โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ทนายวัดนาป่าพง แถลงยืนยันพระคึกฤทธิ์ ใช้จ่ายเงินของวัด เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายทุกประการ

สยามนิวส์

เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ผู้สื่อข่าวนครบาล
วันที่ 17 พฤษภาคม 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดนาป่าพง ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นายนันทน อินทนนท์ ทนายความของวัดนาป่าพง

วันที่ 17 พฤษภาคม 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดนาป่าพง ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นายนันทน อินทนนท์ ทนายความของวัดนาป่าพง ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีที่พระคึกฤทธิ์ สวัสดิผล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้จ่ายเงินของวัดโดยผิดวัตถุประสงค์ โดยยืนยันว่าการใช้จ่ายเงินของวัดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายทุกประการ นอกจากนี้ ทนายนันทนยังได้อธิบายข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นข้อโต้เถียงในสังคมวงกว้างในขณะนี้ว่าเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ โดยทนายนันทน กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้ให้ความสนใจในประเด็นนี้อย่างมาก เพราะมีความเห็นที่แตกต่างกันแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน โดยได้รับความสนใจจากคณะสงฆ์วัดนาป่าพง และประชาชนให้ความสนใจร่วมรับฟังในครั้งนี้อย่างจำนวนมาก

ทนายนันทนได้ชี้แจงว่าปัญหาความเป็นเจ้าพนักงานของเจ้าอาวาสนั้นมีข้อโต้เถียงทั้งในหมู่พระสงฆ์และวงการนักกฎหมาย ซึ่งยังไม่เป็นที่ยุติแต่ประการใด การตีความกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด จะตีความเกินเลยขยายความไปไกลกว่าตัวบทกฎหมายไม่ได้ เมื่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ มาตรา 45 ได้กำหนดให้พระภิกษุที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์เท่านั้น เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ก็จะต้องพิจารณาว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ ได้กำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นพระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์หรือไม่ แต่กลับมีการตีความขยายความว่าเจ้าอาวาสเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ด้วย ทั้งที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้เป็นตำแหน่งที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ แต่อย่างใด

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ นั้นได้มีการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ออกเป็นการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการปกครองส่วนกลางมีมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะใหญ่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองคณะสงฆ์ ส่วนการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคมีเพียงเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบล เป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ สำหรับตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในหมวด 3 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการปกครองคณะสงฆ์โดยเฉพาะ ตำแหน่งเจ้าอาวาสถูกกำหนดให้มีหน้าที่เพียงสอดส่องบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่อยู่ภายในวัดเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงหน้าที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 5 ว่าด้วยการจัดการวัดเท่านั้น ดังนั้น จึงจะตีความว่าเจ้าอาวาสเป็นตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ไม่ได้

ทนายนันทน ยังชี้แจงต่อไปว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ ไม่ได้ให้อำนาจมหาเถรสมาคมในการออกกฎมหาเถรสมาคมเพื่อกำหนดตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์เพิ่มเติมแต่อย่างใด โดยสังเกตได้จากการที่มีการกำหนดตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่เพิ่มขึ้นเมื่อปี 2535 ก็จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เท่านั้น ดังนั้น ที่หลายฝ่ายนำกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการมาตีความโดยขยายความว่าเจ้าอาวาสเป็นพระภิกษุซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์จึงไม่ถูกต้อง

ทนายนันทนยังนำเอาหลักการและเหตุผลในการออกกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 24 ทั้ง 8 ข้อ มาชี้ให้เห็นว่าไม่มีเหตุผลใดเลยที่กล่าวว่าต้องมีการออกกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 เพื่อกำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ และความหมายของเจ้าอาวาสในกฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้ก็ไม่ได้กำหนดให้นำไปใช้กับมาตรา 45 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ ด้วย ส่วนที่มีคำพิพากษาฎีกาหลายฉบับได้วินิจฉัยว่าเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ทนายนันทนได้ชี้แจงว่า คำพิพากษาส่วนใหญ่เป็นกรณีที่เจ้าอาวาสรูปนั้นดำรงตำแหน่งในระดับเจ้าคณะด้วย และมีการเบิกใช้เงินของทางราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นพระภิกษุเหล่านั้นจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญาอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

นอกจากนี้ ทนายนันทนยังได้อธิบายคำพิพากษาศาลฎีกา 11340/2556 ที่มีการระบุว่าเจ้าอาวาสเป็นตำแหน่งที่ถูกกำหนดไว้โดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2520) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2536) ว่า กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวเป็นการกำหนดตำแหน่งของคณะสงฆ์อื่น นอกจากคณะสงฆ์ไทย ซึ่งเจ้าอาวาสในกฎกระทรวงดังกล่าวหมายความถึงเจ้าอาวาสในวัดจีนนิกายหรืออนัมนิกายเท่านั้น ไม่ใช่เจ้าอาวาสวัดไทย ตนเองจึงรู้สึกประหลาดใจมากว่าเหตุใดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวจึงนำกฎกระทรวงที่ไม่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ไทยมาตีความขยายขอบเขตความหมายของผู้ดำรงตำแหน่งผู้ปกครองคณะสงฆ์ของไทย ทั้งยังมีนักกฎหมายจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นบรรทัดฐานที่ต้องปฏิบัติตาม

ทนายนันทนย้ำว่า ในอดีตคดีความต่าง ๆ ที่พระภิกษุในระดับเจ้าอาวาสตกเป็นจำเลยนั้นไม่ได้มีการต่อสู้ในประเด็นข้อกฎหมายนี้โดยละเอียด ทั้งที่ในวงการสงฆ์ทราบกันเป็นอย่างดีว่าเจ้าอาวาสไม่ใช่ตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ แต่ผู้ตีความกฎหมายบ้านเมืองกลับเข้าใจไปเช่นนั้น และยึดถือตามกันมาอย่างผิด ๆ โดยตลอด ที่ผ่านมาพระสังฆาธิการทั่วประเทศเคยร้องขอให้มหาเถรสมาคมปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติในกฎมหาเถรสมาคมให้มีความชัดเจนเพื่อไม่ให้มีการตีความขยายความไปว่าเจ้าอาวาสเป็นตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ เพราะเจ้าอาวาสมีหน้าที่ปกครองวัดและจัดการกิจการของวัดให้เป็นไปด้วยดีเท่านั้น และมหาเถรสมาคมได้มีมติที่ 428/2546 ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอเรื่องต่อท่านวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นพิจารณาแล้วตั้งแต่ปี 2546 แต่ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวกลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

ทนายนันทน กล่าวในตอนท้ายว่า ในคดีของพระอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นได้มีการนำเสนอข้อเท็จจริงให้พนักงานสอบสวนทราบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์แล้ว แต่สำหรับประเด็นว่าเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่นั้นเป็นประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่นำเสนอขึ้นมาเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่วงการสงฆ์อย่างแท้จริง การต่อสู้ว่าเจ้าอาวาสไม่ใช่เจ้าพนักงานไม่ได้หมายความว่าเจ้าอาวาสจะไม่ต้องรับผิดในทางกฎหมาย เพราะหากมีการยักยอกเงินวัดไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว กฎหมายอาญาตามปกติก็ยังสามารถนำมาใช้บังคับเพื่อเอาผิดแก่พระสงฆ์ทุกรูปที่กระทำความผิดได้ แต่การกำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญานั้น นอกจากจะขัดต่อหลักพระธรรมวินัยแล้ว ยังสามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาได้อีกด้วย หากภาครัฐไม่เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้และดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็จะส่งผลต่อความมั่นคงถาวรในพระพุทธศาสนาของประเทศไทยต่อไปอย่างแน่นอน

ทนายกล่าวด้วยว่า พระอาจารย์คึกฤทธิ์ ได้ใช้เวลาอย่างมากในการศึกษาเรื่องนี้ก่อนนำเสนอต่อสาธารณชน เนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เป็นกฎหมายที่มีรายละเอียดและข้อปลีกย่อยจำนวนมาก จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำความเข้าใจได้โดยง่าย ในปัจจุบัน มีงานศึกษาทางวิชาการและดุษฎีนิพนธ์หลายฉบับในแวดวงคณะสงฆ์ที่กล่าวถึงประเด็นนี้ ซึ่งพระอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้ศึกษางานเหล่านั้นอย่างละเอียด และเห็นพ้องกับความเห็นของนักกฎหมายว่า เจ้าอาวาสไม่เข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย นอกจากนี้ ท่านยังเป็นอีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้มีการดำเนินการเพื่อทำให้ประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...