สมช.ไฟเขียวส่งออกน้ำมันเครื่องบิน “Jet A-1” ไปเวียดนาม–ฟิลิปปินส์ ชี้ไม่กระทบใช้ในประเทศ
สมช.ไฟเขียวส่งออกน้ำมันเครื่องบิน “Jet A-1” ไปเวียดนาม–ฟิลิปปินส์ ชี้ไม่กระทบใช้ในประเทศ - พร้อม ขยายเวลายื่นขอสถานะ–สัญชาติกลุ่มชาติพันธุ์ไร้สัญชาติอีก 1 ปี ถึง 30 มิ.ย. 2570 - เผย กลาโหมลงนามมาตรการคุมส่งออกสินค้าชายแดนเมียนมา–กัมพูชา เตรียมบังคับใช้ตามสถานการณ์
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า สำหรับผลการประชุม สมช.ในวันนี้ มีเรื่องพิจารณาอยู่ 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การพิจารณาการกำหนดมาตรการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งหลายคนจำได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา สมช.ได้ระงับการส่งออกน้ำมันนอกราชอาณาจักร ซึ่งในครั้งนี้ที่ประชุมได้รับพิจารณาข้อเสนอจากกระทรวงพลังงาน ว่าขณะนี้มี 2 ประเทศ ที่ขอให้ไทยช่วยส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเหล่านั้น คือ ประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการร้องขอมาเป็นน้ำมันเจ็ท A-1 ซึ่งเป็นน้ำมันเครื่องบิน ในชั้นนี้ได้หารือกับกระทรวงพลังงานแล้วเห็นว่าการส่งออกน้ำมันดังกล่าวไม่กระทบต่อการใช้น้ำมันภายในประเทศของเรา เพราะไม่ใช่น้ำมันอื่นๆ และเป็นการดีด้วยซ้ำที่จะลดการเกินสต๊อกอยู่ตอนนี้ ทำให้เราสามารถรันน้ำมันได้ตามที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามการดำเนินการเรื่องนี้อยู่ภายใต้อำนาจของกระทรวงพลังงาน หาดมีการขาดแคลนขึ้นมา ทางกระทรวงพลังงานโดยอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานก็มีอำนาจที่จะระงับการส่งออกได้ หากมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้น้ำมัน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางตามหลักเกณฑ์การแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล กับบุคคลที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นมติตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ว่าให้กระทรวงมหาดไทยรับคำร้องในการพิจารณากำหนดสถานะให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นบุคคลไร้สัญชาติ และรัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหากลุ่มคนดังกล่าวก็ได้มีมติไปเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 โดยกำหนดระยะเวลารับคำร้องในช่วงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 จนถึง 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้ไปดำเนินการ ขณะนี้มีจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาเรื่องการได้สัญชาติ 480,000 คน โดยกระทรวงมหาดไทยสามารถดำเนินการในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาตามวงรอบได้ประมาณกว่า 100,000 คน และยังเหลืออีกพอสมควร ที่ประชุมจึงได้เห็นชอบให้มีการขยายเวลาการรับคำร้อง เพื่อกำหนดสถานะตามหลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดไว้อีกหนึ่งปี โดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2570 ที่จะให้กลุ่มที่ทำทะเบียนไว้ตั้งแต่เดิมที่อยู่มานานแล้ว ได้ยื่นคำร้อง กระบวนการก็จะจบที่อำเภอ ทาง กลุ่มชาติพันธุ์ก็สามารถไปยื่นคำร้องที่อำเภอและอนุมัติโดยนายอำเภอตามขั้นตอน ถือเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อให้เร่งดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด แต่อย่างไรก็ตามหากพบว่ากลุ่มคนที่ไม่มารายงานตัวหรือหายจากระบบ ก็ได้มีมติให้กรมการปกครองตรวจสอบทางทะเบียนและปรับตัวเลขทางทะเบียนให้ถูกต้องทันสมัย หากยังไม่มีคนมาก็ต้องมีมาตรการที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งเข้าใจว่ามีบางส่วนอาจจะล้มหายตายจากไปแล้วหรือย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ก็จะให้กระทรวงมหาดไทยไปตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามที่กำหนด
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าสำคัญ คือ มติสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในการที่จะออกมาตรการควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน หลายคนจำได้ว่า สมช.มีมติระงับการส่งออกสินค้า และมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเฉพาะกระทรวงกลาโหม ให้ออกเป็นกฎหมายขึ้นมาเป็น พ.ร.ก.การควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน ซึ่งใช้กฎหมายฉบับนี้ในการควบคุมสินค้า ล่าสุดทางกระทรวงกลาโหมได้มีการจัดทำประกาศและผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ลงนามในประกาศดังกล่าว และจะมีรายละเอียดในการกำหนดมาตรการการควบคุมพื้นที่ทางด้านเมียนมาร์และกัมพูชาในจังหวัดชายแดน เพื่อกำหนดประเภทสินค้าจำนวนต่างๆ ในการควบคุมการส่งออกบริเวณชายแดน นอกเหนือจากที่กำหนดไว้เดิมตามความจำเป็น ซึ่งก็ดูตามสถานการณ์