พูดคุยกับ ‘อุ้ม อิษยา’ และ ‘แบม สราลี’ สองนักแสดงจากซีรีส์ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ ที่อยากให้ความรักแซฟฟิกเป็นเรื่องปกติในสายตาของผู้ชม เพราะความรักรูปแบบนี้มีอยู่จริง
ขณะที่ซีรีส์แซฟฟิกส่วนใหญ่มักนำเสนอจุดเริ่มต้นความรัก แต่ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ หยิบยกเรื่องราวชีวิตหลังแต่งงานของ ‘คู่รักแซฟฟิก’ อย่าง ‘ไออุ่น’ (รับบทโดย อุ้ม - อิษยา ฮอสุวรรณ) และ ‘พาฝัน’ (รับบทโดย แบม - สราลี ประสิทธิ์ดำรง) มานำเสนอให้เห็นว่า ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ไม่ใช่แค่ความอยากรู้อยากลองของวัยรุ่นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คือความรักที่มีอยู่จริง และสามารถมั่นคงยืนยาวไปจนถึงขั้นสร้างครอบครัวไม่ต่างจากความสัมพันธ์ชายหญิง
อย่างไรก็ตาม ชีวิตคู่ไม่ได้มีเพียงแค่ความสุขเท่านั้น เพราะคนเราเติบโตมาจากคนละครอบครัว จึงย่อมมีความแตกต่างกันทั้งในแง่วิธีคิด การใช้ชีวิต หรือการแสดงความรัก ก่อให้เกิดเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจสะสมกลายเป็น ‘ปัญหาใหญ่’ ได้ หากทั้งสองฝ่ายละเลยความรู้สึกของกันและกัน
นอกจากเรื่องราวในซีรีส์ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ จะน่าสนใจแล้ว ประเด็นที่เกิดขึ้นตามมาในโซเชียลมีเดียก็น่าถกเถียงไม่แพ้กัน นับตั้งแต่ช่วงที่ Pilot ของซีรีส์ถูกปล่อยออกมา แฟนๆ ส่วนหนึ่งมองว่าควรเป็น ‘แบมอุ้ม’ มากกว่า ‘อุ้มแบม’ และเมื่อซีรีส์ออนแอร์ตอนแรกไปแล้ว ก็มีคอมเมนต์บางส่วนตั้งคำถามว่า “ทำไมมีแต่แนวนี้”
เราจึงชวน ‘อุ้ม อิษยา’ และ ‘แบม สราลี’ สองนางเอกที่มีคาแรกเตอร์ต่างกันสุดขั้วมาพูดคุยถึงประเด็นต่างๆ ในฐานะนักแสดง ว่าพวกเธอมีความคิดเห็นอย่างไร ทั้งมุมมองเรื่องความสัมพันธ์ตามในซีรีส์ และทิศทางการทำงานในวงการซีรีส์ Girl’s Love ซึ่งมักพ่วงมาด้วยภาพจำบางอย่าง และความคาดหวังเรื่องการคีพคู่
ในช่วงแรก แฟนๆ ส่วนหนึ่งมองว่าควรเป็น ‘แบมอุ้ม’ มากกว่า ‘อุ้มแบม’ แต่เบื้องหลังการทำงานได้เผยให้เห็นว่า ทั้งคู่เลือกคาแรกเตอร์จากความเหมาะสมในการเป็น ‘ตัวละคร’ เป็นหลัก อยากให้พูดถึงเรื่องนี้หน่อยว่าทั้งคู่มีความเห็นอย่างไรบ้าง?
แบม: จริงๆ เราไม่ได้ฟิกซ์ว่าจะต้องเป็น ‘แบมอุ้ม’ หรือ ‘อุ้มแบม’ แต่เรายึดตามคาแรกเตอร์ในซีรีส์ ว่าใครเหมาะกับตัวละครไหนมากกว่า และด้วยความที่การโปรโมตต่างๆ จำเป็นต้องมีแฮชแท็กชื่อคู่ พวกเราจึงพูดคุยกันว่า ถ้าอิงตามในซีรีส์ไปเลย ก็น่าจะเข้าใจง่ายที่สุดสำหรับทุกคน
อุ้ม: ดีใจนะที่มีประเด็นนี้เกิดขึ้น เพราะทำให้เห็นถึง ‘ความเสรี’ ที่เราไม่ได้ไปจำกัดว่าผู้ชมจะต้องมองในรูปแบบไหน ในฐานะนักแสดง เราอยากให้ผู้ชมเชื่อในความสัมพันธ์ของตัวละครมากกว่า ถ้าเขาเชื่อใน ‘ไออุ่น’ และ ‘พาฝัน’ มันก็เป็นเรื่องที่ดีค่ะ
‘Fulfill รักเติมเต็ม’ นำเสนอเรื่องราวชีวิตคู่หลังแต่งงาน แล้วคู่รักอย่าง ‘ไออุ่น’ และ ‘พาฝัน’ มีความเหมือนและความแตกต่างอย่างไรบ้าง?
แบม: ทั้งคู่มีเป้าหมายชีวิตที่เหมือนกัน อยากสร้างบ้านที่สมบูรณ์แบบ อยากมีครอบครัวที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ แต่เนื่องด้วยสายอาชีพที่ต่างกัน ทำให้บางครั้งการมองโลก หรือมุมมองการใช้ชีวิตเลยแตกต่างกัน ‘ไออุ่น’ เป็นวิศวกรโครงสร้าง มักจะมองภาพใหญ่เป็นหลัก ส่วน ‘พาฝัน’ เป็นมัณฑนากร จะใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า
อุ้ม: ‘ไออุ่น’ และ ‘พาฝัน’ มีวิธีการแสดงความรัก และวิธีการดูแลที่ไม่เหมือนกัน ‘พาฝัน’ จะใส่ใจเรื่องการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ในแต่ละวัน ส่วน ‘ไออุ่น’ จะให้ความสำคัญกับการทำงานมากๆ เพราะเขาเชื่อว่า การทำงานคือการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว ทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้จะดูแลคนละส่วน แต่ทั้งคู่จะมาเติมเต็มกันและกัน
คิดว่าความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ สามารถกลายเป็นปัญหาใหญ่ในความสัมพันธ์ได้ไหม?
แบม: จริงๆ ก็แล้วแต่กรณี ความแตกต่างมีข้อดีตรงที่สามารถเติมเต็มในสิ่งที่อีกฝ่ายขาดไปได้ด้วย แต่ในบางครั้ง มันก็อาจทำให้เกิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ได้ อย่างในซีรีส์ ‘พาฝัน’ ก็รู้สึกว่าทำไมไออุ่นถึงมองรายละเอียดพวกนี้พลาดไป แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายเปิดใจคุยกัน มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่หรอก
อุ้ม: ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ สามารถเป็นปัญหาใหญ่ได้ในทุกๆ ความสัมพันธ์ เพราะมันอยู่ที่ว่าทั้งคู่มองว่าความแตกต่างนั้นเป็นปัญหาไหม ถ้าต่างฝ่ายต่างมองว่าเป็นปัญหา แต่ไม่ได้เกิดการพูดคุยกัน สุดท้าย ปัญหาเล็กๆ มันก็จะสะสมกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้อยู่ดี ถ้าเราไม่โอเคแล้วเราไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องแก้ไขอะไร
ทำไมซีรีส์เรื่องนี้จึงเปรียบ ‘ความรัก’ เหมือนกับการสร้างบ้าน?
แบม: การสร้างบ้านมักแฝงความหมายของ ‘การสร้างครอบครัว’ ที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว โดยซีรีส์ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ ตั้งใจเล่าเรื่องราวต่างๆ ภายในบ้านของคนที่แต่งงานกันแล้ว ว่ามันแตกต่างจากมุมมองที่คนภายนอกเห็นอย่างไร
อุ้ม: ในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ อุ้มมองว่าพวกเขาไม่ได้แบ่งพาร์ตหรอกว่าใครสร้างหน้าบ้านหรือหลังบ้าน แต่พยายามช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด เพราะพวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคืออยากสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด และอยากให้ทุกคนมีความสุขที่สุดเมื่ออยู่ในบ้านหลังนี้
สำหรับทั้งคู่มองว่า ‘ความรัก’ เข้ามาเติมเต็มชีวิตของเราอย่างไรบ้าง?
แบม: ความรักทุกรูปแบบเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตของทุกคน แบมมองว่าความรักคือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในทุกๆ วัน เช่น เราตื่นมาเจอคนที่เรารัก สัตว์ที่เรารัก หรือของที่เรารัก มันเป็นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้
อุ้ม: ความรักคือสิ่งดีๆ ที่เข้ามาทำให้เรามีกำลังใจในแต่ละวัน ทำให้เรารักตัวเองด้วย รักคนอื่นด้วย เช่น อยากจะเป็นคนที่น่ารักขึ้น และอยากพัฒนาตัวเอง
แล้วในมุมกลับกัน มองว่าเราควรเติมตัวเองให้เต็มก่อนจะเริ่มต้นมีความสัมพันธ์ไหม?
แบม: คนเราไม่ควรจะมองหาคนอื่นเพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่เราขาดไป แต่เราควรจะคิดว่าตัวเราเต็มอยู่แล้ว และเราจะเติมให้คนอื่นได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่ว่าเรามี 50% เขามี 50% แล้วมารวมกันเป็น 100% แต่เราควรมี 100% และเขาก็มี 100% เหมือนกัน แล้วมารวมกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายมากขึ้น สำหรับแบมจึงมองว่าเราควรจะเติมตัวเองให้เต็มก่อน
อุ้ม: เราควรจะเติมความรักให้ตัวเอง หรือรู้สึกรักตัวเองก่อนจะไปรักคนอื่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าถ้าเรารักตัวเองไม่มากพอ แล้วเราจะรักคนอื่นหรือมีความรักไม่ได้ ในปัจจุบัน บางคนก็ยังรู้สึกหลงทางกับชีวิตอยู่เลย ถ้าเขาค่อยๆ เติมตัวเอง และมีความรักกับคนอื่นไปด้วย อุ้มมองว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดีที่ความรักนั้นเข้ามาเติมเต็มเขาเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างช่วยเติมเต็มให้กันและกัน แล้วค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน
ความต่างของอีกฝ่ายที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตเราคืออะไร?
อุ้ม: เราต่างกันเยอะมาก ความชอบ ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต แต่เป็นความต่างที่ไม่ใช่ปัญหา มันเป็นความต่างที่ทำให้เราได้แชร์มุมมอง สิ่งที่ชอบ และการใช้ชีวิตกับอีกคน อุ้มเลยรู้สึกว่าความต่างของเราเป็นสิ่งที่ดี
แบม: พี่อุ้มจะมีความเป็น Artist ใช้ความรู้สึก และใส่ใจรายละเอียดในการทำงาน ส่วนแบมจะเป็นสายตรรกะที่ใช้เหตุผลมากกว่า เราโชคดีที่ต่างกันมากขนาดนี้ เพราะเราสามารถเห็นมุมมองของอีกคนหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง แต่เราเอาประสบการณ์เหล่านั้นมาแชร์กัน ข้อดีอีกอย่างคือ เมื่อสิ่งที่เราและเขาเป็นแตกต่างกัน ทำให้ไม่เกิดการเปรียบเทียบ แต่มาเติมเต็มซึ่งกันและกันแทน
อุ้ม: ในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน เราสามารถแชร์มุมมองกันได้ว่า สิ่งนี้มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร ทำให้เราเข้าใจในมุมที่ไม่เคยคิดมาก่อน
หลังจาก ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ ออนแอร์ตอนแรกไป ก็มีคอมเมนต์บางส่วนตั้งคำถามว่า “ทำไมมีแต่แนวนี้” (แนวแซฟฟิก) ทั้งคู่คิดเห็นอย่างไรบ้าง?
แบม: คนที่ถามว่า “ทำไมมีแต่แนวนี้” เขาอาจจะไม่เคยดูซีรีส์แซฟฟิกมาก่อน แม้ว่าตอนนี้ช่อง 3 จะออนแอร์ซีรีส์แซฟฟิกแค่ 1 วัน/สัปดาห์ แต่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนที่ไม่เคยพูดถึงเลย มันจึงดูเหมือนตอนนี้มีซีรีส์แนวแซฟฟิกมากขึ้น ซึ่งเราก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอความรักรูปแบบนี้ให้ถูกมองเห็นมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าสื่อยังคงพูดถึงต่อไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่ง ความไม่คุ้นชินอาจกลายเป็น ‘ความปกติ’ ในสายตาของผู้ชมทุกคน
อุ้ม: อุ้มมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ความรักถูกนำเสนอในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เพราะซีรีส์แซฟฟิกก็เล่าถึงความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่จริงในสังคมปัจจุบัน คนสองคนรักกันคือเรื่องปกติ โดยที่ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเพศอะไร
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในวงการซีรีส์แซฟฟิกคือแฟนๆ บางส่วนคาดหวังว่า ‘พาร์ตเนอร์’ จะต้องแสดงคู่กันเท่านั้น แล้วในฐานะนักแสดง ทั้งคู่มีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
แบม: ในวงการซีรีส์แซฟฟิกอาจจะยังไม่ค่อยมี ‘การเปลี่ยนคู่’ ไปเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ การคีพคู่ก็มีข้อดีคือ เราเข้าใจวิธีทำงานกับคนนี้แล้ว เราคุ้นเคยกับคนนี้แล้ว และเราสนุกกับการทำงานพาร์ตอื่นๆ นอกเหนือจากการแสดงไปด้วยกัน แต่ถ้าวันหนึ่ง เราจะต้องแสดงคู่กับนักแสดงคนอื่น มันก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร เพราะอย่างตอนแสดงละคร หรือ Music Video เราก็สามารถแสดงคู่กับนักแสดงคนใหม่ๆ ได้ เพื่อเรียนรู้การทำงานที่หลากหลาย
อุ้ม: อย่างแรกคือรู้สึกขอบคุณแฟนๆ ที่มีมุมมองแบบนี้ เพราะการที่เขาอยากให้คีพคู่ มันก็คือการซัปพอร์ตเราในรูปแบบหนึ่ง หรือแสดงว่าเขาอินไปกับซีรีส์ของเรา แต่ในฐานะนักแสดง การได้แสดงในบทบาทที่หลากหลาย หรือได้ทำงานร่วมกับนักแสดงคนอื่นๆ มากขึ้น มันคือการเติบโตในพาร์ตการแสดง อยากให้ทุกคนซัปพอร์ตพวกเราทั้งคู่ในทุกๆ ผลงาน ไม่ว่าเราจะแสดงกับใคร เพราะมันก็คือหนึ่งในผลงานแสดงของเราเหมือนกัน
เนื่องจากตอนที่ 2 ของซีรีส์เล่าถึง ‘ความสุขในบั้นปลายชีวิต’ ของแม่ปราง แล้ว ‘ความหมายในการมีชีวิตอยู่’ ของทั้งคู่คืออะไร อยากมีบั้นปลายชีวิตแบบไหน?
แบม: จริงๆ ยังไม่ได้มองถึงขั้นว่าบั้นปลายชีวิตจะอยู่ที่ไหน หรือมีครอบครัวแบบไหน แต่เป้าหมายชีวิตในตอนนี้คืออยากทำอะไรที่ตัวเองและคนรอบข้างมีความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียบง่ายและยั่งยืน
อุ้ม: สำหรับอุ้ม ความหมายในการมีชีวิตอยู่คือการได้ทำในสิ่งที่รัก การมีช่วงเวลาดีๆ ในแต่ละวัน การเป็นตัวเองในแบบที่มีความสุข หรือต่อให้บางวันไม่มีความสุข แต่เราก็ยังได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ ได้อยู่กับคนที่เรารัก ได้ทำงานที่เรารัก แค่นี้ก็มีความหมายแล้วนะ
ส่วนเรื่องบั้นปลายชีวิต อุ้มก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราอยากมีชีวิตแบบไหน เพราะมันเป็นอนาคตที่ไกลมาก แต่เราก็คงอยากมีบั้นปลายชีวิตที่สงบ และเมื่อมองย้อนกลับไปแล้วไม่ได้รู้สึกเสียดายกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความเศร้า ความผิดหวัง หรือการได้ลองเรียนรู้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เพราะทุกช่วงเวลามีความหมายสำหรับเรา
บทความต้นฉบับได้ที่ : พูดคุยกับ ‘อุ้ม อิษยา’ และ ‘แบม สราลี’ สองนักแสดงจากซีรีส์ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ ที่อยากให้ความรักแซฟฟิกเป็นเรื่องปกติในสายตาของผู้ชม เพราะความรักรูปแบบนี้มีอยู่จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- บาดแผลจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัว ส่งผลกระทบทางจิตใจรุนแรงยิ่งกว่าการถูกกระทำจากคนนอก
- ‘ตุ้มฮี’ กระเป๋าตกแต่ง ‘กี’ จาก YINAN เฉลิมฉลองความสวยงามของ ‘อวัยวะเพศหญิง’ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบาง และความแข็งแกร่งที่อยู่ร่วมกันได้
- “คุณไม่คิดว่ามันแปลกเหรอที่พวกคุณมีลูก แต่ไม่มีใครเป็นผู้หญิงเลย?” Rage Bait ผ่านคอนเทนต์สัมภาษณ์คนบนท้องถนน เมื่อคู่รักเกย์คู่หนึ่งถูกเหยียดเพศ เพียงเพื่อสร้างไวรัล ทั้งที่การกระทำเหล่านี้ไม่ควรเป็นเรื่องปกติ เพราะมันคือการตอกย้ำอคติที่มีต่อครอบครัว LGBTQ+
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com