ประกันในตลท.โชว์ฟอรม์กำไร ไตรมาสแรก
บอย อินชัวร์
คงจะเรียงหน้ากันทยอยประกาศออกมาแล้วสำหรับบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัย รวมไปถึงบริษัทรับประกันภัยต่อทางฟากธุรกิจประกันชีวิต และประกันวินาศภัย ยันบริษัทนายหน้าประกันภัยทั้งฝั่งประกันชีวิตและวินาศภัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ล้วนมีผลกำไรกันถ้วนหน้าในไตรมาสแรกปี 2569 ซึ่งแต่ละค่ายต่างชูนโยบายทางด้านนวัตกรรม และESG ประกันหลากหลายแตกต่างกันออกไปจนแฮปปี้เอ็นดิ้ง สร้างผลประกอบการมีกำไรมากน้อยต่างกันออกไป ส่วนสาระสำคัญความเคลื่อนไหวเป็นอย่างไรบ้าง เราไปลองติดตามกันดู
เริ่มต้นไล่เรียงตั้งแต่ประกันภัยต่อค่าย THRE เปิดปี 2569กำไรสุทธิไตรมาสแรกปี2569 ทะยานแตะ 111 ล้านบาท ทำผลงานสุดแกร่ง กำไรสุทธิงวดไตรมาส 1พุ่งทะยานกว่า 400 % ด้านประกันภัยต่อ และกด Combined Ratio เหลือ 86.4% กลับสู่ภาวะปกติ โดยไร้เคลมมหันตภัยทางธรรมชาติ ขณะที่รายได้เงินลงทุนโตแตะ 35 ล้านบาท อีกทั้งบุ๊ครายการพิเศษปิดดีลข้อพิพาทบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศรับคืนหนี้เต็มจำนวน ส่งซิกไตรมาส 2ดีต่อเนื่องตามคาด มั่นใจภาพรวมทั้งปี 2569 รักษา Combined Ratio ไว้ได้ในระดับมาตรฐาน
โดยนายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด หรือ THRE ผู้ให้บริการด้านการรับประกันภัยต่อครอบคลุมทั้งการรับประกันภัยทรัพย์สิน อุบัติเหตุ วิศวกรรม ภัยทางทะเลและการขนส่งสินค้า ภายในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 111 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 426% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 34 ล้านบาทจากผลกระทบมหัตภัยทางธรรมชาติ
ทั้งนี้มีกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้านประกันภัยที่สามารถ กดอัตราค่าใช้จ่ายรวม (Combined Ratio) เหลือ 86.4% ลดลงจากระดับ 104.9% ในช่วงเดียวกันปีก่อน กลับสู่ภาวะผลการดำเนินงานปกติที่ไม่มีเคลมจากเหตุมหันตภัยทางธรรมชาติที่เกินความคาดหมาย ด้านลงทุนมีรายได้จากเงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 67% จากช่วงเดียวกันปีก่อนแตะ 35 ล้านบาท และการรับรู้รายได้รายการพิเศษแบบ One-Time กรณีปิดดีลข้อพิพาทกับบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ ตามคำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ในขณะที่เบี้ยประกันภัยต่อรับงวดไตรมาส 1ลดลงราว 12% จากช่วงเดียวกันปีก่อน อยู่ที่ 1,279 ล้านบาท เป็นผลมาจากการพิจารณาปรับพอร์ต ลดการเติบโตงานประกันภัยสุขภาพที่ได้รับผลกระทบจากอัตราค่าสินไหมทดแทนที่สูงจากค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น (medical inflation) ตามแผนงานที่วางไว้
ขณะที่ประกันภัยต่อทางฝั่งประกันชีวิตในตลท.คือ THREL มีผลงาน ไตรมาส1 ฟื้นตัวดีเกินคาด ส่งซิกปีนี้เป็นปีที่สดใส โดยปิดตัวเลขปี 2569 พลิกกำไรตามเป้า ทั้งนี้THREL โชว์ผลงานงวดไตรมาส 1มีสัญญาณฟื้นตัวดีเกินคาด เบี้ยประกันภัยต่อรับแตะ 876 ล้านบาท ผลการดำเนินงานประกันภัยเพิ่ม 6% ขณะที่ค่าใช้จ่ายประกันภัยลดอย่างมีนัยสำคัญ 48% เหลือ 634 ล้านบาท ตอกย้ำผลสำเร็จกลยุทธ์ “ซ่อม-สร้าง” เคลียร์พอร์ตไร้คุณภาพ ลุยปรับเงื่อนไขรับประกันภัยต่อ ก้าวสู่ “Road to Quality” ส่งซิกแนวโน้มไตรมาส 2/2569 ต่อเนื่องครึ่งปีหลังสดใสปรับบวกเพิ่มขึ้น หนุนภาพรวมทั้งปี 2569 พลิกมีกำไรตามเป้า
โดยนายวิพล วรเสาหฤท กรรมการผู้จัดการ บริษัท THREL เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ดีเกินคาด โดยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน แม้เบี้ยประกันภัยต่อรับจะปรับลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวปีก่อนราว 5% แตะ 876 ล้านบาท เนื่องจากผลของการปรับลดสัดส่วนการรับประกันภัยสุขภาพกลุ่มและยกเลิกสัญญาประกันสุขภาพกลุ่มบางสัญญาที่มีผลขาดทุน โดยค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18% เหลือ 634 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายสุทธิจากสัญญาประกันภัยที่ถือไว้ลดลงมีนัยสำคัญกว่า 48% เหลือ 20 ล้านบาท ทำให้ผลดำเนินงานการบริการประกันภัยปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนราว 6%
นับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จการปรับโครงสร้างการรับประกันภัย ภายใต้กลยุทธ์ “ซ่อม-สร้าง” เดินหน้าเคลียร์พอร์ตไร้คุณภาพ พร้อมปรับเงื่อนไขรับประกันภัยต่อ กระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น รวมถึงการบริหารสินไหมทดแทนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวสู่ “Road to Quality” ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 101 ล้านบาท เหลือ 89 ล้านบาท อัตราส่วนค่าใช้จ่ายบริการประกันภัยสุทธิ (Net Combined ratio) อยู่ที่ระดับ 116.2% โดยหลักยังเป็นผลจากการตั้งสำรองสำหรับงาน New Business ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาประกันภัย (TFRS 17) ที่กำหนดให้บริษัทต้องตั้งสำรองค่าปรับปรุงค่าเสี่ยง (Risk Adjustment : RA) ทั้งจำนวนในงวดไตรมาส 1 ของทุกปี ตามประมาณการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย โดยจะมีการทยอยรับรู้เป็นรายได้ตลอดอายุความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
ขณะที่ทางฟากบริษัทฯประกันชีวิตในตลท.เริ่มกันที่ค่ายยักษ์ใหญ่ไทยประกันชีวิต นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยประกันชีวิต หรือ TLI เผยถึงผลประกอบการไตรมาส 1 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 3,267 ล้านบาท เติบโต 21.8% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 23.5% สะท้อนถึงการสร้างผลกำไรอย่างมีเสถียรภาพ โดยกำไรจากการให้บริการตามสัญญาจากกรมธรรม์ใหม่ (New Business CSM) อยู่ที่ 2,678 ล้านบาท และยอดคงเหลือของกำไรจากการให้บริการตามสัญญา (CSM) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีมูลค่า 92,198 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับมูลค่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยหลักมาจากธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในระหว่างงวด
บริษัทฯ มีกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาด อยู่ที่ 3,249 ล้านบาท เติบโต 18.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นกำไรจากการรับประกันภัยเป็นหลัก อยู่ที่ 2,625 ล้านบาท เติบโต 8.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากการลดลงของสินไหมทดแทนค่ารักษาพยาบาล ขณะที่กำไรจากการลงทุนที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาดอยู่ที่ 624 ล้านบาท เติบโตขึ้น 92.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเงินลงทุนในตราสารทุนภายในประเทศ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ พอร์ตการลงทุนของบริษัทฯ มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มากกว่า 85% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด อยู่ในรูปแบบตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุน
รายถัดมาบมจ.กรุงเทพประกันชีวิต ก็โชว์ผลดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 69 สร้างผลงานเบี้ยรับปีแรก 2,513 ล้านบาท กวาดกำไรสุทธิ 1,606 ล้านบาท เติบโต 28% โดยนายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BLA เผยถึงผลดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ว่า บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวน 10,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจำนวนทั้งสิ้น 2,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากช่องทางธนาคารมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่มขึ้นร้อยละ 52 ช่องทางตัวแทนลดลงร้อยละ 11 และช่องทางอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 53 โดยบริษัทฯ มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบ่งตามช่องทางจำหน่าย คือ ช่องทางธนาคารร้อยละ 76 ช่องทางตัวแทนร้อยละ 17 และช่องทางอื่น ๆ ร้อยละ 7
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป8,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 1,606 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 0.94 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 355 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 28 จากไตรมาส 1 ปี 2568 โดยเพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานด้านการประกันภัยเพิ่มขึ้น 294 ล้านบาท และมีรายได้จากการลงทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิเพิ่มขึ้น 474 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานด้านการลงทุน ในไตรมาส 1 มีรายได้จากการลงทุนทั้งสิ้นจำนวน 2,890 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 333 ล้านบาท หรือร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ซึ่งเป็นผลจากกำไรสุทธิจากรายได้เงินปันผล โดยบริษัทฯมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เท่ากับร้อยละ 4.07 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.51 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับอัตราผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและเงินปันผล (Investment Yield) ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 3.78 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.48 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ฝั่งประกันวินาศภัยรายถัดมาในตลท.ที่ประกาศกำไรคือ บมจ. บีเคไอ โฮลดิ้งส์ หรือ BKIH และบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI โดยBKIH ผลประกอบการพุ่งแรง ไตรมาส 1 ปี 2569 ทำกำไรสุทธิ 1,153.7 ล้านบาท เติบโตถึง 101.9% โดยบอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลรวม 9 บาทต่อหุ้น ด้านบริษัทลูก BKI ทำรายได้จากการประกันภัยกว่า 8,203.1 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,077.0 ล้านบาท
โดยดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท BKIH และบริษัท BKI เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ BKIH ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มีรายได้จากการประกันภัย 8,203.1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 และมีรายได้จากการลงทุนสุทธิ 1,006.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 122.5 และมีกำไรสุทธิที่ 1,153.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 101.9 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 10.85 บาท โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 4.50 บาท และเงินปันผลพิเศษเฉพาะงวดในอัตราหุ้นละ 4.50 บาท รวมเป็นจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 9.00 บาท ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569
ส่วนบริษัทBKI ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่สร้างรายได้หลักของBKIH ในไตรมาสที่ 1 มีรายได้จากการประกันภัย 8,203.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อนร้อยละ 0.7
ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กล่าวอีกว่า บีเคไอ โฮลดิ้งส์ และกรุงเทพประกันภัย พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในทุกมิติ ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดีบนพื้นฐานของความแข็งแกร่งทางการเงิน พร้อมพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจด้วยการมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อสร้างการเติบโตและสนับสนุนการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน
ในขณะเดียวกันฝั่งนายหน้าประกันภัยที่จดทะเบียนในตลท.อย่าง TQM Alpha ก็โชว์ฟอร์มไตรมาส 1 มีรายได้เพิ่ม 4% และเร่งทรานส์ฟอร์มด้วย AI หนุนเป้า Jump+ เติบโตยั่งยืน โดยTQM เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 1 ปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยรายงานรายได้รวม 1,017.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และมีกำไรสุทธิ 204.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% QoQ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่แข็งแกร่งระดับ 20.0% สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจและความสามารถในการรักษาคุณภาพการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ต่อเรื่องนี้ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีคิวเอ็ม อัลฟา เปิดเผยว่า “แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังมีความท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯ ยังคงสามารถบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและความสามารถในการทำกำไร สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ สำหรับแผนในปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้ากลยุทธ์ ‘Jump+’ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างธุรกิจประกันภัย ธุรกิจการเงิน และธุรกิจเทคโนโลยี เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินงานและขยายโอกาสทางธุรกิจในอนาคต พร้อมตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ย 5-7% ภายในปี 2571 ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น”
ส่วนดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธานบริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา กล่าวว่า “การเติบโตในไตรมาสนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจ