โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CLICX ธนาคารเจนใหม่ เลือกเลขบัญชีมงคลได้ เจาะคนไม่มีสลิปเงินเดือน

TODAY

อัพเดต 27 พ.ค. เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. เวลา 11.17 น. • TODAY

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้เข้าธนาคารกันแล้ว โอนเงิน จ่ายบิล เปิดบัญชี หรือขอสินเชื่อก็ทำผ่านมือถือได้หมด

คำถามคือ ถ้าเป็นแบบนั้น Virtual Bank จะต่างจาก Mobile Banking ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ยังไง ?

นี่ก็เป็นสิ่งที่ CLICX ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือของ KTB, AIS และ OR พยายามอธิบายถึงแนวทางการทำ Virtual Bank ของตัวเอง

หนึ่งในจุดที่ถูกพูดถึงเยอะ ก็คือ การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี มาช่วยออกแบบบริการการเงินให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ คนค้าขาย หรืออาชีพอิสระ ที่หลายครั้งมีรายได้จริง แต่กลับเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เพราะไม่มีเอกสารแบบที่ระบบเดิมต้องการ

[ Virtual Bank ไม่ได้แค่เอาธนาคารมาไว้ในแอป ]

‘สุพร สุนทรโรหิต’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า จริงๆ แล้ว Mobile Banking ทุกวันนี้เป็นเหมือน ‘ช่องทาง’ ของธนาคารเดิม ลูกค้ายังเลือกได้ว่าจะทำผ่านแอป หรือเดินเข้าสาขาก็ได้

แต่สำหรับ Virtual Bank ทุกอย่างจะอยู่บนมือถือทั้งหมด ตั้งแต่สมัคร เปิดบัญชี ไปจนถึงการบริการลูกค้า ซึ่งหมายความว่า วิธีคิดในการทำธนาคารก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย

ผู้บริหารบอกว่า สิ่งที่ CLICX ให้ความสำคัญมากในช่วงแรก ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ยหรือโปรโมชั่น แต่คือเรื่องระบบมากกว่า ต้องสมัครง่าย แอปต้องลื่น ใช้งานต้องไม่สะดุด

เพราะถ้าคนจะใช้เป็นธนาคารหลักในชีวิตจริง มันต้องรู้สึกว่าใช้งานใช่ได้จริงทุกวัน อีกอย่างคือ พอไม่มีสาขา ทุกอย่างจะเกิดขึ้นบนออนไลน์ทั้งหมด เวลาลูกค้ามีปัญหา ก็ต้องมีระบบหรือ AI มาช่วยดูแลแทน

ผู้บริหารยังพูดถึงอีกว่า Virtual Bank ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำธุรกรรมที่สะดวกขึ้น แต่กำลังเป็นประสบการณ์ทางการเงินแบบใหม่ ที่พยายามเชื่อมกับชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น

[ จุดแข็งคือข้อมูล จาก KTB, AIS และ OR ]

อีกเรื่องที่คนถามเยอะ คือ CLICX คิดว่าตัวเองมีอะไรต่างจากธนาคารอื่น คำตอบของผู้บริหารคือ ‘ข้อมูล’ เพราะ CLICX เกิดจากการรวมตัวของ KTB, AIS และ OR ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีข้อมูลและความเชี่ยวชาญคนละแบบ

อย่าง KTB มีข้อมูลด้านธุรกรรมทางการเงินและสินเชื่อ AIS เห็นพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลของลูกค้า ส่วน OR ก็อยู่ในชีวิตประจำวันของคนผ่านปั๊มน้ำมัน Café Amazon และร้านค้าต่างๆ ซึ่งปัจจุบันทั้ง 3 บริษัทมีฐานลูกค้ารวมกันมากกว่า 50 ล้านคน

ผู้บริหารมองว่า เมื่อเอาข้อมูลหลายๆ ด้านมารวมกัน มันอาจช่วยให้เข้าใจลูกค้าได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม เช่น คนบางกลุ่มอาจไม่มีสลิปเงินเดือน แต่มีรายรับเข้าออกสม่ำเสมอ จ่ายค่าโทรศัพท์ตรงเวลา เติมน้ำมันต่อเนื่อง หรือมีพฤติกรรมใช้จ่ายที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ซึ่งข้อมูลพวกนี้อาจสะท้อนวินัยทางการเงินได้เหมือนกัน

[ คนมีรายได้ ไม่ได้แปลว่าจะกู้ผ่าน ]

หนึ่งใน Pain Point ที่ CLICX พูดถึงหลายครั้ง คือ เรื่อง ‘เอกสาร’ เพราะทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีรายได้จริง มีเงินเข้า มีวินัยทางการเงิน แต่กลับเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เพราะไม่มีเอกสารแบบที่ระบบเดิมต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ คนค้าขายออนไลน์ หรืออาชีพอิสระ ที่รายได้ไม่ได้มาในรูปแบบเงินเดือนประจำ

CLICX เลยเริ่มพูดถึงการใช้ Alternative Data หรือข้อมูลทางเลือก มาช่วยดูพฤติกรรมลูกค้าเพิ่มเติม แทนการดูแค่สลิปเงินเดือนหรือเครดิตแบบเดิมอย่างเดียว

อีกด้านหนึ่ง CLICX ก็ยอมรับว่าข้อมูลไม่ได้มีไว้เพื่อช่วยให้ปล่อยกู้ง่ายขึ้นอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้ดู ‘ความเสี่ยง’ ด้วย เพราะถ้าประเมินผิด ก็อาจกลายเป็นหนี้เสียในอนาคตได้

หลายครั้งลูกค้าอาจถูกมองว่าเป็น ‘กลุ่มเปราะบาง’ ในระบบเดิม แต่ถ้าข้อมูลสะท้อนว่าเขายังมีศักยภาพในการสร้างรายได้ ก็อาจมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้นกว่าเดิม

[ เปิดบัญชีแบบเลือกเลขบัญชีเองได้ ]

อีกฟีเจอร์ที่ CLICX พูดถึงและน่าจะเรียกความสนใจได้ คือ การเปิดให้ลูกค้าเลือกเลขบัญชีของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเลขมงคล เลขตอง เลขเรียง หรือเลขที่ตรงกับเบอร์โทรศัพท์ ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ฟังดูอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่ก็สะท้อนวิธีคิดของ CLICX เหมือนกัน ว่าเริ่มมองบริการการเงินให้เป็นเรื่องเฉพาะตัวมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องโอนเงินหรือเปิดบัญชีแบบเดิม

ที่ผ่านมา เวลาคนเลือกเบอร์โทรศัพท์ หลายคนก็ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อเอาเบอร์สวย หรือเลขที่ตัวเองชอบ เพราะเป็นสิ่งที่ใช้ทุกวัน

CLICX เลยมองว่า ‘เลขบัญชี’ ก็อาจเป็นแบบเดียวกัน ในวันที่คนใช้ Mobile Banking กันแทบทุกวันอยู่แล้ว และเลขบัญชีเองก็กลายเป็นสิ่งที่หลายคนต้องใช้ประจำทั้งเรื่องโอน รับเงิน หรือทำธุรกิจ

ส่วนรายละเอียดการให้บริการจะเปิดเผยอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 นี้อีกครั้ง

[ ความท้าทาย คือ ทำยังไงให้คนเชื่อใจ ]

ถึงแม้ Data จะเป็นจุดแข็งสำคัญของ CLICX แต่สิ่งที่ถูกถามเยอะไม่แพ้กัน คือของเรื่อง ‘ความเสี่ยง’ โดยเฉพาะเรื่องหนี้เสีย เพราะเมื่อใช้ข้อมูลรูปแบบใหม่ในการประเมินลูกค้า หลายคนก็อยากรู้ว่า จะควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้ดีแค่ไหน

เรื่องนี้ก็เป็นโจทย์สำคัญ เพราะถ้าปล่อยสินเชื่อเร็วเกินไป หรือประเมินลูกค้าผิด ก็อาจกลายเป็นปัญหาในระยะยาวได้

อีกเรื่องคือ ‘ความเชื่อมั่น’ เพราะเมื่อไม่มีสาขา ลูกค้าก็ต้องเชื่อมั่นกับระบบออนไลน์ทั้งหมด ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความเสถียร และการดูแลเวลาเกิดปัญหา

ผู้บริหารยืนยันว่า ระบบยังต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกับธนาคารทั่วไป และอยู่ในการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย

ขณะเดียวกัน CLICX ก็ยอมรับว่า การทำ Virtual Bank ต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีและระบบหลังบ้านค่อนข้างสูง แม้จะไม่มีต้นทุนเรื่องสาขาเหมือนธนาคารเดิมก็ตาม

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ CLICX กำลังพยายามทำ อาจไม่ใช่แค่การสร้าง ‘แบงก์บนมือถือ’ เจ้าใหม่ แต่กำลังลองดูว่า ถ้าเอา Data, AI และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคน มาช่วยออกแบบบริการการเงิน มันจะทำให้คนเข้าถึงระบบการเงินได้ง่ายขึ้นจริงไหม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...