ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกเรื่องอิหร่านและเลบานอนจริงหรือไม่
แม้ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องความร้าวฉานระหว่าง เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมามีจุดยืนด้านนโยบายการต่างประเทศที่สวนทางกันมาโดยตลอด แต่สัญญาณหลายอย่างในปัจจุบันบ่งชี้ไปในทางนั้น
ประเด็นสำคัญ
- MoU สหรัฐฯ-อิหร่าน และจุดเปลี่ยนสำคัญจากท่าทีที่ต่างกันต่ออิสราเอล
- ปมขัดแย้ง: เม็ดเงินฟื้นฟู และ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
- ทำเนียบขาวประสานเสียง ‘ไม่มีอะไรในกอไผ่’
- ทำไมนโยบายที่สวนทางของ ‘แวนซ์-รูบิโอ’ จึงเป็นเรื่องสำคัญ?
โดยสำนักข่าว Al Jazeera ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนว่าทั้งคู่กำลังส่งสัญญาณด้านนโยบายที่ ‘สวนทางกัน’ ในวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามาทุกขณะ
คำถามสำคัญในเวลานี้คือ ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกจริงหรือไม่?
MoU สหรัฐฯ-อิหร่าน และจุดเปลี่ยนสำคัญจากท่าทีที่ต่างกันต่ออิสราเอล
เรื่องราวความร้าวฉานอาจเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ตัดสินใจลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับอิหร่านเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อหวังยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ทรัมป์เผชิญกับแรงกดดันและกระแสโต้กลับอย่างรุนแรงจากนักการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุนที่ฝักใฝ่อิสราเอล
ผู้ที่ต้องออกหน้ารับไม้ต่อในการเคลียร์ปัญหาก็คือ เจ.ดี แวนซ์ ในฐานะผู้นำการเจรจาลับที่สวิตเซอร์แลนด์ แวนซ์เดินสายออกสื่ออย่างหนักเพื่อปกป้องข้อตกลงนี้ โดยระบุว่านี่คือ “ความคืบหน้าครั้งใหญ่” และเป็นรากฐานสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่ตั้งเป้าต้องจบให้ได้ภายใน 60 วัน
ข้อมูลจาก Al Jazeera ชี้ให้เห็นว่า จุดที่ทำให้คนเริ่มสังเกตเห็นรอยร้าวคือ วิธีการปฏิบัติต่ออิสราเอล พันธมิตรเบอร์หนึ่งของสหรัฐฯ
สายพิราบจำเป็น – เจ.ดี. แวนซ์เลือกใช้ไม้แข็งและถ้อยคำที่รุนแรงตักเตือนอิสราเอลที่ออกมาคัดค้าน MoU ฉบับนี้ พร้อมเตือนสติอิสราเอลอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณเป็นประเทศที่มีประชากรแค่ 9 ล้านคน คุณไม่สามารถใช้แค่การเข่นฆ่าเพื่อเอาตัวรอดจากการแก้ปัญหาความมั่นคงแห่งชาติทุกเรื่องได้หรอก” นอกจากนี้เขายังชี้ว่าการที่อิสราเอลถล่มตึกพลเรือนในเบรุต (เลบานอน) กำลังพังแผนสันติภาพของสหรัฐฯ (ซึ่งสอดคล้องกับที่ทรัมป์เคยตำหนิอิสราเอลในเวที G7 ว่าไม่จำเป็นต้องถล่มตึกอพาร์ตเมนต์เพื่อตามล่าคนแค่คนเดียว)
สายเหยี่ยวตัวจริง – มาร์โก รูบิโอ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศนั้น กลับพยายามเลี่ยงที่จะวิจารณ์อิสราเอลตรงๆ แต่หันไปโจมตีรัฐบาลอิหร่านแทน โดยเขาเดินสายเยือนพันธมิตรในอ่าวอาหรับเพื่อรับขวัญหลังจากถูกเตหะรานโจมตีในช่วงสงคราม และปกป้องปฏิบัติการทหารของอิสราเอลในเลบานอนว่าเป็น ‘การตอบโต้ที่ชอบธรรม’ ต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
ปมขัดแย้ง: เม็ดเงินฟื้นฟู และ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันของทั้งคู่ยังลามไปถึงเรื่องการบริหารจัดการหลังสงคราม และความมั่นคงทางพลังงานโลก
เรื่องเงินฟื้นฟูประเทศอิหร่าน: แวนซ์มองโลกในแง่ดีและเสนอไอเดียว่า กลุ่มประเทศอาหรับในภูมิภาคควรมาร่วมลงขันในกองทุนฟื้นฟูอิหร่าน แต่เมื่อรูบิโอไปเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน เขากลับรีบเบรกไอเดียนี้ทันทีโดยบอกว่าเรื่องนี้ “ยังอีกยาวไกล” และย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงจริง “แต่เราไม่ต้องการข้อตกลงที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทุกราคา”
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: หลังจากลงนาม MoU ได้ไม่นาน สหรัฐฯ และอิหร่านก็เกิดการปะทะและโจมตีโต้ตอบกันนาน 3 วันเหนือช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งพลังงาน 1 ใน 5 ของโลก) รูบิโอประกาศกร้าวทันทีว่าน่านน้ำสากลนี้ไม่ใช่ของใคร และอิหร่านไม่มีสิทธิ์เก็บค่าผ่านทางเด็ดขาด ขณะที่ฝั่งแวนซ์พยายามลดโทนความแข็งกร้าวลง โดยบอกว่าเราต้องยอมรับสิทธิ์ในการป้องกันตัวเองของทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลหรืออิหร่านก็ตาม
นอกจากนี้ รูบิโอยังเป็นคนผลักดันกรอบข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-เลบานอน ทว่าข้อตกลงนั้นกลับถูกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และอิหร่านปฏิเสธทันควัน เพราะไม่ได้บังคับให้อิสราเอลถอนทหารออกจากตอนใต้ของเลบานอน (ซึ่งอิสราเอลยึดครองอยู่ราว 20%) โดยฝั่งเตหะรานมองว่า MoU ที่ทำไว้กับทรัมป์นั้นครอบคลุมการยุติศึกในเลบานอนอยู่แล้ว ข้อตกลงของรูบิโอจึงไม่มีความจำเป็น
ทำเนียบขาวประสานเสียง ‘ไม่มีอะไรในกอไผ่’
แน่นอนว่าเมื่อเกิดกระแสข่าวลือ ทีมโฆษกของทรัมป์ก็รีบออกมาปฏิเสธอย่างขันแข็ง โดยแอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว และทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาย้ำว่า ทีมบริหารมีเพียงค่ายเดียว คือค่ายของประธานาธิบดีทรัมป์ และทั้งรัฐบาลพร้อมหนุนหลังความพยายามของประธานาธิบดีแบบ 100% เพื่อไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์
ตัวของ มาร์โก รูบิโอ เองเมื่อถูกนักข่าวจี้ถาม ก็ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า มุมมองของเขาไม่ได้ต่างจากแวนซ์ เพราะทุกคนต่างยึดถือคำสั่งและแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหลัก
ทำไมนโยบายที่สวนทางของ ‘แวนซ์-รูบิโอ’ จึงเป็นเรื่องสำคัญ?
คำตอบคือ แวนซ์ และ รูบิโอ ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีทั่วไป แต่พวกเขาคือ ‘ตัวแทน’ ของสองขั้วความคิดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในพรรครีพับลิกันในปัจจุบัน และทั้งคู่ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากทรัมป์ในอนาคต
ฝั่งเจดี แวนซ์ คือตัวแทนของกลุ่ม ‘ขวาใหม่’ (New Right) หรือกลุ่มฐานเสียงรีพับลิกันยุคปัจจุบันที่มองว่า สงครามในต่างแดนที่ผ่านมาเป็นเรื่องไร้ความยั้งคิด สิ้นเปลืองทั้งชีวิตทหารและงบประมาณแผ่นดินอเมริกาโดยใช่เหตุ จึงเน้นการเจรจาและถอยห่างจากความขัดแย้ง
ฝั่งมาร์โก รูบิโอ คือตัวแทนของกลุ่ม ‘นีโอคอนเซอร์เวทีฟ’ (Neoconservative) หรือกลุ่มสายเหยี่ยวดั้งเดิมในวุฒิสภา ที่เชื่อในอิทธิพลของอเมริกา และนิยมการใช้ท่าทีที่แข็งกร้าว เผชิญหน้า เพื่อกดดันศัตรูอย่างอิหร่าน รัสเซีย หรือคิวบา
แม้ว่าในฉากหน้า ทั้งคู่จะพยายามประสานเสียงว่าเดินตามนโยบาย ‘America First’ ของทรัมป์เหมือนกัน แต่ความขัดแย้งในรายละเอียดของการจัดการวิกฤตอิหร่านและเลบานอนครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์จากรายงานของ Al Jazeera ว่า ภายในรัฐบาลทรัมป์กำลังเกิดการคานอำนาจและต่อสู้ทางความคิดกันอย่างเข้มข้น ซึ่งผลลัพธ์ของมันอาจกำหนดทิศทางระเบียบโลกใหม่ต่อจากนี้
ภาพ:Reuters
อ้างอิง: