยความที่ชื่อ ‘Salil Hospitality’ นั้นย่อมาจากชื่อจริงของคุณก้อย นั่นคือ ‘สลิลลา’ มีความหมายว่า ‘น้ำ’ ให้ความรู้สึกที่เย็น สบาย เป็นชื่อที่เรียกง่ายจำได้ง่ายทั้งสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งประจวบเหมาะกับโรงแรมน้องใหม่ในเครือ The Salil Hotel Riverside – Bangkok ที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา จากโกดังเก่าได้รับการรังสรรค์ใหม่กลายเป็นบูทีกโฮเต็ลที่เน้นให้บริการระดับห้าดาว ภายใต้แนวคิด ‘Journey of Dreams’ นำเสนอผ่านการออกแบบที่ถูกวางไว้ให้เป็นเสมือน ‘เรือสำราญ’ (Cruise Ship) ลอยลำเลียบสายน้ำ ที่ซึ่งแขกสามารถใช้ชีวิตอยู่ในอาณาบริเวณของโรงแรมได้ตลอดเช้าจรดค่ำ ด้วยว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวก และร้านรวงเปิดให้บริการตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์มากกว่า 13 แห่ง ตลอดถึงการบอกเล่าเรื่องราวแห่งจินตนาการผ่านงานศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งผ่านการตีความถ่ายทอดโดยศิลปินและนักออกแบบแถวหน้า
“เรามองว่าโรงแรมจะสวยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมี ‘เรื่องราว’ (Story) ที่ The Salil Hotel Riverside – Bangkok เรามีคอนเซปต์ว่า ‘Journey of Dreams’ คือการนำแรงบันดาลใจจากสถานที่ริมน้ำ มาผสมผสานร่วมกับดีเอ็นเอของโรงแรมที่ให้ความสำคัญกับศิลปะและวัฒนธรรม แล้วถ่ายทอดผ่านผลงานศิลปะที่เหมือนการผจญภัยเข้าไปในความฝัน สร้างสรรค์ออกมาเป็นสัตว์ในจินตนาการคล้ายๆ สัตว์ในวรรณคดี มีทั้งสัตว์น้ำ สัตว์บก และสัตว์ปีก ซึ่งเป็นผลงานที่หาชมได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น
“เราได้รับเกียรติจากคุณเจ (นพณัฐ สุนทรสวัสดิ์) มาทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ (Curator) คัดเลือกผลงานของศิลปินร่วมสมัยชื่อดังหลายคน เพื่อร่วมออกแบบและสร้างสรรค์เป็นพิเศษให้กับโรงแรม ในห้องพักทุกห้องจะตกแต่งด้วยผลงานของศิลปินที่แตกต่างกัน แต่ละชั้นก็จะมีภาพเขียนจัดแสดงไว้ไม่เหมือนกัน ในขณะที่แต่ละตึกก็จะออกแบบตกแต่งคนละสไตล์ อย่างตึกริมน้ำเป็นสไตล์โคโลเนียล (Colonial Style) อาคารกลางมีกลิ่นอายคอนเทมโพรารี (Contemporary Style) ขึ้นมาหน่อย ส่วนตึกแรกด้านหน้าก็ออกแนวโมเดิร์นร่วมสมัย (Modern Style)”
และด้วยความตั้งใจอยากจะให้แขกผู้มาเยือนได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างเหนือความคาดหมาย คุณก้อยและทีมงานยังรังสรรค์กิจกรรมที่หลากหลายน่าสนใจ เช่น กิจกรรมตักบาตรเช้า กิจกรรมแต่งชุดไทยพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ชวนแขกล่องเรือจ่ายตลาด เพื่อจับจ่ายวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารโดยมีเชฟคอยดูแลให้คำแนะนำ รวมถึงทางโรงแรมยังเป็นสถานที่ที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly) ยินดีต้อนรับแขกที่เช็กอินเข้าพักพร้อมเพื่อนสี่ขาตัวโปรด และมีกิจกรรมฝึกโยคะพร้อมสุนัขอีกด้วย
ปรัชญาว่าด้วย ‘การให้ไปก่อน‘
นอกเหนือจากความมุ่งมั่นพัฒนางานที่รักให้ไปสู่ความเป็นเลิศในทุกมิติแล้ว แนวคิดของคุณก้อยยังเปิดกว้างและก้าวไกลไปสู่การสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมเพื่อการเติบโตอันยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาที่ว่าด้วย ‘การให้ไปก่อน’
“เคยมีผู้ใหญ่ที่เคารพสอนไว้ว่า ในการทำธุรกิจอย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ให้มองถึงผลประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคม ถ้าเราอยากได้สิ่งไหน ก็ให้ทำสิ่งนั้นไปก่อน โดยอย่าเพิ่งคาดหวังสิ่งตอบแทนในทันที เพราะถ้าสิ่งที่เราทำลงไปนั้นมันเป็นเรื่องที่ดี และสามารถช่วยเหลือผู้คนได้ สุดท้ายแล้วมันก็จะดีกันทั้งสังคม เราก็จดจำคำแนะนำนั้นมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีการทำงานของเรา”
ด้วยการนำทีมของซีอีโอสาวคนเก่ง ทางโรงแรมได้ร่วมกับเขตและกรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้าไปพัฒนาพื้นที่สาธารณะและทัศนียภาพโดยรอบโรงแรมหลายแห่ง ตลอดทั้งทางโรงแรมให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่ล่อแหลมให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย เช่น บริเวณที่เคยมีปัญหาเด็กมั่วสุมหรือแหล่งน้ำเน่าเสีย ทีมงานจะเข้าไปออกแบบจัดสรรพื้นที่ให้สว่าง โปร่งโล่ง และสวยงาม ด้วยการจัดสวน ปลูกต้นไม้ ขุดลอกคลอง ปรับปรุงพื้นผิวถนนให้มีคุณภาพและสะอาดสะอ้านขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นที่ลับตาคนสำหรับการทำสิ่งผิดกฎหมาย ช่วยให้ชุมชนปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น
ในส่วนของตัวโรงแรมเอง ยังมีการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เช่น โครงการ Green Plus และการขอมาตรฐานระดับ Green Globe และ GSTC เพื่อยืนยันถึงความรับผิดชอบต่อโลกและสังคมรอบข้าง
“สิ่งที่เราตั้งใจทำส่งผลลัพธ์เป็นวงจรบวก พอชุมชนและสภาพแวดล้อมโดยรอบสวยงามและปลอดภัย ผลดีก็สะท้อนกลับมาสู่โรงแรมเอง เพราะทำให้แขกที่มาพักรู้สึกประทับใจและอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ นอกจากนี้ยังสร้างความภาคภูมิใจให้แก่พนักงานในองค์กรที่ได้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีส่วนช่วยให้สังคมดีขึ้น”
VisionaryLeaderและหลักธรรมประจำใจ
ในบทบาทผู้นำหญิงที่ต้องเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ในขณะที่โลกยุคปัจจุบันล้วนเปี่ยมไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสุดขีดขั้น คุณก้อยมองว่าวิสัยทัศน์และคุณสมบัติสำคัญที่คนระดับผู้นำแถวหน้าต้องมี นั่นคือ สายตาที่ก้าวไกลและมองเห็นภาพรวมอย่างชัดแจ้ง
“ต้องมองให้ไกลถึงภาพรวมขององค์กร รวมถึงสังคมส่วนรวมด้วยคะ ว่าเราทำอะไรแล้วมันสะท้อนไปถึงสังคมได้มากแค่ไหน และต้องตระหนักอยู่เสมอว่าโลกทุกวันนี้หมุนเร็วมาก ทุกอย่างไม่มีความแน่นอน เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้ในการปรับตัวตามโลกและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างถูกจังหวะและเหมาะสม”
ส่วนต้นแบบในการทำงานของคุณก้อย เธอขอยกให้คุณชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารหญิงเก่งและแกร่งแห่งกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์
“การที่คุณแป๋มเธอสร้างไอคอนสยามขึ้นมา มันคือวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างให้เป็นจุดหมายปลายทาง (World Destination) ระดับโลก คือมันไม่ได้ดีแค่กับองค์กรของเธอ แต่มันส่งผลดีและสร้างแรงกระเพื่อมเป็นทอดๆ ให้แก่วิถีชีวิตย่านเลียบริมฝั่งเจ้าพระยา ทั้งคนทำธุรกิจรายเล็กรายใหญ่ และชุมชนแวดล้อมต่างๆ ให้มีโอกาสได้เติบโตไปด้วยกัน”
ในขณะที่ต้นแบบการใช้ชีวิต คุณก้อยยึดหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นแก่นแกนนำทางอย่างที่เรียกว่าผู้รู้สติ
“คุณแม่ปลูกฝังธรรมะมาตั้งแต่เด็กค่ะ โดยเฉพาะเรื่องการเป็นที่พึ่งแห่งตน ทุกวันนี้ตื่นเช้ามาก็จะแบ่งเวลาฝึกสมาธิเจริญสติเพื่อมองดูตัวเอง ดูลมหายใจ ดูความคิดในทุกๆ วัน ถือเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งดีๆ ที่เราทำได้ด้วยตัวเอง ส่วนสุดสัปดาห์ทุกวันอาทิตย์จะไปสวดมนต์ฟังธรรมที่วัดประมาณสามชั่วโมง ถือว่าเป็นช่วงเวลาคุณภาพที่ได้มีสมาธิอยู่กับตัวเองจริงๆ
“อย่างที่บอกว่าโลกสมัยนี้หมุนเร็ว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน การได้ปลีกตัวถอยออกห่างความวุ่นวายไปอยู่กับตัวเองอย่างสงบสักพัก มันช่วยเติมเต็มความสุขให้แก่เราได้ เราอยากเป็นผู้นำที่นอกจากจะผลักดันองค์กรและทีมงานให้พัฒนาเติบโตไปอย่างแข็งแกร่งแล้ว ก็อยากเป็นผู้นำที่ส่งต่อความสุขด้วย และด้วยงานโรงแรมที่เชื่อมโยงกับผู้คนหลากหลาย ถ้าคนทำงานมีความสุข ก็จะสะท้อนถึงคุณภาพของการบริการที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้าได้ด้วย รวมถึงสามารถแบ่งปันและส่งต่อความสุขให้กับแขกที่มาเข้าพักได้อย่างเป็นธรรมชาติ”