โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พูดคุยกับ ‘อุ้ม อิษยา’ และ ‘แบม สราลี’ สองนักแสดงจากซีรีส์ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ ที่อยากให้ความรักแซฟฟิกเป็นเรื่องปกติในสายตาของผู้ชม เพราะความรักรูปแบบนี้มีอยู่จริง

Mirror Thailand

อัพเดต 21 พ.ค. เวลา 04.32 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. เวลา 04.08 น.
ภาพไฮไลต์

ขณะที่ซีรีส์แซฟฟิกส่วนใหญ่มักนำเสนอจุดเริ่มต้นความรัก แต่ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ หยิบยกเรื่องราวชีวิตหลังแต่งงานของ ‘คู่รักแซฟฟิก’ อย่าง ‘ไออุ่น’ (รับบทโดย อุ้ม - อิษยา ฮอสุวรรณ) และ ‘พาฝัน’ (รับบทโดย แบม - สราลี ประสิทธิ์ดำรง) มานำเสนอให้เห็นว่า ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ไม่ใช่แค่ความอยากรู้อยากลองของวัยรุ่นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คือความรักที่มีอยู่จริง และสามารถมั่นคงยืนยาวไปจนถึงขั้นสร้างครอบครัวไม่ต่างจากความสัมพันธ์ชายหญิง

อย่างไรก็ตาม ชีวิตคู่ไม่ได้มีเพียงแค่ความสุขเท่านั้น เพราะคนเราเติบโตมาจากคนละครอบครัว จึงย่อมมีความแตกต่างกันทั้งในแง่วิธีคิด การใช้ชีวิต หรือการแสดงความรัก ก่อให้เกิดเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจสะสมกลายเป็น ‘ปัญหาใหญ่’ ได้ หากทั้งสองฝ่ายละเลยความรู้สึกของกันและกัน

นอกจากเรื่องราวในซีรีส์ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ จะน่าสนใจแล้ว ประเด็นที่เกิดขึ้นตามมาในโซเชียลมีเดียก็น่าถกเถียงไม่แพ้กัน นับตั้งแต่ช่วงที่ Pilot ของซีรีส์ถูกปล่อยออกมา แฟนๆ ส่วนหนึ่งมองว่าควรเป็น ‘แบมอุ้ม’ มากกว่า ‘อุ้มแบม’ และเมื่อซีรีส์ออนแอร์ตอนแรกไปแล้ว ก็มีคอมเมนต์บางส่วนตั้งคำถามว่า “ทำไมมีแต่แนวนี้”

เราจึงชวน ‘อุ้ม อิษยา’ และ ‘แบม สราลี’ สองนางเอกที่มีคาแรกเตอร์ต่างกันสุดขั้วมาพูดคุยถึงประเด็นต่างๆ ในฐานะนักแสดง ว่าพวกเธอมีความคิดเห็นอย่างไร ทั้งมุมมองเรื่องความสัมพันธ์ตามในซีรีส์ และทิศทางการทำงานในวงการซีรีส์ Girl’s Love ซึ่งมักพ่วงมาด้วยภาพจำบางอย่าง และความคาดหวังเรื่องการคีพคู่

ในช่วงแรก แฟนๆ ส่วนหนึ่งมองว่าควรเป็น ‘แบมอุ้ม’ มากกว่า ‘อุ้มแบม’ แต่เบื้องหลังการทำงานได้เผยให้เห็นว่า ทั้งคู่เลือกคาแรกเตอร์จากความเหมาะสมในการเป็น ‘ตัวละคร’ เป็นหลัก อยากให้พูดถึงเรื่องนี้หน่อยว่าทั้งคู่มีความเห็นอย่างไรบ้าง?

แบม: จริงๆ เราไม่ได้ฟิกซ์ว่าจะต้องเป็น ‘แบมอุ้ม’ หรือ ‘อุ้มแบม’ แต่เรายึดตามคาแรกเตอร์ในซีรีส์ ว่าใครเหมาะกับตัวละครไหนมากกว่า และด้วยความที่การโปรโมตต่างๆ จำเป็นต้องมีแฮชแท็กชื่อคู่ พวกเราจึงพูดคุยกันว่า ถ้าอิงตามในซีรีส์ไปเลย ก็น่าจะเข้าใจง่ายที่สุดสำหรับทุกคน

อุ้ม: ดีใจนะที่มีประเด็นนี้เกิดขึ้น เพราะทำให้เห็นถึง ‘ความเสรี’ ที่เราไม่ได้ไปจำกัดว่าผู้ชมจะต้องมองในรูปแบบไหน ในฐานะนักแสดง เราอยากให้ผู้ชมเชื่อในความสัมพันธ์ของตัวละครมากกว่า ถ้าเขาเชื่อใน ‘ไออุ่น’ และ ‘พาฝัน’ มันก็เป็นเรื่องที่ดีค่ะ

‘Fulfill รักเติมเต็ม’ นำเสนอเรื่องราวชีวิตคู่หลังแต่งงาน แล้วคู่รักอย่าง ‘ไออุ่น’ และ ‘พาฝัน’ มีความเหมือนและความแตกต่างอย่างไรบ้าง?

แบม: ทั้งคู่มีเป้าหมายชีวิตที่เหมือนกัน อยากสร้างบ้านที่สมบูรณ์แบบ อยากมีครอบครัวที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ แต่เนื่องด้วยสายอาชีพที่ต่างกัน ทำให้บางครั้งการมองโลก หรือมุมมองการใช้ชีวิตเลยแตกต่างกัน ‘ไออุ่น’ เป็นวิศวกรโครงสร้าง มักจะมองภาพใหญ่เป็นหลัก ส่วน ‘พาฝัน’ เป็นมัณฑนากร จะใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า

อุ้ม: ‘ไออุ่น’ และ ‘พาฝัน’ มีวิธีการแสดงความรัก และวิธีการดูแลที่ไม่เหมือนกัน ‘พาฝัน’ จะใส่ใจเรื่องการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ในแต่ละวัน ส่วน ‘ไออุ่น’ จะให้ความสำคัญกับการทำงานมากๆ เพราะเขาเชื่อว่า การทำงานคือการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว ทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้จะดูแลคนละส่วน แต่ทั้งคู่จะมาเติมเต็มกันและกัน

คิดว่าความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ สามารถกลายเป็นปัญหาใหญ่ในความสัมพันธ์ได้ไหม?

แบม: จริงๆ ก็แล้วแต่กรณี ความแตกต่างมีข้อดีตรงที่สามารถเติมเต็มในสิ่งที่อีกฝ่ายขาดไปได้ด้วย แต่ในบางครั้ง มันก็อาจทำให้เกิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ได้ อย่างในซีรีส์ ‘พาฝัน’ ก็รู้สึกว่าทำไมไออุ่นถึงมองรายละเอียดพวกนี้พลาดไป แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายเปิดใจคุยกัน มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่หรอก

อุ้ม: ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ สามารถเป็นปัญหาใหญ่ได้ในทุกๆ ความสัมพันธ์ เพราะมันอยู่ที่ว่าทั้งคู่มองว่าความแตกต่างนั้นเป็นปัญหาไหม ถ้าต่างฝ่ายต่างมองว่าเป็นปัญหา แต่ไม่ได้เกิดการพูดคุยกัน สุดท้าย ปัญหาเล็กๆ มันก็จะสะสมกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้อยู่ดี ถ้าเราไม่โอเคแล้วเราไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องแก้ไขอะไร

ทำไมซีรีส์เรื่องนี้จึงเปรียบ ‘ความรัก’ เหมือนกับการสร้างบ้าน?

แบม: การสร้างบ้านมักแฝงความหมายของ ‘การสร้างครอบครัว’ ที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว โดยซีรีส์ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ ตั้งใจเล่าเรื่องราวต่างๆ ภายในบ้านของคนที่แต่งงานกันแล้ว ว่ามันแตกต่างจากมุมมองที่คนภายนอกเห็นอย่างไร

อุ้ม: ในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ อุ้มมองว่าพวกเขาไม่ได้แบ่งพาร์ตหรอกว่าใครสร้างหน้าบ้านหรือหลังบ้าน แต่พยายามช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด เพราะพวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคืออยากสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด และอยากให้ทุกคนมีความสุขที่สุดเมื่ออยู่ในบ้านหลังนี้

สำหรับทั้งคู่มองว่า ‘ความรัก’ เข้ามาเติมเต็มชีวิตของเราอย่างไรบ้าง?

แบม: ความรักทุกรูปแบบเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตของทุกคน แบมมองว่าความรักคือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในทุกๆ วัน เช่น เราตื่นมาเจอคนที่เรารัก สัตว์ที่เรารัก หรือของที่เรารัก มันเป็นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

อุ้ม: ความรักคือสิ่งดีๆ ที่เข้ามาทำให้เรามีกำลังใจในแต่ละวัน ทำให้เรารักตัวเองด้วย รักคนอื่นด้วย เช่น อยากจะเป็นคนที่น่ารักขึ้น และอยากพัฒนาตัวเอง

แล้วในมุมกลับกัน มองว่าเราควรเติมตัวเองให้เต็มก่อนจะเริ่มต้นมีความสัมพันธ์ไหม?

แบม: คนเราไม่ควรจะมองหาคนอื่นเพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่เราขาดไป แต่เราควรจะคิดว่าตัวเราเต็มอยู่แล้ว และเราจะเติมให้คนอื่นได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่ว่าเรามี 50% เขามี 50% แล้วมารวมกันเป็น 100% แต่เราควรมี 100% และเขาก็มี 100% เหมือนกัน แล้วมารวมกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายมากขึ้น สำหรับแบมจึงมองว่าเราควรจะเติมตัวเองให้เต็มก่อน

อุ้ม: เราควรจะเติมความรักให้ตัวเอง หรือรู้สึกรักตัวเองก่อนจะไปรักคนอื่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าถ้าเรารักตัวเองไม่มากพอ แล้วเราจะรักคนอื่นหรือมีความรักไม่ได้ ในปัจจุบัน บางคนก็ยังรู้สึกหลงทางกับชีวิตอยู่เลย ถ้าเขาค่อยๆ เติมตัวเอง และมีความรักกับคนอื่นไปด้วย อุ้มมองว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดีที่ความรักนั้นเข้ามาเติมเต็มเขาเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างช่วยเติมเต็มให้กันและกัน แล้วค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน

ความต่างของอีกฝ่ายที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตเราคืออะไร?

อุ้ม: เราต่างกันเยอะมาก ความชอบ ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต แต่เป็นความต่างที่ไม่ใช่ปัญหา มันเป็นความต่างที่ทำให้เราได้แชร์มุมมอง สิ่งที่ชอบ และการใช้ชีวิตกับอีกคน อุ้มเลยรู้สึกว่าความต่างของเราเป็นสิ่งที่ดี

แบม: พี่อุ้มจะมีความเป็น Artist ใช้ความรู้สึก และใส่ใจรายละเอียดในการทำงาน ส่วนแบมจะเป็นสายตรรกะที่ใช้เหตุผลมากกว่า เราโชคดีที่ต่างกันมากขนาดนี้ เพราะเราสามารถเห็นมุมมองของอีกคนหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง แต่เราเอาประสบการณ์เหล่านั้นมาแชร์กัน ข้อดีอีกอย่างคือ เมื่อสิ่งที่เราและเขาเป็นแตกต่างกัน ทำให้ไม่เกิดการเปรียบเทียบ แต่มาเติมเต็มซึ่งกันและกันแทน

อุ้ม: ในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน เราสามารถแชร์มุมมองกันได้ว่า สิ่งนี้มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร ทำให้เราเข้าใจในมุมที่ไม่เคยคิดมาก่อน

หลังจาก ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ ออนแอร์ตอนแรกไป ก็มีคอมเมนต์บางส่วนตั้งคำถามว่า “ทำไมมีแต่แนวนี้” (แนวแซฟฟิก) ทั้งคู่คิดเห็นอย่างไรบ้าง?

แบม: คนที่ถามว่า “ทำไมมีแต่แนวนี้” เขาอาจจะไม่เคยดูซีรีส์แซฟฟิกมาก่อน แม้ว่าตอนนี้ช่อง 3 จะออนแอร์ซีรีส์แซฟฟิกแค่ 1 วัน/สัปดาห์ แต่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนที่ไม่เคยพูดถึงเลย มันจึงดูเหมือนตอนนี้มีซีรีส์แนวแซฟฟิกมากขึ้น ซึ่งเราก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอความรักรูปแบบนี้ให้ถูกมองเห็นมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าสื่อยังคงพูดถึงต่อไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่ง ความไม่คุ้นชินอาจกลายเป็น ‘ความปกติ’ ในสายตาของผู้ชมทุกคน

อุ้ม: อุ้มมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ความรักถูกนำเสนอในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เพราะซีรีส์แซฟฟิกก็เล่าถึงความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่จริงในสังคมปัจจุบัน คนสองคนรักกันคือเรื่องปกติ โดยที่ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเพศอะไร

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในวงการซีรีส์แซฟฟิกคือแฟนๆ บางส่วนคาดหวังว่า ‘พาร์ตเนอร์’ จะต้องแสดงคู่กันเท่านั้น แล้วในฐานะนักแสดง ทั้งคู่มีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?

แบม: ในวงการซีรีส์แซฟฟิกอาจจะยังไม่ค่อยมี ‘การเปลี่ยนคู่’ ไปเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ การคีพคู่ก็มีข้อดีคือ เราเข้าใจวิธีทำงานกับคนนี้แล้ว เราคุ้นเคยกับคนนี้แล้ว และเราสนุกกับการทำงานพาร์ตอื่นๆ นอกเหนือจากการแสดงไปด้วยกัน แต่ถ้าวันหนึ่ง เราจะต้องแสดงคู่กับนักแสดงคนอื่น มันก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร เพราะอย่างตอนแสดงละคร หรือ Music Video เราก็สามารถแสดงคู่กับนักแสดงคนใหม่ๆ ได้ เพื่อเรียนรู้การทำงานที่หลากหลาย

อุ้ม: อย่างแรกคือรู้สึกขอบคุณแฟนๆ ที่มีมุมมองแบบนี้ เพราะการที่เขาอยากให้คีพคู่ มันก็คือการซัปพอร์ตเราในรูปแบบหนึ่ง หรือแสดงว่าเขาอินไปกับซีรีส์ของเรา แต่ในฐานะนักแสดง การได้แสดงในบทบาทที่หลากหลาย หรือได้ทำงานร่วมกับนักแสดงคนอื่นๆ มากขึ้น มันคือการเติบโตในพาร์ตการแสดง อยากให้ทุกคนซัปพอร์ตพวกเราทั้งคู่ในทุกๆ ผลงาน ไม่ว่าเราจะแสดงกับใคร เพราะมันก็คือหนึ่งในผลงานแสดงของเราเหมือนกัน

เนื่องจากตอนที่ 2 ของซีรีส์เล่าถึง ‘ความสุขในบั้นปลายชีวิต’ ของแม่ปราง แล้ว ‘ความหมายในการมีชีวิตอยู่’ ของทั้งคู่คืออะไร อยากมีบั้นปลายชีวิตแบบไหน?

แบม: จริงๆ ยังไม่ได้มองถึงขั้นว่าบั้นปลายชีวิตจะอยู่ที่ไหน หรือมีครอบครัวแบบไหน แต่เป้าหมายชีวิตในตอนนี้คืออยากทำอะไรที่ตัวเองและคนรอบข้างมีความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียบง่ายและยั่งยืน

อุ้ม: สำหรับอุ้ม ความหมายในการมีชีวิตอยู่คือการได้ทำในสิ่งที่รัก การมีช่วงเวลาดีๆ ในแต่ละวัน การเป็นตัวเองในแบบที่มีความสุข หรือต่อให้บางวันไม่มีความสุข แต่เราก็ยังได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ ได้อยู่กับคนที่เรารัก ได้ทำงานที่เรารัก แค่นี้ก็มีความหมายแล้วนะ

ส่วนเรื่องบั้นปลายชีวิต อุ้มก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราอยากมีชีวิตแบบไหน เพราะมันเป็นอนาคตที่ไกลมาก แต่เราก็คงอยากมีบั้นปลายชีวิตที่สงบ และเมื่อมองย้อนกลับไปแล้วไม่ได้รู้สึกเสียดายกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความเศร้า ความผิดหวัง หรือการได้ลองเรียนรู้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เพราะทุกช่วงเวลามีความหมายสำหรับเรา

บทความต้นฉบับได้ที่ : พูดคุยกับ ‘อุ้ม อิษยา’ และ ‘แบม สราลี’ สองนักแสดงจากซีรีส์ ‘Fulfill รักเติมเต็ม’ ที่อยากให้ความรักแซฟฟิกเป็นเรื่องปกติในสายตาของผู้ชม เพราะความรักรูปแบบนี้มีอยู่จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...