ระบอบสีน้ำเงิน…อย่าฟังเพลินๆ…คิดให้ดี
ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลยังคงรุมด้อยค่า ด่ารัฐบาล ชักจะไปไกลอย่างน่าเป็นห่วง จากระบอบเนวิน ระบอบอนุทิน มาจนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” สำหรับระบอบสีน้ำเงินนั้น พวกเราอย่าฟังเพลินๆ โดยไม่คิดให้ดีนะ ว่าคนที่สร้างวาทกรรมว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้นเขาหมายถึงอะไร จุดยืนทางการเมืองของคนพูดนั้นเป็นเช่นไร เขาสนับสนุนอุดมการณ์ใด เขาต่อต้านอุดมการณ์ใด เขาต้องการทำลายอะไร แนวทางการทำงานการเมืองของเขานั้น เขาต้องการล้มอะไร คนอื่นๆ ที่งับเอาวาทกรรมของเขาไป งับไปแบบไม่คิดให้ดี
ระวังจะติดร่างแหของการคิดทำลายล้างสถาบันหลักของชาติของพวกเขาไปด้วยนะ จะกลายเป็นแนวร่วมเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่รู้ตัว บางคนที่งับเอาถ้อยคำนี้ไปงับต่อ ก็ดูเป็นคนดี มีความรู้ และขึ้นชื่อว่าเป็นคนเก่ง แต่ทำไมจึงงับคำนี้ไปพูดต่อโดยไม่คิด หรือมีเจตนาต้องการล้มรัฐบาลนี้ให้ได้จนขาดความระวังว่าวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น หมิ่นเหม่ที่จะแสดงเจตนาว่าต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เอาแต่คิดว่าการเรียกการทำงานของรัฐบาลนี้ว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” จะล้มรัฐบาลนี้ได้
แต่สำหรับคนที่คิดอย่างลึกซึ้ง เขามองว่าการด้อยค่า ด่า “ระบอบสีน้ำเงิน” แทนที่จะใช้คำว่า “ระบอบเนวิน” หรือ “ระบอบอนุทิน” เทียบกับ “ระบอบทักษิณ” เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ที่จะทำให้คนมองว่า ใครก็ตามที่ใช้คำนี้ “มีความคิดที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ” ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ต้องคิดลึกๆ วิเคราะห์กันให้ดี อย่าเอาแต่ฟังเพลินๆ แล้วงับเอาคำของพวกเขามาพูดโดยขาดความระมัดระวัง จนกลายเป็นแนวร่วมของกลุ่มคนที่มีความคิดที่เป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองของประเทศไทย
รัฐบาลนี้ ตั้งแต่เริ่มบริหาร ก็ถูกด่า ถูกด้อยค่าสารพัด ทำอะไรก็ผิดไปหมด ไม่มีอะไรถูกต้อง สิ่งที่คนเขาพูดกันก็อาจจะเป็นเรื่องจริงบ้าง ถูกกล่าวหาบ้าง แต่ข้อกล่าวหาไปไกลถึงขนาดเรียกการทำงานของรัฐบาลนี้ว่าเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” เหมือนอย่างที่หลายคนเคยเรียกการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของทักษิณว่า “ระบอบทักษิณ” แล้ววาทกรรม “ระบอบทักษิณ” ที่เขาพูดกันหมายความว่าอะไร
คำว่า “ระบอบทักษิณ” คือระบอบที่ผู้คนมองว่าหลายภาคส่วนที่ต้องทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนฟังคำสั่งจากทักษิณ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ นักวิชาการ และสื่อมวลชน โดยที่ทักษิณวางคนของตัวเองไว้ในภาคส่วนต่างๆ เหล่านี้อย่างฝังรากลึก ใช้อำนาจทางการเมืองบ้าง ทางการเงินบ้าง ที่ทำให้ผู้คนในภาคส่วนต่างๆ ยอมเป็นแนวร่วมของเขา ซึ่งการมองแบบนี้อาจจะถูกหรืออาจจะผิด ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน แต่ก็ใช้วาทกรรมว่า “ระบอบทักษิณ” กันเกร่อ และปรากฏการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มันชวนให้คนเชื่อเช่นนั้น แต่ก็ไม่มีใครแสดงหลักฐานยืนยันอย่างเป็นระบบว่า “ระบอบทักษิณ” มีจริง พอรัฐบาลของอนุทินเข้ามาบริหารประเทศ ในตอนแรก ก็เกิดคำว่า “ระบอบเนวิน” บ้าง “ระบอบอนุทิน” บ้าง มันมีความหมายเดียวกันกับ “ระบอบทักษิณ” ที่หมายความว่าภาคส่วนต่างๆ ยอมทำตามบัญชาของเนวิน หรืออนุทินผู้มีอำนาจ ไม่ว่าสิ่งที่ต้องทำนั้นผิดหรือถูก ซึ่งวาทกรรมเช่นนั้น ก็ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนอีกเช่นกัน จึงมองกันว่านี่คือวาทกรรมของฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลที่ต้องการล้มรัฐบาลให้ได้ ดังนั้น “ระบอบเนวิน” ก็คงหมายความว่าภาคส่วนต่างๆ จะฟังคำสั่งเนวิน ส่วน “ระบอบอนุทิน” ก็คงหมายความว่าทุกภาคส่วนจะฟังคำสั่งของอนุทินแบบไม่ลืมหูลืมตา ว่าคำสั่งนั้นถูกหรือผิดตามมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ การฟังคำสั่งในบริบทนี้คงไม่ได้มีความหมายเชิงบวกว่า “เชื่อฟังดี” แต่หมายถึง “ยอมทำตาม” ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่ดูเหมือนคนพูดต้องการสื่อว่าเป็นเรื่องไม่ดีมากกว่า
ดูจากเนื้อหาที่พวกเขาด่าทอต่อว่ารัฐบาลมีแต่เรื่องร้ายๆ ในเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขี้โกง ไม่โปร่งใส ซึ่งมีทั้งเรื่องที่น่าสงสัยว่าจะจริง และเรื่องที่พวกเขาสร้างเรื่องขึ้นมาทำลายรัฐบาล และเป็นการโจมตีตัวบุคคลมากกว่าโจมตีนโยบายหรือโครงการต่างๆ หลายเรื่องก็เป็นเรื่องของอารมณ์ที่มีอคติมากกว่าจะเป็นเรื่องเหตุผลและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยัน
เรื่องหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากคิดว่าพรรคการเมืองหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวผิดพลาดที่ออกแถลงการณ์โจมตีรัฐบาลว่ากระทำการอันมิบังควรเมื่อมีข่าวว่า องคมนตรีถึง 9 ท่านเข้าร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” หรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องคิดวิเคราะห์กันให้ดี ข้อกล่าวหาของพวกเขาก็คือ “องคมนตรีคือผู้แทนของพระมหากษัตริย์ การเข้าร่วมประชุมเช่นนี้ ทำให้อาจมีการสั่งการโดยองคมนตรีต่อรัฐบาลได้ ถือเป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาล” แต่ในการเข้าร่วมประชุมขององคมนตรีนั้นเป็นการร่วมประชุมเพื่อสังเกตการณ์เท่านั้น ไม่มีการสั่งการต่อรัฐบาลแต่อย่างใด อีกทั้งการประชุมก็เป็นเรื่องการเตรียมการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง มิใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใดเลย การที่สถาบันพระมหากษัตริย์ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนไม่เกี่ยวกับการเมือง การสร้างวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ของพวกเขานั้น น่าจะเป็นหลักการที่ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคต้องการให้เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ “พระมหากษัตริย์ต้องไม่มีบทบาทอะไรเลยในสังคม” พวกเขาคงกลัวว่าประชาชนจะซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณและจงรักภักดีต่อไป แล้วจะเป็นปัญหากับความพยายามของพวกเขาที่ต้องการล้มล้างระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย
การที่ศาสดาของเขาก็ออกมาเสนอให้ยกเลิกองคมนตรีไปเลย และวิจารณ์ว่า “ประเทศไทยอยู่ภายใต้กลุ่มคนเพียงไม่กี่ตระกูล ที่มีอำนาจและอิทธิพลที่จะให้ประเทศเดินไปทางไหนก็ได้ที่ตัวต้องการ จึงหวังว่า วันหนึ่งจะมีมติมหาชนให้คนกลุ่มนี้หมดอำนาจและบทบาทไปจากประเทศไทย” พวกเขาสร้างวาทกรรม เรียกการปกครองประเทศในปัจจุบันว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งกำลังกินรวบประเทศ แต่ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย พวกเขามองว่า “พรรคภูมิใจไทยเป็นเพียง agent ของระบอบสีน้ำเงินเท่านั้น” ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่พวกเขากล่าวหมายถึงอะไร แม้วิธีการสื่อสารของพวกเขาจะคลุมเครือ ผู้คนจำนวนมากก็มองออกว่าพวกเขาหมายถึงอะไร ซึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มคนไม่กี่ครอบครัวของพวกเขานั่นแหละ แต่เพราะอะไรที่ออกมาประสานเสียงกันอย่างกลมกลืนหลังจากที่หยุดเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไปนาน หรือต้องการปลุกกระแส “ปฏิกษัตริย์นิยม” ให้คึกคักอีกครั้งก่อนที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ…ต้องระวังนะ.