โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพราะ (การ) เมืองกรุงเทพฯ มีเพศ: จากผู้หญิง (หนึ่งเดียว) ในสนาม สู่คำถามที่ใหญ่กว่าคะแนนเสียง

The Momentum

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และทีมงานกรุงเทพฯ ทำงาน กับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2569 และการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) อีกสมัย หลังทุบสถิติเดิมจากการชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อปี 2565

แต่วันนี้จะพูดถึง ‘ผู้หญิงในการเมือง’ ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่พูดถึงเธอคนนี้ไม่ได้ นั่นคือ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หญิงหนึ่งเดียว โดยความน่าสนใจไม่ใช่เพียงแค่จำนวนที่แตกต่างระหว่างผู้สมัครหญิงกับชาย แต่เป็นผลคะแนนเสียงที่เธอได้รับ

มัลลิกาเป็นนักข่าว เจ้าของธุรกิจ และนักการเมือง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และเคยบริหารประเทศผ่านการเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเลขานุการรัฐมนตรีในหลายกระทรวง ก่อนที่จะลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้

เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบ หากมองผ่านหลักการตลาดอย่างความแตกต่างของสินค้า (Product Differentiation) หรือกลยุทธ์ทางการตลาด ที่สร้างเอกลักษณ์ให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง

แต่ความแตกต่างของเธอในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียง ‘ความแตกต่างเชิงกลยุทธ์’ ที่สร้างความโดดเด่น หากยังสะท้อนถึงความผิดปกติของสนามการเมืองไทย ที่มีผู้หญิงลงสมัครเพียงคนเดียว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมเธอถึงได้คะแนนเยอะ” แต่คือ “ทำไมถึงมีผู้หญิงเพียงคนเดียวในสนามนี้”

การเป็นผู้หญิงคนเดียวในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อาจเป็นข้อได้เปรียบหนึ่ง ที่ส่งผลให้เธอได้คะแนนเสียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.สูงเป็นลำดับที่ 2 เอาชนะตัวแทนจากพรรคประชาชนอย่าง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ซึ่งถือเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ เพราะการที่เธอได้คะแนนเสียงมากกว่า อาจเป็นการตอกย้ำถึงการกลับมาของสังคมอนุรักษนิยม (ที่อาจไม่เคยหายไป) ในกรุงเทพฯ และการหลงทางของพรรคประชาชน หรือแม้แต่ส่วนแบ่งทางการตลาดระหว่างพรรคประชาชนกับทีมงานกรุงเทพฯ ทำงาน

อีกนัยหนึ่ง คะแนนเสียงที่เธอได้รับอาจไม่ได้สะท้อนเพียงการเลือกตัวบุคคล แต่อาจสะท้อนความเป็นไปได้ใหม่ของการมองเห็นผู้หญิงในฐานะผู้มีศักยภาพในการบริหารเมือง เพราะในสังคมที่การเมืองยังถูกทำให้เป็นพื้นที่ของผู้ชาย การที่ผู้หญิงคนหนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกหลักของประชาชน ย่อมมีนัยเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญต่อการขยายจินตนาการทางการเมืองของสังคม

แต่การเป็น ‘ผู้หญิงในการเมือง’ เป็นข้อดีจริงหรือ

จากสถิติในปี 2569 พบว่า จากจำนวนผู้สมัคร สส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต มีผู้หญิงเพียงร้อยละ 19 นอกจากนี้ จากจำนวนผู้สมัคร สส.หญิงทั้งหมด มีเพียงร้อยละ 1.95 ที่คว้าชัยชนะและก้าวเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นเพราะอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่กดทับผู้หญิงอย่างทับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมทางสังคม ภาระครอบครัว หรือแม้แต่บทบาทของผู้หญิงที่ฉายภาพการเมืองผ่านผู้ชาย

ทั้งนี้ การเป็น ‘ผู้หญิงในการเมือง’ ก็อาจเป็นข้อเสียเปรียบ เพราะยังเป็นประเด็นที่มักเผชิญกับปฏิกิริยาเชิงลบจากสังคม เนื่องด้วยสังคมยังคงยึดติดอยู่กับการกำหนดสถานภาพและบทบาททางเพศ ซึ่งเป็นผลจากการผลิตซ้ำอย่างยาวนานเกี่ยวกับ ‘บทบาททางสังคมที่แตกต่างกัน’ ผ่านเพศ กล่าวคือ ผู้หญิงต้องทำงานภายในบ้าน และผู้ชายต้องทำงานนอกบ้าน ดังนั้นเมื่อพูดถึง ‘การเมือง’ ก็มักเกิดภาพในจิตใต้สำนึกถึงความเป็นผู้นำและความเป็นสาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่ถูกผลิตซ้ำ

แม้ว่าจะมีผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในการเมือง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พวกเธอมักถูกมองข้ามความสามารถ และมุ่งความสนใจไปที่คู่สมรส หรือแม้แต่พ่อและญาติผู้ชายที่ให้ความช่วยเหลือพวกเธอ หรือมีอิทธิพลในอดีตที่พวกเธอเคยมีส่วนร่วม

เช่นเดียวกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ แพทองธาร ชินวัตร ที่มักถูกเชื่อมโยงถึง ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชายและบิดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งแม้ว่าพวกเธอจะทำงานการเมืองดีแค่ไหน (ขึ้นอยู่กับความเห็นของผู้อ่าน) แต่สิ่งที่พวกเธอจะต้องเจอ คือการเปรียบเทียบและการถูกมองข้ามความสามารถ

แม้แต่ผู้หญิงที่ไม่มีผู้ชายอยู่เบื้องหลัง ก็ยังไม่รอดพ้นจากการถูกมองข้าม เพราะหากไม่มีผู้ชายให้โยงถึง แต่สิ่งที่ตามมาคือ การตั้งคำถามถึง ‘ความน่าเชื่อถือ’ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์หรือภาพลักษณ์ อย่างในกรณีของมัลลิกาเอง ที่แม้จะมีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่สื่อและสังคมหยิบมาพูดถึงบ่อยครั้ง กลับเป็นบุคลิกภาพและแนวทางการสื่อสารมากกว่านโยบาย (ที่อาจเป็นเพราะนโยบายของเธอก็ไม่ได้น่าสนใจ)

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในการเมืองจากการเลื่อนขั้น สส.สู่การเป็นรัฐมนตรี แต่ก็ยังปรากฏอคติและการเหมารวมทางเพศ เพราะจากข้อมูลพบว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีที่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่ง มักถูกจำกัดบทบาทให้ ‘ดูแล’ เช่น ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน และกิจการสังคม และ ‘สนับสนุน’ เช่น วัฒนธรรม การศึกษา และการท่องเที่ยว ขณะที่อำนาจหน้าที่อย่างการคลัง ความมั่นคง กิจการภายใน และการต่างประเทศ ยังคงเป็นความรับผิดชอบของผู้ชาย

ปัญหาข้างต้นเกิดจากฐานคิดชายเป็นใหญ่ (Androcentrism) ที่แฝงฝังอยู่ในสังคม หรือที่เรียกว่า ‘ความสัมพันธ์ของอำนาจและเพศ’ ซึ่งเป็นปฏิบัติการของอำนาจที่ยังดำรงอยู่ และจะดำเนินต่อไป อันมาจากการสร้าง สั่งสม และส่งต่อ ซึ่งขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานในการยอมรับความเหมือน (Norm of Conformity) อันส่งผลให้เกิดการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของผู้หญิงให้เป็นไปตามแนวคิดปิตาธิปไตย (Patriarchy) จากการต้องปฏิบัติตามบรรทัดฐานเพื่อให้ดูเป็นปกติ และจากการบังคับให้ยอมรับในกฎระเบียบที่ปฏิบัติตามบรรทัดฐาน

ฐานคิดชายเป็นใหญ่และแนวคิดปิตาธิปไตย ล้วนจัดวางผู้หญิงให้เป็นไปตามความต้องการของสังคมที่กำหนดขึ้นภายใต้ความต้องการของผู้ชาย กล่าวคือ ความคาดหวังให้ผู้หญิงเป็นแม่และเป็นภรรยา อันเป็นการสร้างบทบาทให้ผู้หญิงอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว

จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น ‘เพดานแก้ว’ ที่ขัดขวางผู้หญิงในการเมือง เพราะไม่ว่าพวกเธอจะเก่งแค่ไหน แต่สิ่งที่พวกเธอไม่เคยก้าวข้ามไปได้คือ ‘ค่านิยมชายเป็นใหญ่’ ที่แฝงฝังอยู่ในปริมณฑลการเมือง และทุกหนแห่งในสังคมไทย เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของผู้หญิงในการเมือง ไม่ได้เกิดขึ้นจากเพศเพียงมิติเดียว หากยังทับซ้อนกับชนชั้น อายุ สถานะครอบครัว และทุนทางสังคม กล่าวคือ ผู้หญิงที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีเครือข่ายทางการเมือง หรือมีสายสัมพันธ์กับชนชั้นนำ ย่อมมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่ทางการเมืองมากกว่าผู้หญิงชนชั้นแรงงาน หรือผู้หญิงที่ต้องแบกรับภาระการดูแลครอบครัวเพียงลำพัง

เนื่องด้วยการออกแบบเมืองและนโยบายสาธารณะ มักออกแบบเพื่อส่วนรวม แต่การออกแบบดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ โอกาส และพฤติกรรม ที่ล้วนขับเคลื่อนด้วยค่านิยมในเชิงเพศสภาพ

เพราะบทบาทของผู้หญิงจากอดีตถึงปัจจุบัน มักต้องเป็นผู้ที่อยู่และดูแลคนในบ้านหรือพื้นที่ส่วนตัว แต่การออกแบบเมืองกลับเป็นเรื่องของกิจกรรม ทั้งวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม หรือพื้นที่สาธารณะ อันทำให้ผลลัพธ์ของการออกแบบเมือง กลายเป็นการออกแบบเพื่อผู้ชายโดยอัตโนมัติ ผนวกกับจำนวนของผู้ออกแบบเมือง หรือนโยบายและการเมืองที่ส่วนมากเป็นผู้ชาย จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พื้นที่สาธารณะของเมือง กลายเป็นพื้นที่ของผู้ชาย โดยผู้ชาย และตกหล่นเพราะเสียงของผู้หญิงไม่มากพอ

ดังนั้น ในการออกแบบนโยบาย การออกแบบเมือง และการเมือง ควรที่จะให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมมากขึ้น เนื่องด้วยผู้หญิงจะเป็นกระบอกเสียงให้แก่เด็กและผู้สูงอายุ จากค่านิยมของสังคมในอดีตที่บีบบังคับ ซึ่งจะเปรียบเสมือนการออกแบบนโยบายที่นับรวมไว้ซึ่งความหลากหลาย (Inclusivity) และการออกแบบเมืองด้วยแนวคิดอารยสถาปัตย์ (Universal Design) จากการนับรวมเรื่องเพศสภาวะ ความเท่าเทียมทางเพศ เด็ก และผู้สูงอายุ

แต่การจะให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย การออกแบบเมือง และการเมืองได้ อาจไม่ใช่เพียงการส่งเสริมด้านการศึกษาและเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังควรสนับสนุนให้ผู้หญิงวางภาระทางสังคมได้ อย่างการเลี้ยงดูเด็กและผู้สูงอายุ เพราะตราบใดที่ภาระเหล่านี้ยังตกอยู่กับผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว การเข้าถึงพื้นที่สาธารณะหรือการเมือง ก็ยังเป็นสิทธิบนกระดาษ ไม่ใช่ความเป็นไปได้จริงในชีวิต

เพราะตราบใดที่ผู้หญิงยังต้องแบกรับภาระการดูแลเป็นหลัก พื้นที่สาธารณะและการเมืองจะคงเป็นพื้นที่ที่พวกเธอเข้าถึงได้ยากเสมอ ดังนั้นการปลดเปลื้องพันธนาการทางสังคมวัฒนธรรมเหล่านี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความเป็นธรรมในชีวิตส่วนตัว แต่ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเปิดทางให้ผู้หญิงก้าวเข้าสู่ปริมณฑลสาธารณะ และมีส่วนร่วมในการเมืองได้มากขึ้น จากนโยบายสาธารณะที่ไม่ได้เพียงแก้ปัญหาเมือง แต่ยังรื้อถอนโครงสร้างความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ฝังรากอยู่ในชีวิตประจำวันได้ จากการแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอยที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง

อันทำให้นึกถึงนโยบายของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และทีมงานกรุงเทพฯ ทำงาน ที่เสนอการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กอ่อน-เด็กเล็ก และการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ที่แม้อาจถูกมองว่าเป็นเพียงนโยบายด้านสวัสดิการ แต่ในอีกมิติหนึ่ง นโยบายดังกล่าวก็อาจช่วยให้ผู้หญิงวางภาระการดูแลลงได้บ้าง ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้พวกเธอเข้ามามีส่วนร่วมกับการเมืองและการออกแบบนโยบายมากขึ้น

นอกจากนี้ ในการหาเสียงของทีมงานกรุงเทพฯ ทำงาน มักพบ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของผู้หญิงในการเมือง ทั้งเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่ม และการแจงปมสอบทุจริตเครื่องออกกำลังกาย กทม.หรือแม้แต่การช่วยหาเสียงในซีรีส์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ได้เธอมาทอยลูกเต๋าเพื่อตอบปัญหาเมืองในเกม We Deserve Better บอร์ดเกมที่ออกแบบมาเพื่อสำรวจแนวทางการแก้ไขเมืองให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดีมากกว่าเคย (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://themomentum.co/video-we-deserve-better-ep1/)

อย่างไรก็ตาม การเลือกผู้สมัครการเลือกตั้งต่างๆ ไม่ควรที่จะเลือกจากเพศของผู้สมัครเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะเล็งเห็นถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศ และบางคนอาจยินดีที่จะอยู่ใต้สังคมปิตาธิปไตย แต่ควรเลือกจาก ‘นโยบาย’

สุดท้ายนี้ การมีผู้หญิงในตำแหน่งทางการเมือง ไม่เท่ากับการปลดปล่อยผู้หญิงจากโครงสร้างที่กดทับเสมอไป หากผู้หญิงคนนั้นยังดำเนินนโยบายหรือผลิตซ้ำระเบียบทางสังคมแบบเดิม

ดังนั้น สิ่งที่สังคมควรเรียกร้อง อาจไม่ใช่เพียงจำนวนของผู้หญิงในการเมือง แต่เป็นการมีนักการเมืองที่ตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง และนับรวมเรื่องเพศสภาวะในระนาบเดียวกันกับการเมือง ซึ่งพร้อมออกแบบเมืองและนโยบายที่นับรวมชีวิตซึ่งแตกต่างกันอย่างแท้จริง

เพราะบางครั้ง การแก้ไขปัญหาใหญ่ อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการรื้อถอนโครงสร้างทั้งหมดในคราวเดียว แต่อาจเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอยที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ดูแลเด็ก พื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย ระบบขนส่งที่เข้าถึงได้ และสวัสดิการที่ช่วยลดภาระการดูแล ที่เมื่อปัญหาเล็กเหล่านี้ถูกคลี่คลาย สังคมก็อาจค่อยๆ ปรับตัว เรียนรู้ และยกระดับไปสู่ความเท่าเทียมในระดับโครงสร้างได้ในที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...