โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ศุภจี” วางเป้า เอสเอ็มอี โต 40% ช่วยผลักดันประเทศหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

“ศุภจี” แจง ภารกิจ “ก.พาณิชย์” เผชิญความท้าทาย 4 ด้าน วางเป้า เอสเอ็มอี โต 40% ช่วยผลักดันประเทศหลุดกับดักรายได้ปานกลาง ลั่นให้ความสำคัญปราบ “นอมินี - ทุนเทา” ใช้ AI ช่วยตรวจสอบ

เมื่อเวลา 18.35 น. วันที่ 29 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่า วันนี้ความท้าทายของประเทศมี 4 ด้าน คือ 1.ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่วันนี้มีความตึงตัวอย่างยิ่ง การค้าขายในวันนี้ยากลำบากเพราะมีการแบ่งขั้วอำนาจกัน ซึ่งแต่ละขั้วอำนาจมีความต้องการที่จะผลักดันนโยบายของตัวเองให้ประเทศต่างๆทำตาม ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ จึงต้องอยู่ตรงกลางให้มีความสมดุลทำงานกับทุกคนให้ได้มากที่สุด ความท้าทายตรงนี้คือทำอย่างไรที่จะทำให้เราอยู่ได้ในสถานการณ์ที่ภูมิศาสตร์โลกเป็นเช่นนี้

2.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้สินค้าที่เป็นปฐมภูมิของการทำการค้าการขาย คือพลังงานมีราคาผันผวนมาก ต่อให้ตอนนี้อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีการสงบศึกระหว่างประเทศที่เป็นคู่สงครามกัน แต่ก็มีความไม่แน่นอน โครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินการทั้งภาคเกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก รายใหญ่ ค่าขนส่ง และประกันต่างๆ มีความตึงตัวอย่างยิ่ง

3.โครงสร้างทรัพยากรมนุษย์ วันนี้ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุมากขึ้น เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ จึงต้องมีการเสริมทักษะในทุกๆด้าน รวมถึงด้านเทคโนโลยี และ 4.โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นระยะเวลานาน เราจึงมีความต้องการที่จะยกตัวออกจากกับดักนี้

นางศุภจี กล่าวว่า ด้วยความท้าทายทั้งหลายและงบประมาณที่รัฐบาลมีอย่างจำกัด สิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกัน คือ ต้องทำทั้งแก้ระยะสั้น และวางโครงสร้างสำหรับการตอบสนองในระยะยาว ซึ่งปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน ดังนั้น ต้องแก้ไขในระยะสั้นให้ได้ และไม่ใช่ทุกอย่างที่จะแก้ไขได้ทันที ขณะเดียวกันด้วยงบประมาณที่จำกัด จึงต้องแก้เรื่องโครงสร้างระยะยาวด้วยเช่นกัน

ต้องแก้ไขทั้งโครงสร้าง

นางศุภจี ยังกล่าวถึงสินค้าเกษตรที่ทุกท่านให้ความสนใจ ซึ่งตนก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง วันนี้สินค้าเกษตรสร้างรายได้ให้ประเทศไม่ถึง 10% แต่เรามีแรงงานในภาคเกษตรกรรมกว่า 30% ถ้าเราช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เท่ากับว่าจะช่วยคน 1 ใน 3 ของประเทศได้ ทั้งนี้ เรื่องสินค้าเกษตรคงดูเฉพาะบางสินค้าไม่ได้ เพราะมีปัจจัย และข้อจำกัดหลายอย่าง จึงต้องแก้ทั้งโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

“การแก้ปัญหาต้องไม่มองแค่จุดเดียว แต่ต้องมองทางโครงสร้าง และต้องแก้ก่อนปัญหาจะเกิด ท่านอาจจะคุ้นชินว่าต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยเข้าไปแก้ แต่เราไม่มีงบประมาณขนาดนั้น การที่เราทำการตลาดล่วงหน้าหรือแก้ปัญหาก่อนจะเกิด เราไม่ได้ใช้งบประมาณ นี่คือการทำทั้งโครงสร้าง ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ“ นางศุภจี กล่าว

ลั่นทุกอย่างแก้ไขวันเดียวไม่ได้

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ด้วยสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นแบบนี้ ประเทศไทยได้รับผลกระทบเรื่องสินค้าเกษตรจากการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าขนส่งมีราคาสูง และผลผลิตออกมาล้นตลาด แต่ราคาสินค้าเกษตรช่วงเดือน มิ.ย. แม้ว่ามีสินค้าบางตัวราคาลดลงเมื่อเทียบจากปีก่อน แต่ในภาพรวมสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้นแทบทุกตัว

“แน่นอนว่ามีผลิตภัณฑ์หรือพืชผลที่เรายังทำได้ไม่ดี ซึ่งเราจะต้องดูแล แต่มีหลายตัวที่ดี เรามีความพยายามจะทำให้สินค้าเกษตรไม่ล่มสลาย จึงอยากให้ช่วยกันดูในภาพรวมด้วย ตนไม่ได้บอกว่าทำดีที่สุดแล้ว แต่กำลังเรียนว่าเราไม่ทำให้เรือลำนี้ที่ดูเรื่องสินค้าเกษตรล่มไป เราพยายามทำให้โคลงน้อยที่สุด เพื่อทำให้พืชผลเกษตรของเราอยู่รอดได้ ในสถานการณ์โลกที่การค้าขายมีความยากลำบากแบบนี้ ดังนั้น เราต้องพยายามปรับตัวทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งต้องใช้เวลา ทุกอย่างไม่สามารถแก้ได้ภายในวันเดียว” นางศุภจี กล่าว

พยุงราคารักษาเสถียรภาพ

รมว.พาณิชย์ ยังกล่าวถึงข้าว ที่ปีนี้สถานการณ์ดีพอสมควร เพราะมีตัวอุปทานเกินน้อยลงกว่าปีที่แล้ว รวมถึงมีการเตรียมพร้อมในการรักษาเสถียรภาพข้าว ตนได้พูดคุยกับพี่น้องชาวนาหลายท่านก็บอกว่าขณะนี้ข้าวมีราคาดีจริง แต่ว่าช่วงนี้ไม่มีข้าวในมือ เพราะข้าวอาจจะไปอยู่ในมือของผู้รวบรวมโรงสีหรือผู้ส่งออก ซึ่งหน้าที่ของรัฐบาลคือต้องพยุงรักษาเสถียรภาพของราคา ตามกลไก และงบประมาณที่มี นอกจากนี้ ยังมีความพยายามยกระดับข้าวไทยให้มีคุณค่ามากขึ้น โดยใช้คำว่า “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต”

ตั้งเป้าเอสเอ็มอีโต 40%

ขณะที่ เรื่องของ SMEs ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเศรษฐกิจของประเทศต้องโตด้วยผู้ประกอบการรายเล็ก และชุมชน ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่ 99% ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนคือ SMEs จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องช่วยดูแลให้ SMEs เติบโตได้ ซึ่งรายได้ของ SMEs เมื่อเทียบสัดส่วนกับจีดีพี ทำรายได้อยู่ที่ 35% เชื่อว่าเป้าหมายคืออยากจะทำให้รายได้ที่มาจาก SMEs โตมากกว่านี้อย่างน้อย 40% โดยเฉพาะช่วงที่รัฐบาลพยายามผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ SMEs ซึ่งจะเป็นการช่วยผลักดันทำให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางได้

ช่วยดูไม่ให้ทุนนอกเอาเปรียบ

ทั้งนี้ สิ่งที่เราควรช่วยกันดูคือทำอย่างไร SMEs ของเรา จะไม่ถูกเอาเปรียบจากทุนนอกหรือคนที่มีสินค้าเข้ามาทุ่มตลาด ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในเรื่องของนอมินีมาก โดยได้มีการเซ็นเอ็มโอยูร่วมกันกับ 23 หน่วยงานภาครัฐเพื่อปราบนอมินี และทุนเทา ท่านอาจจะบอกว่าเราเก่งแต่เซ็นเอ็มโอยูแต่ไม่ได้ทำอะไร ซึ่งเอ็มโอยูเซ็นเมื่อเดือน พ.ค. แต่เราเริ่มทำงานเดือน ต.ค. เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ทุกคนมีความเข้าใจในเรื่องของการแชร์ข้อมูลในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือมีการป้องกันการจดทะเบียนการตั้งบริษัทที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงการดูที่มาของแหล่งเงินทุนที่ต้องแสดงหลักฐานว่านำเงินมาจากไหน ทำให้ขณะนี้คนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นนอมินีมีจำนวนลดลงถึงกว่า 65% อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเห็นว่ายังไม่เพียงพอ แต่จะต้องทำเรื่องมาตรการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) เพื่อให้คนที่ทำถูกต้องไม่ได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลมีมาตรการเข้มข้น ซึ่งเดือน ส.ค. จะขอให้ทางผู้รับเงินต้องยื่นหลักฐานมาด้วย เชื่อว่าน่าจะลดความเสี่ยงของบริษัทนอมินีได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับเทคโนโลยีในการให้บริการ ซึ่งไม่ได้ใช้งบประมาณ แต่ใช้วิธีการบูรณาการภายในกระทรวง และใช้งบประมาณเล็กน้อยในการใช้ AI ช่วยพัฒนาธุรกิจการค้าในการตรวจสอบความเสี่ยง มีความโปร่งใส และตอบสนองได้อย่างแม่นยำ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ศุภจี” วางเป้า เอสเอ็มอี โต 40% ช่วยผลักดันประเทศหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...