ปฏิบัติตาม ‘ประชามติ 2569’
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 21 พ.ค.
โดยในร่างระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติมีจำนวน 52,933,610 คน มาใช้สิทธิ 36,870,226 คน
ผลประชามติปรากฏว่าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 21,621,638 คน ไม่เห็นชอบ 11,241,653 คน ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,330 คน และบัตรเสีย 932,583 ฉบับ จึงเป็นที่ยุติแล้วว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 เพิ่มกรณีที่รัฐสภาจะประชุมร่วมกันเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อกำหนดวิธีการและเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช…นี้
พรรคอื่น ๆ อาทิ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย ฯลฯ เตรียมยื่นร่างแก้ไขเข้ามาเช่นกัน คาดว่าจะมีความแตกต่างในเรื่องเนื้อหาอยู่พอสมควร ซึ่งจะต้องไปถกเถียงหาข้อยุติในที่ประชุมรัฐสภากันต่อไป พื้นฐานสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ คือ ความเห็นประชาชนที่แสดงออกผ่านการลงประชามติ เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 21,621,638 คน ไม่เห็นชอบ 11,241,653 คน เป็นความเห็นหรือ “ เสียงสวรรค์” ที่จะต้องแปรเป็นการปฏิบัติ ด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคการเมืองต่าง ๆ พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ผ่านประชามติเห็นชอบ หากจะแก้ไข ยกร่างใหม่ ต้องทำประชามติก่อน และบัดนี้มีการลงประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ทุกฝ่ายควรเคารพ ปฏิบัติให้สอดคล้องกับผลประชามติ
ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด เมื่อปี 2568 เป็นการแก้ไขมาตรา 256 ที่กำหนดว่า การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระหนึ่งและสาม มติเห็นชอบต้องมี สว.เห็นชอบ 1 ใน 3 ของจำนวน สว.ที่มีทั้งหมด ซึ่งผู้เสนอแก้ไขเห็นว่าไม่ควรให้สิทธิพิเศษหรืออำนาจที่ สว.เหนือกว่า สส. และขอแก้ไขให้มติเห็นชอบมาจากเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของสองสภา แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงเกิดการยุบสภา
ในการแก้ไขและยกร่างใหม่ครั้งนี้จะแตกต่างไปจากที่ผ่านมา เพราะมีการทำประชามติมาแล้ว สมาชิกรัฐสภาทั้ง 700 คนควรปลดล็อกตัวเอง และไม่ดำเนินการในลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเห็นของประชาชน เพื่อให้มีกฎหมายแม่บทที่มาจากประชาชน ทันสมัยและสนับสนุนการก้าวไปข้างหน้าของประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิบัติตาม ‘ประชามติ 2569’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net