โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก ‘เด็กดี’ สู่ ‘เด็กเดน’ ผลงานใหม่ของ ‘ปราปต์’ เมื่อการลงนิยายใน Dek-D กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีฆาตกรรม | The Chosen EP.54

Dek-D.com

เผยแพร่ 15 พ.ค. เวลา 08.56 น. • DEK-D.com
จากเด็กมัธยมที่เริ่มเขียนนิยายในเว็บ Dek-D สู่ผู้เขียน ลิงพาดกลอน วันนี้ ‘ปราปต์’ กลับมาอีกครั้งกับ ‘The Writness เด็กเดน : ข้อสอบอำมหิต’ นิยายสืบสวนที่พาย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการเขียนนิยายออนไลน์

จาก ‘เด็กดี’ สู่ ‘เด็กเดน’

ผลงานใหม่ของ ‘ปราปต์’

เมื่อการลงนิยายใน Dek-D กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีฆาตกรรม

The Chosen EP.54 ปราปต์

ในบทความนี้มีอะไรบ้าง

  • จากเด็กมัธยมที่เริ่มเขียนนิยายในเว็บ Dek-Dสู่ผู้เขียน ลิงพาดกลอน, ศพหกเหียน, ฝนล้านฤดูฯลฯ วันนี้ ‘ปราปต์’กลับมาอีกครั้งกับ ‘The Writness เด็กเดน : ข้อสอบอำมหิต’ นิยายสืบสวนที่พาเราย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการเขียนนิยายออนไลน์
  • ‘เด็กเดน’คือภาพของวัยรุ่นไทยที่มี Dek-D เป็นพื้นที่พบปะพูดคุย ทั้งการเขียนนิยายออนไลน์ และการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก่อนทุกอย่างจะค่อยๆ นำไปสู่คดีฆาตกรรม
  • คุยเบื้องหลังการเขียนตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่อง การหยิบพล็อตเก่ามาต่อยอด ไปจนถึงการเล่าแบบนิยายซ้อนนิยายที่เกือบทำให้ต้องรื้อโครงเรื่องใหม่
  • มุมมองของปราปต์ต่อยุคที่การเป็นนักเขียนยังแทบไม่ถูกมองเป็นอาชีพ มีเพียงความอยากเขียน และคอมมูนิตี้ของคนที่รักในสิ่งเดียวกัน
  • คำแนะนำถึงนักเขียนรุ่นใหม่ ตั้งแต่การเริ่มต้นเขียนนิยาย ไปจนถึงการหาจุดยืนของตัวเองในเส้นทางการเขียน

* * * * *

Dek-D กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 พร้อมการกลับมาของ ‘ปราปต์’ ในโปรเจกต์พิเศษที่ทางเด็กดีจับมือกับสถาพรบุ๊คส์ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 ตามกันมาติดๆ และครั้งนี้ เราชวนเขากลับมาเล่าความทรงจำในบ้านหลังเดิมอีกครั้ง

จากนักเขียนที่เติบโตมากับเว็บนี้ตั้งแต่วัยมัธยม วันนี้เขากลับมาพร้อมผลงานล่าสุด The Writness เด็กเดน : ข้อสอบอำมหิตนิยายสืบสวนเรื่องใหม่ ที่มีฉากหลังเป็นโลกของการเขียนนิยายออนไลน์ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย และชีวิตวัยรุ่นในแบบที่หลายคนคุ้นเคย

ปราปต์พาเราย้อนกลับไปสำรวจบรรยากาศของการเขียนนิยายออนไลน์ในยุคสมัยหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความฝัน ความสนุก และคอมมูนิตี้ของคนที่รักการเขียนเหมือนกัน ขณะเดียวกันก็เล่าอีกด้านของวัยรุ่น ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันของระบบการศึกษา การสอบเข้ามหาวิทยาลัย และความพยายามจะหาที่ทางของตัวเองในโลกที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนเท่ากัน

สำหรับปราปต์ การเขียนนิยายเรื่องนี้คือการหยิบเอาความทรงจำในช่วงเวลาหนึ่งกลับมาทบทวนอีกครั้ง ทั้งในฐานะนักเขียนที่เติบโตมากับเว็บนี้และในฐานะเด็กคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากการเขียนนิยายออนไลน์ ก่อนจะกลายเป็นนักเขียนอาชีพอย่างทุกวันนี้

ในบทสัมภาษณ์นี้ เราเลยชวนปราปต์มาพูดคุยถึงที่มาของ The Writness เด็กเดน : ข้อสอบอำมหิต ตั้งแต่โจทย์จาก Dek-D ไปจนถึงการต่อยอดความทรงจำให้กลายเป็นนิยายสืบสวนในแบบของเขาเอง และในวันที่โลกของการเขียนนิยายออนไลน์เปลี่ยนไปจากเดิม เขามองการเติบโตของนักเขียนและบรรยากาศในยุคนี้อย่างไร รวมถึงเบื้องหลังการการเขียนที่ยังคงเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้เสมอมาร่วมหาคำตอบไปพร้อมๆ กันในบทสัมภาษณ์นี้เลย

Dek-D พื้นที่ของความฝันและคอมมูนิตี้นักเขียน

สำหรับปราปต์ Dek-D คือพื้นที่ของความฝัน โอกาส และการพบกันของคนที่มีความสนใจแบบเดียวกันในช่วงเวลานั้น การเขียนนิยายออนไลน์ยังไม่มีภาพชัดเจนว่าจะกลายเป็นอาชีพได้จริงหรือไม่ หลายคนเขียนเพราะอยากเขียนจริง ๆ และอยากให้มีคนอ่านผลงานเท่านั้น

“Dek-D คือพื้นที่ความฝันและโอกาสนะ มันเป็นคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน เหมือนเป็นเพื่อนกัน เวลาไปงานหนังสือก็นัดกันไปล้อมวงเม้าท์ เล่าถึงสิ่งที่แต่ละคนกำลังทำอยู่ มันคือพลังงานของยุคนั้นจริง ๆ”

“ตอนนั้นมันเหมือนทำงานไปโดยไม่เห็นปลายทาง หลายคนเขียนเพราะแค่อยากเขียน อยากให้มีคนอ่าน ทุกอย่างทำไปด้วยใจล้วน ๆ สำหรับเราสิ่งนี้มันโคตรโรแมนติกชุ่มฉ่ำใจ หวนกลับไปคิดถึงเมื่อไหร่ก็สร้างพลังและรู้สึกดี ซึ่งวันนี้มันค่อนข้างหาบรรยากาศแบบนั้นยากแล้ว”

ปราปต์มองว่าเขาเป็นคนรุ่นที่อยู่กึ่งกลางระหว่างวรรณกรรมยุคเดิม กับโลกออนไลน์ที่เพิ่งเริ่มเปิดพื้นที่ให้การเขียนมีตัวตน และ Dek-D คือจุดที่ทำให้สองโลกนั้นมาบรรจบกัน

“พาร์ทที่เด็กดีมีอิทธิพลมากๆ คือมันทำให้โลกนี้มีความเป็นไปได้ หมายถึงเป็นไปได้ที่เราจะเป็นนักเขียน เป็นไปได้ที่ผลงานของเราจะถูกอ่าน เป็นไปได้ที่เราจะเป็นตัวของตัวเอง และเราก็ได้พบที่ทางของตัวเอง”

เขายังเล่าด้วยว่า ในช่วงวัยหนึ่ง Dek-D คือพื้นที่ที่ทำให้เขาได้คุยกับคนที่เข้าใจสิ่งเดียวกันมากกว่าสังคมรอบตัวในชีวิตจริง

“ตอนนั้นเราโตมากับสังคมที่ไม่ได้อินกับการอ่านเท่าไหร่ เลยรู้สึกเหมือนเราแปลกที่เอาแต่ก้มหน้าอ่านหนังสือ มีหลายอย่างที่เราไม่สามารถคุยกับเพื่อนในชีวิตจริงได้ แต่เราคุยกับเพื่อนในเด็กดีได้เป็นเพื่อนที่สนิทใจกันจริงๆ เวลาที่นึกถึงความโรแมนติกของมิตรภาพสำหรับเราภาพเด็กดีจะโผล่มาเป็นที่หนึ่งเสมอ”

เมื่อการลงนิยายใน Dek-D

กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีฆาตกรรม

เมื่อรู้ว่าจะได้ทำโปรเจกต์ร่วมกับ Dek-D สิ่งแรกที่ปราปต์ทำ ไม่ใช่การคิดพล็อตใหม่ทันที แต่คือการย้อนกลับไปมองว่า“เด็กดี” สำหรับเขาคืออะไร

ภาพของการเรียน การสอบ การเขียนนิยาย และชีวิตวัยรุ่น ค่อย ๆ กลับมาชัดขึ้นในความทรงจำ ก่อนที่เขาจะนำสิ่งเหล่านี้ไปเชื่อมเข้ากับพล็อตที่เคยจดเก็บไว้

“ตอนนั้นมองความเป็นไปได้หลายอย่าง แต่สุดท้ายก็มาลงตัวว่า ไหน ๆ ก็เป็นโปรเจกต์กับเด็กดี ก็น่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับเด็กดี เลยเริ่มรวบรวมองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เป็นภาพจำของเด็กดีขณะเดียวกันก็ไปคุ้ยหาพล็อตที่เคยโน้ต ๆ ไว้ว่ามีอะไรเหมาะจะเอามารวมร่างกันบ้าง

สุดท้ายก็ออกมาเป็นเรื่องสืบสวนผ่านนิยายออนไลน์ ซึ่งเขียนโดยนักเรียนมัธยมปลาย และต้องไฟท์กับฆาตกรที่มีแรงจูงใจเกี่ยวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครับ”

“ไอเดียนี้ถูกเก็บไว้นานแล้ว ตอนแรกเป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ที่เผยแพร่งานในนิตยสารทีละตอนแต่พอยุคของนิตยสารล่มสลายไป ก็เลยเก็บพล็อตไว้ไม่ได้คิดต่อ จนมาได้ตัวกระตุ้นจากเด็กดีเลยเอามาสวมกันได้พอดีครับ ส่วนที่เป็นคดีหลักคดีย่อยก็คล้าย ๆ กัน คือมีโน้ตเก็บ ๆ ไว้ พอจะเริ่มเขียนก็ไปค้นในกรุดูว่ามีอะไรที่เหมาะจะรวมกันได้ เลยเป็นงานที่ใช้เวลาทำพล็อตไม่นานเลยครับ”

เด็กเดนใช้เวลาเขียนประมาณสองเดือน ซึ่งถือว่าสั้นมาก ส่วนที่ยากน่าจะเป็นช่วงคดีย่อยที่สามซึ่งอาศัยการตีความ และหลอกล่อกันไปมาระหว่างตัวเอกกับคนร้าย มันค่อนข้างเป็นนามธรรม ต้องทำยังไงให้คนอ่านเห็นภาพตามได้”

นอกจากนี้ การนำพาร์ทการศึกษาและการเขียนนิยายมาวางไว้ร่วมกัน ก็เกือบทำให้เรื่องนี้ไปต่อได้ยากอยู่เหมือนกัน

“อย่างที่เล่าว่า พล็อตเรื่องเกิดจากการหยิบภาพจำของเด็กดีมาประกอบกันทั้งฝั่งการเขียนนิยาย และการเรียน การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสองพาร์ทของชีวิตวัยรุ่นที่เหมือนเป็นตราประทับอยู่บน Dek-D อยู่แล้ว ตอนเริ่มทำพล็อตเราก็คิดแค่นั้นนะ แต่พอมองย้อนกลับไปถึงรู้ว่ามันเป็นคนละพาร์ทที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เลย แต่สุดท้ายมันก็ประสานกันได้ ด้วยความเป็นวัยรุ่น และความเป็นเด็กดีเอง”

จาก ‘Dek-D’ สู่ ‘เด็กเดน’

ชื่อเรื่อง‘The Writness เด็กเดน : ข้อสอบอำมหิต’หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า ‘เด็กเดน’ เริ่มต้นจากการหยิบคำว่า “เด็กดี” ซึ่งเป็นภาพจำของ Dek-D ในช่วงเวลาหนึ่ง มาสลับมุมมองใหม่ ในวันที่คำว่า “ดี” เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่าที่จริงแล้วมันหมายถึงอะไร และใครเป็นคนกำหนดนิยามนั้น

‘เด็กเดน’ มาจากคำว่า ‘เด็กดี’ นั่นแหละ คือช่วงวัยหนึ่งเราก็มีภาพของเด็กดี (Good Children) แบบหนึ่ง แต่พอถึงวัยหนึ่งมันก็เริ่มเปลี่ยนไป เราตั้งคำถามกับคำว่า ‘ดี’ ว่ามันคืออะไรและมันมีอยู่จริงไหม เราอยากได้ที่มันพ้อง ๆ กวน ๆ กับคำว่าเด็กดีโดยตรง ก็เลยกลายมาเป็นคำว่า ‘เด็กเดน’ พอคิดออกก็ชอบมาก แต่ก็แอบกลัวทางเว็บด่าเหมือนกัน โชคดีมากที่ผู้บริหารโอเค แถมยังชมว่าชื่อดี (แล้วตกลง ‘ดี’ มันดียังไงนะ 555)”

จากชื่อที่เหมือนจะเป็นแค่การเล่นคำ ค่อย ๆ ขยายไปสู่แก่นของเรื่อง ที่พูดถึงเด็กคนหนึ่งซึ่งมีโอกาสน้อยกว่าคนอื่น ทั้งในแง่ของชีวิต ความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตที่ไม่เท่ากันของวัยรุ่นแต่ละคน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังพยายามดิ้นรนไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

“เวลาเขียนแต่ละเรื่อง เราจะพยายามหาแมสเสจที่อยากพูดให้เจอก่อน เพราะส่วนตัวเป็นคนที่ไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีแก่นที่แข็งแรงพอ เด็กเดนก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แก่นของมันมาจากการตีความว่า Dek-D คือพื้นที่ของโอกาสและการเติบโต

“พอหยิบคำว่า ‘เด็กดี’ มากวนเป็น ‘เด็กเดน’ มันเลยชัดขึ้นมาว่านี่คือเรื่องของความต่าง ความเหลื่อมล้ำทุกอย่างมันประสานกันพอดี คือวัยรุ่นมันก็มีเรื่องยากอยู่แล้ว แต่พอเป็นวัยรุ่นที่ไม่มีโอกาสเท่าคนอื่น มันก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ทั้งการถูกมองว่าไม่เอาไหน หรือถูกตีตราอะไรต่าง ๆ”

ในอีกมุมหนึ่ง เด็กเดนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเล่นคำจาก “เด็กดี” แต่เหมือนเป็นคำถามย้อนกลับไปยังสังคมว่า จริง ๆ แล้วทุกคนเริ่มต้นจากจุดที่เท่ากันจริงหรือเปล่า

วิธีคิดที่ไม่ได้เริ่มจากตัวละคร

และมีแรงบันดาลใจมาจาก Dek-D จริงๆ

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจในวิธีทำงานของปราปต์ คือเขาไม่ได้เริ่มต้นจากตัวละครหรือพล็อตใหญ่ตั้งแต่ต้น แต่เริ่มจากเหตุการณ์ที่น่าสนใจก่อน แล้วค่อยย้อนกลับไปหาตัวละครที่เหมาะกับสถานการณ์นั้น เพราะในมุมของเขา ตัวละครที่ใช่จะช่วยเปิดทางให้เรื่องราวทั้งหมดค่อย ๆ ตามมาเอง

“ตอนวางโครงเรื่อง จะเริ่มจากสถานการณ์หรือจุดเหตุการณ์ก่อนคือเราจะมีคลังข้อมูลที่จดนู่นนี่เก็บไว้เสมอ เวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ ก็มักจะกระโจนลงไปหาว่ามีจุดเหตุการณ์อะไรที่น่าสนใจและเอามาเกี่ยวข้องกันได้บ้าง คัดมารวมๆ กันไว้ ”

“ขณะเดียวกันก็แวะไปคุ้ยคลังตัวละครด้วย ว่ามีตัวละครแบบไหนเหมาะจะเอามาใช้ในเหตุการณ์ประมาณนี้ การเลือกตัวละครที่ถูกต้องจะช่วยให้งานของเรามีมิติและแตกต่างได้มากครับ บางทีพอวางตัวละครตัวหนึ่งได้ เราจะเข้าใจเหตุผล ปูมหลัง มองเห็นอนาคตหรือเชื่อมโยงจุดเหตุการณ์อีกหลายส่วนได้เลย”

เขาเล่าว่า เมื่อข้อมูลถูกสะสมมากขึ้น และการรีเสิร์ชลึกขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเรื่องจะค่อย ๆ จริงขึ้นโดยธรรมชาติ จนบางครั้งทำให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในงานชัดกว่าที่ตั้งใจไว้ตอนแรก

“อาจเพราะเป็นสายข้อมูลอยู่แล้ว พอรีเสิร์ชข้อมูลมากเข้า งานมันจะเริ่มจริงขึ้นเรื่อยๆ และพออินขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มเห็นแมสเสจที่ซ่อนอยู่ อาจเป็นความรู้สึกบางอย่างที่เราอยากจะพูดแต่ยังไม่มีคนพูด ซึ่งแมสเสจเนี่ยจะทำให้เรื่องมีน้ำหนักและจริงมากขึ้น”

ในเด็กเดนเอง ก็มีส่วนที่นำองค์ประกอบจากโลกจริงเข้ามาใช้ แม้จะเป็นนิยายที่อยู่ในโลกสมมติ แต่ก็มีแรงบันดาลใจมาจาก Dek-D จริงๆ และประสบการณ์จริงบางส่วน

“ขั้นตอนการทำงานก็จะมีการสัมภาษณ์ทางทีมเด็กดีก่อน ถามถึงสิ่งที่เจอจากการทำงาน ปัญหา หรือไอเดียที่น่าเอามาเล่น จากนั้นค่อยเลือกขึ้นมาโยงกันเป็นพล็อต จริงๆ มันเป็นวิธีเดียวกับการเขียนเรื่องอื่นๆ หรือองค์กรอื่นๆ ที่แม้จะสมมติ แต่ก็จะต้องหาของจริงมาเป็นเรฟครับ พอเขียนเนื้อจบก็ได้ส่งให้ทางเด็กดีช่วยดูว่ามีตรงไหนควรปรับบ้าง ปรากฏว่าทางเด็กดีก็ใจกว้างมากๆ โอเคหมดเลย ทั้งที่ตอนแรกก็แอบรู้สึกมันมีความสุ่มเสี่ยงอยู่บ้างเหมือนกัน”

ปราปต์ยังเสริมด้วยว่า ตัวละครบางส่วนได้แรงบันดาลใจมาจากคนที่ทำงานอยู่ในระบบจริงแต่ถูกเล่าใหม่ในรูปแบบตัวละครสมมติ

“ตัวละครที่ได้แรงบันดาลใจมาหลักๆ คือเว็บแอดมินกับบก.ในส่วนของงานเขียนครับ อาจมีพี่โน้ตโผล่มานิดหน่อยพอเป็นกิมมิก 555 แต่ทั้งหมดก็ใส่ในนามตัวละครสมมติ แค่หยิบฟีลลิ่งมาใช้เป็นเรฟเท่านั้นครับ”

นิยายซ้อนนิยาย ที่เกือบทำคนเขียนงง

อีกหนึ่งความน่าสนใจของเด็กเดนคือ โครงสร้างแบบนิยายซ้อนนิยาย ที่มีทั้งโลกความจริง และโลกที่ตัวละครเขียนซ้อนอยู่ในนั้น ตอนแรกปราปต์ตั้งใจให้ทั้งสองส่วนล้อกันไปมา แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเกิดความกังวลขึ้นมาว่าคนอ่านอาจแยกไม่ออกว่าเหตุการณ์ไหนอยู่ในพาร์ทไหน

“กลัวเหมือนกันว่าคนอ่านจะอ่านไปแล้วงงว่าอะไรอยู่ในพาร์ทไหน เพราะตัวละครในทั้งสองพาร์ทมันค่อนข้างใกล้เคียงกัน ตอนแรกตั้งใจจะให้ตัวละครเขียนล้อชีวิตจริงตัวเองเป็นนิยายแต่พอเขียนไปได้สักพักก็เริ่มคิดว่า คนอ่านจะงงไหม แต่ตอนนั้นก็ผ่านไปพอสมควรแล้ว ยากจะรื้อถอนแล้ว ได้แต่พยายามปรับแปลงให้ต่างกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ”

แม้จะต้องบาลานซ์ความซับซ้อนของเรื่อง แต่ปราปต์ก็พยายามทำให้ตัวเรื่องยังอ่านสนุก และไม่หนักจนเกินไป

“ที่จริงเรื่องนี้ตั้งใจให้อ่านง่ายๆ เหมือนไลท์โนเวล เลยยอมให้บางช่วงมันเว่อร์ หรือละคำอธิบายไว้บ้าง โดยเฉพาะพาร์ทนิยายที่ตัวละครเขียน แต่ก็จะใช้ข้อมูลจริงในการอ้างอิงว่ามันมีหลักการหรือทฤษฎีแบบนี้ๆ นะ”

ความสนุกของ ‘เด็กเดน’ ที่อยากให้คนอ่านได้ค้นหา

“ถ้าจะให้นิยาม ‘The Writness เด็กเดน : ข้อสอบอำมหิต’ แบบสั้นๆ มันก็คือเรื่องของเด็กดีคนหนึ่งที่มีโอกาสน้อยกว่าคนอื่น เลยถูกมองเป็นของเหลือเดน แต่เด็กคนนั้นก็ยังพยายามจะหาโอกาสไปสู่สิ่งที่ดีในชีวิต”

ท้ายที่สุดแล้ว ปราปต์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าการให้คนอ่านได้สนุกไปกับเรื่องราวที่เขาเขียน และในระหว่างทางของความสนุกนั้น ‘เด็กเดน’ อาจจะทิ้งคำถามบางอย่างไว้ให้คนอ่านได้คิดต่อ หรือแลกเปลี่ยนกันในแบบของตัวเอง

จริงๆ เขียนจบแล้วก็ยังตกตะกอนกับตัวเองไม่จบเลยว่าตกลงดิน (ตัวละครหลัก) มันทำถูกรึเปล่า ผลตอบแทนที่มันได้รับนี่นับว่าถูกต้องหรือเปล่า หรือมันถูกลงโทษอย่างเหมาะสมพอที่จะได้รับบทเรียนแล้วหรือยัง แต่เวลาเกิดอะไรแบบนี้ ส่วนตัวจะตีว่าเป็นลางดี เพราะมันจะทำให้คนอ่านได้คิดได้ถกไปพร้อมกันด้วย คือคนเรามันมีหลายแง่มุม ทั้งดีทั้งไม่ดี ยากจะหักล้างกันได้หมดจดครับ”

“หลักๆ คืออยากให้สนุกกับการอ่าน แค่นั้นก็ดีใจแล้วครับ นอกเหนือจากนั้นแล้วแต่คนเลย ใครเก็บอะไรกลับไปได้ก็นับเป็นกำไรทั้งนั้น”

เริ่มเขียนจากความอยาก แล้วค่อยหาที่ทางของตัวเอง

สำหรับคนที่อยากเริ่มเขียนนิยาย ปราปต์ให้คำแนะนำเรียบง่ายมาก นั่นคือ “อยากเขียนก็เขียนเลย”

เพราะในวันที่เต็มไปด้วยปัจจัยอย่างยอดวิว รายได้ หรือกระแสตลาด สิ่งเหล่านี้อาจทำให้นักเขียนหลายคนเริ่มลังเลหรือหลงทางได้ แต่เขายังเชื่อว่า สุดท้ายทุกคนจะค่อย ๆ หาที่ทางของตัวเองเจอจนได้

“อยากเขียนก็เขียนเลย ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะ เพราะคิดเยอะแล้วมันมักจะไม่ได้เขียนครับ พอเขียนไปแล้วเราจะได้ฟี้ดแบ็กทั้งจากตัวเองและคนอื่นว่ามันโอเคไหม มันดีได้มากกว่านี้หรือเปล่า ถ้าเรารักมันจริงๆ และอยากเดินต่อกับงานนี้จริงๆ มันจะมีแรงผลักดันให้เราศึกษาเพิ่มเติมจนเก่งขึ้นเรื่อยๆ ครับ”

ปราปต์มองว่า แต่ละคนมีโจทย์ของตัวเองต่างกัน บางคนเขียนเพื่อรายได้หรือชื่อเสียง การโฟกัสไปที่ยอดวิวและกระแสก็อาจเป็นทางที่เหมาะสม แต่หากไม่สนสิ่งเหล่านี้เลย ก็อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ตรงกับเป้าหมายตั้งแต่แรก

“แต่ถ้าคุณต้องการเขียนเพราะอยากเขียน อยากระบายบางอย่างจากในตัวเอง มันก็ต้องคิดอีกแบบ สำหรับพี่คือ คุณต้องเข้าใจตัวเองแต่แรกว่าคุณทำมันเพราะอะไร ไม่ใช่แค่การเขียนหนังสือ แต่ทุกๆ อย่างในชีวิต ถึงจุดหนึ่งถ้าเราเริ่มสงสัยในตัวเอง เราก็จะหยิบสิ่งที่เกิดขึ้นไปเทียบกับโจทย์ที่เราตั้งไว้แต่แรกได้ว่า นี่เรามาถูกทางรึเปล่า หรือเรายังอยากไปต่อทางนี้รึเปล่า”

ท้ายที่สุด สำหรับคนที่รักการเขียนจริง ๆ การเขียนอาจเป็นทั้งข้อจำกัดและโอกาสในเวลาเดียวกัน อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะแข็งเหมือนหิน หรือยืดหยุ่นเหมือนดินน้ำมัน ที่ยังคงเป็นตัวเอง แต่พร้อมจะถูกปั้นและเปลี่ยนรูปไปตามทางที่เดิน

* * * * *

‘The Writness เด็กเดน : ข้อสอบอำมหิต’ เปิดให้อ่านแบบเอ็กซ์คลูซีฟแล้วบน Dek-D สำหรับใครที่อยากอ่านนิยายสืบสวนเรื่องใหม่ของปราปต์ สามารถเข้าไปทดลองอ่านกันได้แล้ววันนี้

อ่านนิยาย

ตอนที่เราลองถามปราปต์เล่น ๆ ว่า มีโมเมนต์ไหนในเรื่องที่คนยุคเดียวกันอ่านแล้วจะต้องเผลอร้อง“อ๋อ”ออกมาบ้าง เขาบอกว่า จริง ๆ แล้วเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปัจจุบัน แค่มีการเล่าย้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยแทรกอยู่ อาจจะไม่ได้เห็นเป็นฉากชัด ๆ แต่เชื่อว่าใครที่เคยผ่านช่วงเวลานั้นมา พออ่านไปถึงบางบรรทัด ก็จะนึกถึงบรรยากาศในตอนนั้นขึ้นมาได้เอง

ในส่วนของการเล่าเรื่อง เด็กเดนยังเผยให้เห็นวิธีคิดของปราปต์ ตั้งแต่การหยิบเหตุการณ์มาประกอบเป็นพล็อต ไปจนถึงการเล่าแบบนิยายซ้อนนิยาย ที่ทำให้งานเขียนนี้สามารถอ่านต่อยอดเป็นฮาวทูเขียนนิยายได้เลย

นอกจากนี้ เรายังได้ย้อนกลับไปสำรวจเส้นทางของนักเขียนคนหนึ่ง ที่เติบโตมากับ Dek-D และยังคงตั้งคำถามกับการเขียนเสมอว่า เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งจะพาคนอ่านไปได้ไกลแค่ไหน

และไม่ว่าคุณจะเป็นนักอ่าน หรือกำลังเริ่มต้นเขียนนิยาย เราหวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณได้เริ่มลงมือทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จได้ในสักวันหนึ่ง

เริ่มเขียนนิยาย

พี่แนนนี่เพน

อ่านผลงานของ ปราปต์

  • The Writness เด็กเดน : ข้อสอบอำมหิต
  • ลิงพาดกลอน
  • ศพหกเหียน
  • ฝนล้านฤดู
  • ร้านโชว์เฮี้ยน (Ghostcery Shop)
  • และอื่นๆ อีกมากมาย
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...