อีกหนึ่งวิกฤตของไทย: เมื่อผู้บริหารประเทศเริ่มขาด “วุฒิภาวะทางอำนาจ”
ประเทศไทยอาจยังไม่ใช่รัฐล้มเหลว และอาจยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้ คือความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหมู่ประชาชนว่า “คนที่มีอำนาจบริหารประเทศ อาจไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอกับอำนาจที่ถืออยู่”
ปัญหาของไทยวันนี้จึงอาจไม่ได้อยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจ น้ำมันแพง ค่าไฟสูง น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคอร์รัปชัน หากแต่อยู่ที่ “วิธีคิด” และ “วิธีใช้อำนาจ” ของชนชั้นนำทางการเมือง ที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าไม่สอดคล้องกับระดับความซับซ้อนของปัญหาประเทศอีกต่อไป
เมื่อประชาชนเดือดร้อนจากค่าครองชีพ สิ่งที่หลายคนได้ยินกลับไม่ใช่ภาพของรัฐที่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตผู้คน แต่เป็นคำอธิบายลักษณะว่า “ค่าไฟแพงก็ติดโซลาร์” หรือ “น้ำมันแพงก็ใช้รถไฟฟ้า”
แม้ในทางเทคนิค คำพูดเหล่านี้อาจไม่ผิดทั้งหมด แต่ปัญหาอยู่ที่มันสะท้อนมุมมองของผู้มีอำนาจที่ดูเหมือนไม่ตระหนักเลยว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีต้นทุนมากพอจะทำเช่นนั้นได้จริง
ปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันยังสะท้อนออกมาในกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนกันที่สร้างความสูญเสียและความตื่นตระหนกให้กับสังคม สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากคาดหวังคือการเห็นแผนปฏิรูประบบความปลอดภัย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือการตรวจสอบมาตรฐานการเดินรถอย่างจริงจัง
แต่สิ่งที่ถูกสื่อสารออกมากลับมีลักษณะคล้ายการ “ตัดปัญหา” มากกว่าการ “แก้ปัญหา” เช่นแนวคิดว่าไม่ควรให้รถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งในสายตาของประชาชนจำนวนมาก มันไม่ได้แตะต้นเหตุของปัญหาเลย เพียงแต่ผลักภาระและลดทางเลือกของผู้คนลงเท่านั้น
ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบาย หากคือ “วุฒิภาวะในการสื่อสารกับประชาชน”
ประเทศที่มีวุฒิภาวะทางการเมืองสูง ผู้นำจะเข้าใจว่า หน้าที่ของตนไม่ใช่แค่เสนอทางออกทางเทคนิค แต่ต้องสามารถสื่อสารด้วยความเข้าใจในข้อจำกัดของชีวิตคนธรรมดา ต้องรู้ว่าเวลาใดควรอธิบาย เวลาใดควรรับฟัง และเวลาใดควรแสดงความรับผิดชอบ มากกว่าปกป้องภาพลักษณ์ของตนเอง
แต่สิ่งที่สังคมไทยเห็นบ่อยขึ้นกลับตรงกันข้าม
เมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องคอร์รัปชัน หลายครั้งสังคมไม่ได้เห็นความนิ่ง ความมั่นใจในกระบวนการตรวจสอบ หรือความโปร่งใส หากกลับเห็นการตอบโต้เชิงอารมณ์ การขู่ฟ้อง หรือการปะทะกับสื่อมวลชน
กรณีการตอบโต้นักข่าวของรัฐมนตรีบางคนในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นเพียงเหตุการณ์สั้นๆ ทางการเมือง แต่ในทางสัญลักษณ์ มันสะท้อนสิ่งที่ลึกกว่านั้น คือการที่ผู้มีอำนาจดูเหมือนรับแรงเสียดทานทางประชาธิปไตยไม่ได้ ทั้งที่ตำแหน่งระดับรัฐมนตรีควรเป็นตำแหน่งที่ต้องถูกตรวจสอบมากที่สุด
ในประเทศที่มีวุฒิภาวะทางสถาบันสูง การถูกตั้งคำถามจากสื่อถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในสังคมที่วุฒิภาวะทางอำนาจยังไม่แข็งแรง การตั้งคำถามกลับถูกมองเป็นการท้าทายอำนาจ มากกว่ากระบวนการตรวจสอบตามปกติ
ปัญหานี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อมองไปยังการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
น้ำท่วมเกิดซ้ำ ภัยแล้งเกิดซ้ำ ปัญหาพลังงานวนซ้ำ PM2.5 วนซ้ำ ระบบขนส่งยังไร้เอกภาพ แต่สิ่งที่ประชาชนเห็นบ่อยครั้งคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าภาพของรัฐที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน
เมื่อเกิดน้ำท่วม เรามักเห็นมาตรการระยะสั้น เมื่อเกิดภัยแล้ง เราเห็นภาพการประชุมที่เต็มไปด้วยลำดับชั้นของอำนาจ มากกว่าภาพของรัฐบาลที่สามารถอธิบายยุทธศาสตร์จัดการน้ำทั้งประเทศได้อย่างมั่นใจ เมื่อเกิดปัญหาพลังงาน เราเห็นคำอธิบายเชิงเทคนิคที่ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงหรือเชื่อมั่นได้
สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเริ่มตั้งคำถามว่า ประเทศกำลังถูกบริหารด้วยยุทธศาสตร์ระยะยาวจริง หรือเพียงแค่ “ประคองสถานการณ์ไปวันๆ”
ความลักลั่นที่เห็นได้ชัดที่สุด คือความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมในช่วงก่อนและหลังการก้าวเข้าสู่อำนาจ
หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนคือศูนย์กลางของทุกถ้อยคำทางการเมือง คำว่า “รับฟัง” “รับใช้” และ “เคารพเสียงของประชาชน” ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อสร้างความชอบธรรมทางอำนาจ แต่เมื่อสถานะเปลี่ยนจาก “ผู้ขอโอกาส” เป็น “ผู้ถืออำนาจ” น้ำเสียงจำนวนมากกลับค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
การสื่อสารที่เคยพร้อมรับฟัง กลายเป็นการชี้แจงเชิงคำสั่งหรือการปฏิเสธความรับผิดชอบ สิ่งนี้สะท้อนว่า อำนาจในวัฒนธรรมการเมืองมักถูกมองเป็นรางวัลหรือเครื่องมือในการปกครอง มากกว่าเป็นความรับผิดชอบที่ต้องผูกพันและตอบสนองต่อเจ้าของอำนาจที่แท้จริงอย่างต่อเนื่อง
สังคมไทยในช่วงเวลานั้นยังเต็มไปด้วยคำสัญญาถึงความมั่งคั่ง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และอนาคตที่กำลังจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชนถูกทำให้เชื่อว่า ประเทศกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ของโอกาส ความกินดีอยู่ดี และความหวัง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากเผชิญกลับยังคงเป็นค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้สินที่หนักขึ้น กำลังซื้อที่อ่อนแรง และความไม่มั่นใจต่ออนาคต จนทำให้ช่องว่างระหว่าง “ความหวังที่ถูกสื่อสาร” กับ “ความจริงที่ประชาชนสัมผัส” เริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ
และบางที สิ่งที่ทำให้ผู้คนผิดหวังมากที่สุด อาจไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้น แต่คือความรู้สึกว่า เมื่อได้รับอำนาจแล้ว “น้ำเสียง” ของผู้มีอำนาจกลับค่อยๆ เปลี่ยนไป
จากการรับฟัง กลายเป็นการอธิบาย
จากการอธิบาย กลายเป็นการปกป้องตนเอง
และในบางกรณี จากการปกป้องตนเอง กลับกลายเป็นการตอบโต้ผู้ตั้งคำถาม
ปัญหาอาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของคำพูด แต่คือการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับประชาชน
เพราะในสังคมที่มีวุฒิภาวะทางประชาธิปไตยสูง อำนาจจะยิ่งระมัดระวังตนเองมากขึ้นเมื่อได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ไม่ใช่กลับยิ่งห่างไกลจากประชาชนมากขึ้นเมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ
ในฐานะผู้เขียนที่เคยทำงานด้านการกำกับดูแลกิจการ และเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่เพียงตัวปัญหา แต่คือ “รูปแบบของการบริหารปัญหา”
เพราะในโลกขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน สถาบันการเงิน หรือองค์กรขนาดใหญ่ใดก็ตาม สิ่งที่สะท้อนอนาคตขององค์กรไม่ได้มีเพียงผลประกอบการระยะสั้น หากแต่อยู่ที่คุณภาพของระบบกำกับดูแล ความโปร่งใส วุฒิภาวะของผู้บริหาร และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตอย่างมีเหตุผล
องค์กรที่มีปัญหาเพียงบางเรื่อง อาจยังฟื้นตัวได้ แต่เมื่อองค์กรเริ่มมีลักษณะของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขาดการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว ระบบตรวจสอบถูกตั้งคำถาม ผู้บริหารตอบสนองต่อแรงกดดันด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเริ่มลดลงพร้อมกันหลายด้าน นั่นมักเป็นสัญญาณที่ผู้ทำงานด้าน governance มองเห็นได้ทันทีว่า องค์กรกำลังเข้าสู่ภาวะ “ประคองตัวไปวันๆ” มากกว่ากำลังเดินไปสู่ความมั่นคงระยะยาว
ประเทศก็ไม่ต่างกัน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่เพียงการที่รัฐทำผิดพลาด เพราะไม่มีรัฐบาลใดในโลกที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือการที่สังคมเริ่มรู้สึกว่า “สิ่งที่ควรทำกลับไม่ถูกทำอย่างจริงจัง” ขณะที่ “สิ่งที่ไม่ควรทำ” กลับเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สิ่งที่ควรเร่งแก้ไขในระดับโครงสร้าง เช่น ระบบจัดการน้ำ พลังงาน การศึกษา ระบบขนส่ง หรือการปฏิรูประบบตรวจสอบ กลับดำเนินไปอย่างล่าช้า ขาดความต่อเนื่อง หรือถูกผลักไปเป็นภาระของรัฐบาลชุดถัดไป
ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่มีวุฒิภาวะทางการเมืองสูง ไม่ว่าจะเป็นการตอบโต้คำวิจารณ์ด้วยอารมณ์ การสื่อสารที่ดูเหมือนไม่เข้าใจชีวิตประชาชน การทำให้การตรวจสอบกลายเป็นความขัดแย้งส่วนตัว หรือการปล่อยให้ข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนสะสมโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน กลับปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ
และเมื่อภาพเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่ค่อยๆ สึกกร่อนลงจึงไม่ใช่เพียงคะแนนนิยมทางการเมือง แต่คือ “ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อวุฒิภาวะของผู้ใช้อำนาจ”
ความรู้สึกนี้ยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อประชาชนเริ่มสงสัยในความโปร่งใสของระบบ
กรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินของรัฐและพื้นที่สาธารณะที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้สะท้อนคำถามสำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานทางกฎหมาย ความเท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมาย และอิทธิพลทางการเมืองที่อาจเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจบางส่วน
ข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบพลังงาน การกำหนดราคา การลักลอบค้าน้ำมัน หรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนพลังงาน ก็เป็นอีกประเด็นที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า “ระบบกำลังปกป้องผลประโยชน์ของใครกันแน่”
แม้หลายกรณียังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายชัดเจน แต่ปัญหาสำคัญคือประชาชนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ากระบวนการตรวจสอบมีความเป็นอิสระเพียงพอหรือไม่
เมื่อความโปร่งใสเริ่มถูกตั้งคำถาม ความไม่ไว้วางใจก็จะขยายตัวไปทุกทิศทาง
กรณีข้อครหาเกี่ยวกับกระบวนการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา ก็สะท้อนปัญหาเดียวกัน ไม่ว่าข้อกล่าวหาต่างๆ จะพิสูจน์ได้จริงมากน้อยเพียงใด แต่การที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่ากระบวนการอาจถูกครอบงำโดยเครือข่ายทางการเมืองบางกลุ่ม ก็เพียงพอแล้วที่จะทำลายความศรัทธาต่อระบบ
ปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือการเมืองไทยยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีลักษณะของ “อำนาจนอกโครงสร้างทางการ” อยู่สูง ทั้งในรูปของเครือข่ายอุปถัมภ์ กลุ่มอิทธิพลทางการเมือง หรือผู้มีบารมีนอกตำแหน่ง ซึ่งแม้อาจไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนในทุกกรณี แต่การที่ความเชื่อเหล่านี้ยังดำรงอยู่ในสังคม ก็เพียงพอแล้วที่จะสะท้อนปัญหาความไม่ไว้วางใจต่อระบบ
ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ว่าความเชื่อเหล่านี้จริงทั้งหมดหรือไม่ หากแต่คือการที่สังคมเริ่มรู้สึกว่า “อำนาจที่มองเห็น” กับ “อำนาจที่เชื่อว่ามีอยู่จริง” อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
และเมื่อความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นพร้อมกับข้อครหาเรื่ององค์กรอิสระ กระบวนการสรรหา การใช้มาตรฐานที่ดูไม่เท่ากันในบางคดี หรือข้อสงสัยเรื่องอิทธิพลทางการเมืองในระบบราชการ ความเชื่อมั่นต่อหลักการประชาธิปไตยก็จะค่อยๆ ถูกกัดกร่อนลงอย่างเงียบๆ
เพราะสิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง ไม่ใช่แค่การมีการเลือกตั้ง แต่คือการที่ประชาชนเชื่อว่า “อำนาจที่แท้จริง” อยู่ในระบบที่ตรวจสอบได้ และอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันสำหรับทุกคน
เมื่อสังคมเริ่มไม่เชื่อในจุดนั้น ทุกวิกฤตจะยิ่งขยายตัวง่ายขึ้น
ค่าไฟแพงจะไม่ใช่แค่ค่าไฟแพง
แต่มันจะกลายเป็นคำถามเรื่องผลประโยชน์
น้ำมันแพงจะไม่ใช่แค่ปัญหาตลาดโลก
แต่มันจะกลายเป็นคำถามเรื่องความโปร่งใส
การแต่งตั้งบุคคลจะไม่ใช่แค่เรื่องบริหาร
แต่มันจะกลายเป็นคำถามเรื่องเครือข่ายอำนาจ
แม้แต่คำอธิบายที่อาจมีเหตุผลในตัวเอง ก็จะถูกประชาชนจำนวนมากมองด้วยความระแวง เพราะ “ทุนทางความน่าเชื่อถือ” ของระบบเริ่มลดลงเรื่อยๆ
นี่คือสิ่งที่อันตรายที่สุด
เพราะประเทศไม่ได้อ่อนแอเพียงตอนเศรษฐกิจตกต่ำ แต่อ่อนแอเมื่อผู้คนเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ผู้มีอำนาจเข้าใจความจริงของชีวิตพวกเขามากพอจะพาประเทศผ่านวิกฤตไปได้
ไม่เชื่อรัฐบาล
ไม่เชื่อฝ่ายค้าน
ไม่เชื่อองค์กรอิสระ
ไม่เชื่อระบบตรวจสอบ
และไม่เชื่อว่ากติกาจะถูกใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม
เมื่อสังคมมาถึงจุดนั้น ต่อให้รัฐบาลออกนโยบายที่ถูกต้อง ก็จะไม่มีเครดิตเหลือมากพอให้ประชาชนเชื่อมั่นอีกต่อไป
ปัญหาที่แท้จริงของไทยวันนี้จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ หรือแม้แต่เรื่องคอร์รัปชัน
แต่คือ “วิกฤตวุฒิภาวะของอำนาจ”
วุฒิภาวะในการรับฟัง
วุฒิภาวะในการใช้อำนาจ
วุฒิภาวะในการอธิบายความจริง
วุฒิภาวะในการถูกตรวจสอบ
วุฒิภาวะในการยอมรับว่าปัญหาของประเทศซับซ้อนเกินกว่าจะตอบแบบง่ายๆ เพื่อเอาตัวรอดทางการเมืองไปวันๆ
ประเทศที่ขาดวุฒิภาวะทางอำนาจ อาจยังดำรงอยู่ได้อีกนาน แต่จะค่อยๆ สูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดไปทีละน้อย นั่นคือ “ศรัทธา” ของประชาชน
และเมื่อวันหนึ่งประชาชนเลิกเชื่อว่าระบบสามารถแก้ไขตัวเองได้จากภายใน นั่นต่างหาก คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตที่แท้จริง