ทหารไทย ไม่ทน! กดดัน เขมร จนยอมถอยร่น 300 เมตร ลดตึงเครียดชายแดน
ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังเกิดกรณีชาวกัมพูชานำรถไถเข้ามาเตรียมทำการเกษตรในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าอยู่ในอธิปไตยของประเทศไทย บริเวณระหว่างหลักเขต จต.ส.42 – จต.ส.44 บ้านอ่างศิลา ตำบลโนนหมากหมุ่น จนนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านและกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย ก่อนมีการเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดในพื้นที่ เมื่อเวลา 09.00 น. กองกำลังบูรพา หน่วยเฉพาะกิจโคกสูง และชุดควบคุมทหารพรานที่ 12
โดย พ.ต.อัศวิน เสาทอง เสธ.ชค.ทพ.12 รักษาราชการผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 1205 ร่วมกับ ร.ท.นิติภูมิ คงทวี ผู้บังคับหมวดควบคุมทางยุทธวิธี ฉก.โคกสูง จัดกำลังพล 1 ชุดปฏิบัติการ เข้าระวังป้องกันพื้นที่ พร้อมเข้าร่วมเจรจากับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมี พ.ต.โฮ ลี แฮง ผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวนที่ 3 กองพันป้องกันชายแดน 503 เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายกัมพูชา การเจรจาครั้งนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตรวจพบชาวกัมพูชานำรถไถเข้ามาไถพื้นที่เพื่อเตรียมเพาะปลูก ซึ่งฝ่ายไทยระบุว่าเป็นพื้นที่ที่ชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาเกินแนวอ้างสิทธิ์เข้ามาในเขตประเทศไทย ขณะที่ชาวกัมพูชาอ้างว่าใช้พื้นที่ดังกล่าวทำกินมานานกว่า 30 ปีแล้ว
จากการหารือเบื้องต้น ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันเดินตรวจสอบแนวพื้นที่ตามพิกัดจีพีเอส และแนวอธิปไตยที่ฝ่ายไทยใช้อ้างอิง โดยข้อสรุปสำคัญคือ ฝ่ายกัมพูชายินยอมถอยแนวทำกินออกไปตามแนวที่ฝ่ายไทยชี้แจง ซึ่งห่างจากจุดเดิมประมาณ 300–400 เมตร พร้อมตกลงว่าจะไม่มีฝ่ายใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว จนกว่าคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) จะได้ข้อสรุปเรื่องเขตแดนอย่างเป็นทางการในอนาคต แม้การเจรจาจะจบลงด้วยบรรยากาศที่ไม่เกิดเหตุรุนแรง แต่ในมุมของชาวบ้านในพื้นที่ยังคงรู้สึก “ไม่สบายใจ” เพราะมองว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแผ่นดินไทยที่ไม่ควรต้องถูกกันไว้เป็นพื้นที่ห้ามใช้ประโยชน์ หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นางนงรัตน์ จันทะมา ตัวแทนชาวบ้านบ้านอ่างศิลา พร้อมชาวบ้านในพื้นที่ ได้นำดอกไม้มอบให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารไทย ที่เข้ามาดูแลสถานการณ์และรับฟังปัญหาของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด
นางนงรัตน์ เปิดเผยว่า จากการเจรจาครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชายอมขยับพื้นที่ทำกินออกไปตามแนวจีพีเอสที่ฝ่ายไทยกำหนด ซึ่งอยู่บริเวณ “เส้นสีแดง” ตามแนวอ้างสิทธิ์ แต่ยังคงมีเงื่อนไขสำคัญคือ ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาจะต้องไม่เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว“เขายอมถอยประมาณ 300 เมตร ตามจีพีเอสของเรา แต่พื้นที่ตรงนั้นมันก็ยังเป็นแผ่นดินไทยอยู่ดี เพียงแต่ตอนนี้ตกลงกันว่าไทยก็ห้ามเข้าไปทำ เขมรก็ห้ามเข้าไปทำ เพื่อรอการพูดคุยในระดับรัฐบาลหรือ JBC” นางนงรัตน์กล่าว เธอยังอธิบายว่า พื้นที่ดังกล่าวในอดีตมีแนวลวดหนามและแนวลาดตระเวนเก่า ทำให้ฝ่ายกัมพูชาเข้าใจว่าเป็นเส้นแบ่งพื้นที่ แต่ในความเป็นจริง พื้นที่ดังกล่าวอยู่เลยแนวอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาเข้ามาในเขตไทย ซึ่งปัจจุบันสามารถพิสูจน์ได้ด้วยระบบจีพีเอสและข้อมูลดาวเทียม“จริง ๆ แล้วพื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่พิพาทที่ต้องรอ JBC ด้วยซ้ำ เพราะมันอยู่เหนือเส้นแดงเข้ามาในฝั่งไทย แต่วันนี้เพื่อความปลอดภัย ก็เลยตกลงกันว่าไม่มีใครเข้าไปทำประโยชน์ก่อน” เธอกล่าว
ตัวแทนชาวบ้านยังสะท้อนความรู้สึกว่า แม้จะพอใจที่สถานการณ์คลี่คลายลง และฝ่ายกัมพูชารับปากว่าจะไม่มีการถืออาวุธเข้ามาข่มขู่ชาวบ้านอีก แต่ลึก ๆ แล้วยังรู้สึกว่าไทยเสียเปรียบ เพราะในมุมมองของชาวบ้าน หากใช้หลักตามแนวอ้างสิทธิ์จริง ฝ่ายกัมพูชาควรถอยออกไปมากกว่านี้ และพื้นที่ว่างระหว่างแนวอ้างสิทธิ์ทั้งสองฝ่ายควรเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครเข้าไปใช้ประโยชน์
“เรารู้สึกว่ามันไม่แฟร์ เพราะพื้นที่ที่คุยกันอยู่มันเป็นของประเทศไทย แต่วันนี้ต้องมาจบที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์ ทั้งที่จริง ๆ ถ้าดูตามหลักจีพีเอสหรือข้อมูลดาวเทียม มันชัดเจนอยู่แล้วว่าอยู่ตรงไหน” นางนงรัตน์กล่าว เธอยังเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนการเจรจาว่า เดิมชาวบ้านเตรียมนำรถไถลงไปทำกินในพื้นที่ดังกล่าว แต่เมื่อฝ่ายกัมพูชามีกำลังติดอาวุธเดินลาดตระเวนเข้ามาใกล้พื้นที่ ทหารไทยจึงขอให้ชาวบ้านถอนตัวออกมาเพื่อความปลอดภัย เพราะเกรงจะเกิดเหตุเผชิญหน้า“ตอนแรกพวกเราจะลงไปไถนา แต่พอเห็นกำลังฝั่งโน้นถืออาวุธมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ทหารไทยก็ให้ชาวบ้านออกมาก่อน เพราะกลัวจะเกิดอันตราย ตอนนั้นมีประมาณ 20–30 คน” เธอกล่าว อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังคงยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และต้องการให้หน่วยงานความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุข่มขู่ด้วยอาวุธซ้ำอีก
ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไทยยังคงตรึงกำลังดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมรายงานผลการเจรจาให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของทั้งสองประเทศรับทราบ เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างยั่งยืนในอนาคต ท่ามกลางความคาดหวังของชาวบ้านที่ต้องการทั้งความปลอดภัยและสิทธิในการทำกินบนผืนแผ่นดินที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นของประเทศไทย
ทีมข่าวสยามนิวส์ จังหวัดสระแก้ว รายงาน
อ่านข่าวเพิ่มเติม