เปิดงาน “มัสยิดกุฎีช่อฟ้า” มัสยิดเก่าแก่แห่งอยุธยา สัมผัสเสน่ห์พหุวัฒนธรรมไทย
จุฬาราชมนตรี - “รมว.ซาบีดา” ร่วมเปิดงานมัสยิดกุฎีช่อฟ้า ปี 2569 ชื่นชมทุกภาคส่วนร่วมฟื้นฟูโบราณสถานอันล้ำค่าแห่งกรุงเก่า - ชูมัสยิดเป็นศูนย์รวมศรัทธา ปัญญา และวัฒนธรรมคู่แผ่นดินไทย สะท้อนความงดงามแห่งพหุวัฒนธรรมไทย และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมพิธีเปิดงานมัสยิดกุฎีช่อฟ้า ประจำปี 2569
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า มัสยิดกุฎีช่อฟ้า มิได้เป็นเพียงอาคารหากเป็นชีวิตที่ยืนหยัดผ่านประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคที่บรรพชนมุสลิมจากอาหรับ เปอร์เซีย อินเดีย มลายู และชาติพันธุ์อันหลากหลาย จนเกิดเป็นรากฐานแห่งความสัมพันธ์อันงดงาม ที่ดำรงมามากกว่าสามศตวรรษ สถาปัตยกรรมของมัสยิดแห่งนี้ สอนเราด้วยภาษาแห่งความงาม ช่อฟ้าและใบระกาที่ยื่นขึ้นสู่ท้องฟ้าในสมัยนั้น คือสัญลักษณ์ที่ประกาศให้โลกรู้ว่า ความแตกต่างมิใช่เหตุแห่งความแตกแยก แต่คือพลังแห่งความงอกงาม เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานนามว่า "มัสยิดกุฎีช่อฟ้า" พระราชหัตถเลขานั้น มิได้เพียงตั้งชื่อสิ่งก่อสร้าง หากทรงสลักความจริงข้อหนึ่ง ลงในจิตใจของสังคมไทยว่า ความหลากหลาย คือเกียรติยศของชาติ
“การบูรณะครั้งประวัติศาสตร์ที่สำเร็จลุล่วงในวันนี้ ขอแสดงความชื่นชมอย่างสุดซึ้งต่อคณะกรรมการมัสยิด กลุ่มผู้มีจิตอาสา และทุกฝ่ายที่ทุ่มเทเสียสละทั้งทรัพย์สิน แรงกาย แรงใจ และสติปัญญาเพื่อร่วมกันในพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์นี้ การที่ท่านทั้งหลายไม่ยอมให้มรดกชิ้นนี้สูญหายไป คือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่คนรุ่นนี้มอบให้แก่คนรุ่นต่อ ๆ ไป“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว
นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และจะยังเคียงข้างชุมชนในฐานะหุ้นส่วนแห่งการสืบสานรากเหง้าและอัตลักษณ์ร่วมกัน ที่สำคัญขอให้มัสยิดกุฎีช่อฟ้าจงดำรงเป็นศูนย์รวมศรัทธา ปัญญา และวัฒนธรรม อันเป็นแสงสว่างนำทางชุมชน และอยู่คู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป
สำหรับ “มัสยิดกุฎีช่อฟ้า” ศาสนสถานสำคัญของชุมชนมุสลิมแห่งคลองขุนละครไชย หรือคลองตะเคียนในปัจจุบัน พื้นที่ริมคลองสายนี้เคยเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา เป็น “ชุมชนพหุวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ” ที่ผู้คนจากหลากหลายดินแดนเข้ามาตั้งถิ่นฐานและดำรงชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน ทั้งชาวพุทธ คริสต์ และมุสลิม จนกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของสังคมอยุธยาที่เปิดกว้างต่อผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก
ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา มัสยิดแห่งนี้ได้รับการเรียกขานด้วยชื่อที่แตกต่างกันตามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น “สุเหร่าเจ้าเซ็น” “สุเหร่ามัวร์” “สุเหร่าต้นโพธิ์” “สุเหร่าใหญ่” หรือ “จามมามัสญิด” พร้อมทั้งผ่านการบูรณะและปรับปรุงหลายครั้งตามสภาพของกาลเวลา มัสยิดแห่งนี้ถือเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นศูนย์รวมของชาวมุสลิมหลากหลายเชื้อสายมาตั้งแต่อดีต
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นทางชลมารค ครั้งที่ 2 ราว ร.ศ.125 หรือประมาณ พ.ศ.2449 ในครั้งนั้น พระองค์เสด็จผ่านคลองขุนละครไชย โดยมีโต๊ะกีแย้ม อิหม่ามประจำมัสยิด เข้าเฝ้ารับเสด็จและขอพระราชทานนามให้กับมัสยิด เนื่องจากตัวอาคารในขณะนั้นเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีรูปทรงคล้ายโบสถ์ไทย และมีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบไทย ได้แก่ ช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ ประดับอยู่บนหลังคา ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า “กุฎีช่อฟ้า” และชื่อดังกล่าวได้กลายเป็นชื่อที่ผู้คนรู้จักและเรียกขานมาจนถึงปัจจุบัน
ภายในมัสยิดกุฎีช่อฟ้ายังมีโบราณวัตถุสำคัญที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง คือ “มิมบัร” และ “เมียะห์รอบ” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประกอบศาสนกิจของมัสยิด ทั้งสองส่วนถูกสร้างขึ้นจากหินอ่อนโบราณ มีอายุหลายร้อยปี และโดดเด่นด้วยลวดลายศิลปกรรมที่ผสมผสานอิทธิพลจากวัฒนธรรมไทย จีน และอาหรับไว้อย่างกลมกลืน
อีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญภายในมัสยิดแห่งนี้ นั่นคือ โคมไฟที่แขวนอยู่ด้านใน ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรณคต เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2453 และมีกำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงบรมศพ ในวันที่ 4 เมษายน 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดทำของที่ระลึกและเครื่องสังเค็ด ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระราชทานแก่ศาสนสถานที่มี ความสำคัญ ส่วนของศาสนาอิสลามได้ทรงจัดทำโคมไฟติดเพดานสําหรับมัสยิดกุฏีช่อฟ้า (โคมไฟพระราชทานสีเขียว)
และเหตุการณ์ที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งคือ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ปี 2560 ในการนี้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำของที่ระลึกและเครื่องสังเค็ดในพระราชพิธีถวายพระเพลิงและพระราชทานแก่ศาสนสถานที่มีความสำคัญอีกครั้ง และมัสญิดกุฎีช่อฟ้าก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในการได้รับพระราชทานเครื่องสังเค็ดในครั้งนี้อีกเช่นเดียวกัน (โคมไฟพระราชทานสีเหลือง)
ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้มีครอบครัวมุสลิมอาศัยอยู่ราว 1,200 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชากรกว่า 5,000 คน ส่งผลให้มัสยิดได้การปรับปรุงและขยายพื้นที่เพื่อรองรับผู้มาประกอบศาสนกิจที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น นอกจากใช้ประกอบศาสนพิธีแล้ว มัสยิดกุฎีช่อฟ้ายังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน มีโรงเรียนสอนอัลกุรอานและฟัรฎูอีน ห้องสมุด ห้องประชุม ศูนย์เรียนรู้ด้านคุณธรรมและวัฒนธรรม รวมถึงเป็นสถานที่ต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากทั่วประเทศ
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO