โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ชิปคือโครงสร้างพื้นฐานของโลกใหม่: หุ้นเซมิคอนดักเตอร์กำลังครองเศรษฐกิจยุค AI?

Businesstoday

อัพเดต 21 พ.ค. เวลา 22.08 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. เวลา 15.06 น. • Businesstoday

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™
Head of Wealth Strategy บลจ.ทิสโก้

กระแสหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้ปี 2026 จะเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงที่ควรทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ผันผวน ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ Bond Yield ที่กลับมาสูงขึ้นเป็นระยะ

รวมถึงความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์กลับไม่ได้เพียง “ยืนได้” ท่ามกลางความผันผวนเหล่านี้ หากแต่ยังสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งจนกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ขับเคลื่อนตลาดโลกมากที่สุดในปีนี้

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ PHLX Semiconductor Sector Index ซึ่งเป็นดัชนีตัวแทนหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีสูงกว่า 60% และย้อนหลัง 1 ปีมากกว่า 140% (ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2026)สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินยังคงไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มชิปอย่างเข้มข้น แม้ราคาจะปรับขึ้นมาแล้วมากก็ตาม

แรงหนุนหลักยังมาจากความเชื่อว่า AI ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นรอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของโลก เหมือนที่โลกเคยสร้างถนน ไฟฟ้า โทรคมนาคม และอินเทอร์เน็ตในอดีต เพียงแต่รอบนี้ “ถนนของเศรษฐกิจใหม่” ไม่ได้ทำจากคอนกรีต แต่ทำจาก GPU, HBM, foundry, optical transceiver, data center, power management และเครื่องจักรผลิตชิปขั้นสูง

จาก Big Tech สู่ AI Infrastructure: ตลาดกำลังเปลี่ยนผู้ชนะ

หากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาพจำของการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีมักผูกอยู่กับบริษัทแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet, Meta บริษัทเหล่านี้เป็นผู้ชนะของยุคอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์ม โฆษณาดิจิทัล Cloud และ E-Commerce แต่ในรอบ AI ครั้งนี้ ตลาดเริ่มมองแตกต่างออกไป

คำถามไม่ได้อยู่แค่ว่า “ใครมีผู้ใช้งานมากที่สุด” หรือ “ใครมีแพลตฟอร์มใหญ่ที่สุด” อีกต่อไป แต่กลายเป็นว่า “ใครเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI เกิดขึ้นได้จริง”พราะ AI ไม่ได้เกิดจากซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ชิปประมวลผลจำนวนมหาศาล หน่วยความจำความเร็วสูง Data Center ขนาดใหญ่ ระบบระบายความร้อน พลังงานไฟฟ้า เครือข่ายเชื่อมต่อความเร็วสูง และเครื่องจักรผลิตชิปที่ซับซ้อนที่สุดในโลก นี่คือเหตุผลที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงหุ้นวัฏจักรแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังถูกตีความใหม่ว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ AI”

จีน: เมื่อ AI Rally ไม่ได้อยู่ที่ Alibaba และ Tencent

ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ หรือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน เท่านั้น แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์หุ้นชิปนำตลาดนี้กำลังเกิดขึ้นในจีนอย่างชัดเจนเช่นกัน ในอดีต เมื่อนักลงทุนพูดถึงหุ้นเทคโนโลยีจีน ภาพแรกที่มักนึกถึงคือ Alibaba และ Tencent ซึ่งเคยเป็นเสาหลักของยุคอินเทอร์เน็ตจีน ทั้งใน E-Commerce, Cloud, Gaming, Social Network และ Digital Payment แต่ในปี 2026 ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

หุ้น Big Tech จีนอย่าง Alibaba และ Tencent กลับ “พลาดขบวน” AI stock market frenzy โดย Hang Seng Tech Index ซึ่งเป็นแหล่งรวมหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนปรับตัวลดลงมากกว่า 8% ในปีนี้ ขณะที่ Alibaba ลดลง 6.7% และ Tencent ลดลง 23.7% สวนทางกับหุ้น AI infrastructure และ semiconductor supply chain ของจีนที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง

สาเหตุไม่ได้หมายความว่า Alibaba หรือ Tencent สูญเสียพื้นฐานทางธุรกิจในทันที แต่สะท้อนว่า “ความคาดหวังของตลาด” เปลี่ยนไปแล้ว นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า Big Tech จีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องใช้เงินลงทุน AI จำนวนมหาศาล แต่ผลตอบแทนเชิงกำไรอาจยังไม่ชัดเจนในระยะสั้น ขณะที่ธุรกิจเดิมยังต้องเผชิญการแข่งขันสูงและแรงกดดันด้าน Margin ในทางกลับกัน หุ้นที่เกี่ยวข้องกับชิป AI, Optical Transceiver, Foundry, Memory และโครงสร้างพื้นฐาน AI กลับถูกมองว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากรอบลงทุนครั้งนี้

ทั่วโลกกำลังเผชิญ “คอขวดของชิป”

ความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้มาจาก AI เพียงด้านเดียว แต่ยังมาจากหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ ดาวเทียม ระบบป้องกันประเทศ ระบบอัตโนมัติ อุปกรณ์ IoT ไปจนถึงการประมวลผลข้อมูลในองค์กร ASML บริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่อง lithography ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดรายหนึ่งของโลก มองว่าตลาดชิปกำลังเข้าสู่ภาวะ supply-limited หรือภาวะที่ความต้องการสูงกว่ากำลังผลิต CEO ของ ASML คาดว่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแตะ $1.5 trillion ภายในปี 2030 โดยมีแรงหนุนจาก AI, robotics และ satellite technologies

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะหากตลาดยังอยู่ในภาวะที่อุปสงค์เติบโตเร็วกว่ากำลังผลิต บริษัทที่ครอบครองจุดยุทธศาสตร์ใน supply chain ย่อมมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Nvidia ใน GPU, TSMC ใน advanced foundry, ASML ใน lithography, SK Hynix และ Micron ใน memory, Broadcom ใน networking/custom silicon หรือ Zhongji Innolight ใน optical transceiver กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ AI กำลังสร้าง “แผนที่อำนาจใหม่” ของตลาดทุนโลก โดยผู้ชนะไม่ได้จำกัดอยู่ที่บริษัทที่ทำแอปพลิเคชัน AI แต่รวมถึงบริษัทที่ทำให้ AI ทำงานได้จริงในระดับโครงสร้างพื้นฐาน หากน้ำมันเคยเป็นทรัพยากรสำคัญของโลกอุตสาหกรรม ชิปก็อาจเป็นทรัพยากรสำคัญของโลก AI

แต่ความร้อนแรงไม่ได้แปลว่าไร้ความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องระวัง ความเสี่ยงแรกคือ valuation หลายบริษัทในกลุ่มนี้ปรับขึ้นแรงจนสะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปมากแล้ว หากการเติบโตของรายได้หรือกำไรไม่สามารถไล่ทันราคาหุ้น ตลาดอาจเกิดแรงขายทำกำไรได้ง่าย โดยเฉพาะในหุ้นที่ปรับขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่นาน

ความเสี่ยงที่สองคือ cyclicality แม้รอบนี้จะมีแรงหนุนจาก AI แต่เซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีวัฏจักร หากบริษัทต่าง ๆ เร่งลงทุน capacity มากเกินไปพร้อมกัน ในอนาคตอาจเกิดภาวะ oversupply ในบาง segment ได้

ความเสี่ยงที่สามคือ geopolitics ห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในสนามแข่งขันที่รุนแรงที่สุดระหว่างสหรัฐฯ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และยุโรป มาตรการควบคุมการส่งออก การจำกัดเครื่องจักรผลิตชิป หรือความตึงเครียดบริเวณไต้หวัน ล้วนสามารถเปลี่ยนสมการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว

ความเสี่ยงที่สี่คือ concentration risk ตลาดหุ้นหลายประเทศเริ่มพึ่งพาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ หากหุ้นกลุ่มนี้เกิดการพักฐานพร้อมกัน ผลกระทบต่อตลาดโดยรวมอาจรุนแรงกว่าที่นักลงทุนคาด ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่การสรุปง่าย ๆ ว่า “หุ้นชิปต้องขึ้นต่อ” แต่คือการแยกให้ออกว่า บริษัทใดเป็นเจ้าของคอขวดจริง บริษัทใดมี pricing power บริษัทใดเป็นเพียงผู้ตามกระแส และบริษัทใดราคาหุ้นสะท้อนอนาคตมากเกินไปแล้ว

หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้แค่ครองตลาด แต่กำลังครองโครงสร้างของอนาคต

คำถามว่า “หุ้นเซมิคอนดักเตอร์กำลังครองโลกหรือไม่” อาจฟังดูเกินจริงในอดีต แต่ในปี 2026 คำถามนี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย เพราะชิปไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนเล็ก ๆ ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกต่อไป แต่กลายเป็นแกนกลางของทุกระบบที่โลกกำลังมุ่งหน้าไป ไม่ว่าจะเป็น AI, Cloud Computing, Data Center, รถยนต์ไฟฟ้า, หุ่นยนต์, ระบบป้องกันประเทศ, ดาวเทียม, Smart Factory หรือแม้แต่การแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ

ในอดีต นักลงทุนอาจลงทุนในเทคโนโลยีด้วยการซื้อ Big Tech แต่ในยุค AI การลงทุนในเทคโนโลยีอาจต้องมองลึกลงไปถึง “รากฐาน” ของเทคโนโลยี นั่นคือชิป หน่วยความจำ เครื่องจักรผลิตชิป ระบบเครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI สามารถประมวลผลได้จริง ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐฯ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ไปจนถึงจีน ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง จึงไม่ใช่เพียงกระแสเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก

โลกยุคต่อไปอาจไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเหมือนศตวรรษที่ 20 และไม่ได้ถูกครอบครองด้วยแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตเหมือนทศวรรษที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว แต่โลกยุค AI จะถูกขับเคลื่อนด้วยชิป และผู้ที่ควบคุมห่วงโซ่ชิปได้มากที่สุด อาจเป็นผู้ที่มีอำนาจต่อรองสูงที่สุดในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...