โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 2.8 หมื่นล้านบาท ในช่วง 7 วันทำการล่าสุด หลังจากที่ขายออกไปเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา

ตั้งแต่ 25 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เล่นหลักที่ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศเป็นฝ่ายขายสุทธิ 2.2 หมื่นล้านบาท และ 7.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1.6 พันล้านบาท

ขณะที่ดัชนี SET พุ่งขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 3 ปี ปิดที่ 1,611.28 จุด เพิ่มขึ้นเฉียด 69 จุด หรือราว 4.4% ในสัปดาห์ล่าสุด (ณ วันที่ 3 กรกฎาคม) และช่วยให้ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 27% นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดยหุ้นที่อยู่ในรายชื่อหุ้นที่ใช้สำหรับการคำนวณดัชนี SET50 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยสามารถเพิ่มช่วงบวกได้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่จากประเด็นเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ ก่อนจะขยับขึ้นอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือนที่ 1,621.19 จุดช่วงท้ายสัปดาห์

ทั้งนี้ แรงซื้อกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีแรงซื้อเก็งกำไรก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในช่วงท้ายสัปดาห์ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคด้วยเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด หนุนคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 กรกฎาคม) บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 จุด และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,625 จุด และ 1,645 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิถุนายนของไทย 2.สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ 3.ทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคการบริการและยอดขายบ้านมือสองเดือนมิถุนายน บันทึกการประชุมเฟด รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PPI และยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมของยูโรโซน ดัชนี CPI และ PPI เดือนมิถุนายนของจีน ตลอดจนดัชนี PPI เดือนมิถุนายนของญี่ปุ่น

เงินบาทกลับมาแข็งค่า

เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก และทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งซื้อสุทธิทั้งหุ้นและพันธบัตรไทย อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกและกลับไปอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และเงินเยน (ที่ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี) สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ถึงโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เนื่องจากตลาดตีความถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดว่าเป็นท่าทีในเชิง Dovish จากคำกล่าวที่ว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้ปรับตัวลงตลอดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด

ณ 3 กรกฎาคม 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในสัปดาห์ก่อนหน้า (26 มิถุนายน) สัปดาห์ระหว่างวันที่ 6 – 10 กรกฎาคม 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.70 – 33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...