โจทย์ใหม่รัฐบาลดิจิทัลใช้ AI ล้างคอรัปชั่น ‘Big Data’ สายสืบแกะรอยขรก.นอกแถว
ในอดีต ภาพจำของการต่อต้านการทุจริตในระบบราชการไทย มักเป็นการ "ไล่จับโจร" หลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แต่ในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลขับเคลื่อนโลก นโยบายปราบโกงกำลังถูกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่มิติใหม่ หลังการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญเมื่อรัฐบาลตัดสินใจรับข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ขับเคลื่อนระบบ "Open Data" หวังทลายคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
เมื่อ "ความกังวล" ของเอกชน ถูกเปลี่ยนเป็น "วาระแห่งชาติ"
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนและความกังวลใจของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการอย่างจริงจัง ปัญหาการทุจริตไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของคนไม่กี่คน แต่เป็นปัญหา "เชิงโครงสร้าง" ที่สั่งสมมานาน ทั้งข้อกฎหมายที่ล้าสมัย และกระบวนการอนุมัติ-อนุญาตที่เอื้อให้เกิดการใช้ดุลพินิจ
"ถ้าเขาทำคอร์รัปชันแล้วออกมาเป็นความสำเร็จ ก็ต้องมีการตรวจสอบกลับไป เพราะว่าโจรต้องทิ้งร่องรอย " นี่คือถ้อยของนายกรัฐมนตรี ที่ส่งสัญญาณเตือนไปถึงข้าราชการและนักการเมืองทุกคน
รัฐบาลจึงมีคำสั่งตั้ง "คณะกรรมการประสานงานการต่อต้านการทุจริต" เพื่อเดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย จัดระบบอนุมัติอนุมัติใหม่ และเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยให้สง่างามในเวทีโลก
ผ่าแผน 6 ประการจาก กกร. "Zero Corruption" ที่ทำได้จริง
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ตอบรับข้อเสนอจากคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. และเครือข่าย ทั้ง 6 ด้าน เพื่อนำไปปรับปรุงกลไกภายในของรัฐ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปตั้งแต่ฐานราก ดังนี้
- การปลูกฝังจิตสำนึก: สร้างวัฒนธรรมการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืนในทุกระดับชั้น
- นโยบายคุมจุดเสี่ยง: ออกมาตรการและระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจนในจุดที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงานบุคคล และการออกใบอนุญาตต่าง ๆ
- ระบบบริหารความเสี่ยง: ใช้เครื่องมือระบุและป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นทางก่อนจะเกิดความเสียหาย
- การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data): หัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยเปิดให้ประชาชนเข้าถึง ตรวจสอบ และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้ เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
- เทคโนโลยี Big Data และ AI: นำระบบอัจฉริยะมาใช้ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ Real-time
- แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองพยาน: พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลอย่างปลอดภัย
หมดยุค "เปิด ๆ ปิด ๆ" สั่งล้างกฎหมายปิดกั้นข้อมูล
ความน่าสนใจอยู่ที่การสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ไปสั่งเปิดข้อมูลภาครัฐทั้งหมด โดยนายอนุทินย้ำว่า กฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้เปิดเผยได้อยู่แล้ว ส่วนไหนที่เป็นอุปสรรคให้รีบแก้ไข ไม่จำเป็นต้องมาเปิด ๆ ปิด ๆ เลือกเปิดเฉพาะส่วนที่อยากให้รู้
การขับเคลื่อนกลไก "Open Government" ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี AI ในการกวาดต้อนพฤติกรรมมิชอบในระบบราชการครั้งนี้ ถือเป็นยาแรงที่ภาคเอกชนรอคอยมานาน
บทสรุป: สงครามปราบโกงใน พ.ศ. 2569 นี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการไล่จับผิดเป็นรายคน แต่เป็นการเปลี่ยน "สปอตไลท์" ให้ส่องสว่างทั่วทั้งระบบราชการไทย เพราะเมื่อข้อมูลทุกอย่างถูกกางไว้บนโลกออนไลน์อย่างโปร่งใส โอกาสที่โจรจะทิ้งร่องรอยย่อมง่ายขึ้น และพื้นที่สำหรับคนโกงก็จะหมดไปในที่สุด