โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Repair Economy เทรนด์ธุรกิจยุคใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดจาก ‘การขายให้มากที่สุด’ สู่ ‘การรับผิดชอบที่ยาวนานขึ้น’

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 17.00 น. • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Repair Economy แนวคิดเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เน้นการ ‘ซ่อมแซม’ และ ‘ยืดอายุการใช้งานสินค้า’ แทนการซื้อใหม่ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น

Text : Nitta Su.

ในยุคก่อน ธุรกิจอาจแข่งกันที่ยอดขายถล่มทลาย ใครผลิตได้เร็วและมากกว่า คือ ผู้ชนะ แต่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่ามากขึ้น จากเดิมที่พังแล้วทิ้ง ก็เปลี่ยนมาเป็นซ่อมเพื่อใช้งานต่อ การผลิตสินค้าออกมาจำนวนมากจึงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

จุดเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้แนวคิดเรื่อง Repair Economy” หรือการให้คุณค่ากับการซ่อมแซมและยืดอายุการใช้งานสินค้า ถูกพูดถึงมากขึ้นในหลายธุรกิจและหลายประเทศ แทนแนวคิดการซื้อใหม่เพียงอย่างเดียว ทั้งในมิติของความคุ้มค่าและความยั่งยืน จนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนกติกาการแข่งขันใหม่ในธุรกิจ จากการเน้นปั๊มยอดขาย มาเป็นการแข่งกันพัฒนาสินค้าให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ผู้บริโภคไม่ได้ “เลิกซื้อ” แต่กำลัง “ซื้ออย่างมีเหตุผลมากขึ้น”

ข้อมูลจากรายงานวิจัยตลาดของ Research and Markets (ปี 2024–2025) ระบุว่า มูลค่าตลาดของการซ่อมแซมและบำรุงรักษาทั่วโลก (Global Repair and Maintenance Market) มีมูลค่าสูงถึง 1.59 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตจนถึง 2.32 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 (เติบโตเฉลี่ย 7.79% ต่อปี)

ขณะที่รายงาน Future of Repair Report 2025 เผยสถิติว่า 80% ของผู้บริโภคยุคนี้ ใช้ "ความง่ายในการซ่อมแซม" เป็นเกณฑ์สำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหม่ และจากผลสำรวจของ Deloitte พบว่าหากราคาซ่อมพอๆ กับหรือถูกกว่าซื้อใหม่ ผู้บริโภคยินดีที่จะเลือกซ่อมเพื่อยืดอายุมากกว่าการทิ้งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์

จากข้อมูลที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ผู้บริโภคไม่ได้เลิกซื้อของใหม่ แต่กำลังเลือกซื้ออย่างมีเหตุผลมากขึ้น สามารถสรุป ได้ดังนี้

1. ประหยัด คือ เหตุผลหลัก ผู้บริโภคมักเลือกซ่อม เพื่อประหยัดเงิน และเกือบครึ่งซ่อมเพราะต้องการยืดอายุของสินค้า ซึ่งหากคำนวณดูแล้วว่าการซ่อมคุ้มกว่า ก็อาจจะเลือกการซ่อม แทนการซื้อใหม่

2. อยากซ่อม แต่ระบบยังไม่เอื้อ ผู้บริโภคจำนวนมากมีความตั้งใจที่จะซ่อมแซมสินค้าในสัดส่วนที่สูง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เอื้ออำนวย ติดข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น หาช่างยาก, อะไหล่ไม่มี หรือราคาค่าซ่อมที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับการซื้อเครื่องใหม่

3. “ของใหม่” สู่ “ของที่ใช้คุ้มกว่า” ผู้บริโภคไม่ได้ปฏิเสธการซื้อสินค้าใหม่ แต่กำลังเลือกที่จะสนับสนุนแบรนด์ที่พัฒนาสินค้าให้ใช้งานได้ยาวนาน ซ่อมแซมได้ และไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยครั้ง

จาก Right to Repair สู่ Repair Economy

จากกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ได้ผลักดันไปสู่แนวคิดกฎหมาย “Right to Repair หรือสิทธิในการซ่อมแซมสินค้า ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซ่อมแซมสินค้าได้เองหรือผ่านผู้ให้บริการรายย่อย สามารถเข้าถึงอะไหล่และข้อมูลการซ่อมได้ง่ายขึ้น รวมถึงลดการผูกขาดบริการหลังการขายของแบรนด์ใหญ่ แม้ในไทยเองอาจจะยังไม่ได้เกิดขึ้น แต่ก็มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่อาจกำลังเปลี่ยนวิธีคิดของระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่เรียกว่า “Repair Economy” การขายสินค้าจะไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อลูกค้าชำระเงินอีกต่อไป แต่ทำให้ธุรกิจต้องคิดมากขึ้นไปสู่แนวคิดการร่วมรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของสินค้า ซึ่งอาจไม่ใช่แค่ทำสินค้าให้ออกมาดี หรือโดนใจผู้บริโภคให้มากที่สุด แต่ยังต้องคิดเผื่อไปถึงถ้าพังสามารถให้บริการซ่อมได้ไหม มีอะไหล่ให้เปลี่ยนหรือเปล่า ไปจนถึงหากหมดอายุการใช้งานของสินค้าแล้วจริงๆ จะสามารถส่งคืน หรือทำอย่างไร เพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่กลับมาได้บ้าง

‘Commy Care’ เมื่อ “การซ่อม” กลายเป็นโมเดลธุรกิจ ไม่ใช่แค่บริการเสริม

ในไทยเอง มีตัวอย่างธุรกิจที่ทำให้เริ่มเห็นภาพแนวคิดนี้ชัดเจนขึ้น เช่น “Commy Care ที่ปรับเปลี่ยนธุรกิจจากร้านจำหน่ายอุปกรณ์มือถือ ขยับขยายไปสู่ศูนย์บริการซ่อมแซม การเปลี่ยนอะไหล่ และการบริการหลังการขายเต็มรูปแบบ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากโมเดลนี้ คือ บริการซ่อมแซมไม่ได้เป็นส่วนงานที่สร้างภาระค่าใช้จ่าย แต่กำลังกลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ให้กับธุรกิจ ความสัมพันธ์ของแบรนด์และลูกค้าไม่ได้จบลงแค่หลังการซื้อ แต่ยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศของแบรนด์ ผ่านการดูแล ซ่อม เปลี่ยน หรืออัพเกรดสินค้าในระยะยาว ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจมากกว่าการปิดการขายเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป

แล้ว SME ต้องอ่านเกมนี้ยังไง?

ในวันที่แนวคิด Repair Economy เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คำถามสำคัญในวันนี้จึงอาจไม่ใช่ว่า เราต้องเปลี่ยนธุรกิจยังไง แต่คือ จะทำยังไงให้ธุรกิจของเราอยู่ใน Value Chain หรือเส้นทางคุณค่าใหม่นี้ได้อย่างไร มีคำแนะนำดังนี้

1. การเพิ่มมูลค่าหลังการขาย ปรับวิธีคิดใหม่ว่า การทำธุรกิจไม่ได้จบแค่การขายสินค้าได้ แต่ให้ลองคิดรูปแบบบริการต่อไปอีกระยะยาว เช่น การซ่อมแซม, การดูแลรักษา, การอัพเกรดหรือเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

2. ออกแบบสินค้าให้ใช้ได้นานขึ้น พัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถซ่อมแซมได้ง่าย มีอะไหล่รองรับ และไม่จงใจออกแบบให้สินค้าหมดอายุการใช้งานเร็วเกินไป

3. เน้นขายระยะยาว ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการมุ่งเน้นยอดขายเป็นรายครั้ง มาเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า เพื่อให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์

4. ขยายรายได้ไปสู่การเพิ่มบริการเสริม เช่น การนำเสนอแพ็กเกจดูแลรักษา, ระบบสมาชิกรายเดือนหรือรายปี หรือบริการหลังการขายรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับธุรกิจ

และนี่คือ แนวคิดที่เรียกว่า Repair Economy ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพียงแค่พฤติกรรมของผู้บริโภคเท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของภาคธุรกิจทั้งหมด จากเดิมที่วัดความสำเร็จด้วยยอดขาย ให้หันมาวัดความสำเร็จกันด้วยการยืดอายุความคุ้มค่าของสินค้าให้มากขึ้น ที่หากใครทำได้มากกว่า ก็อาจกลายเป็นผู้ชนะในเกมธุรกิจยุคใหม่ที่เอาใจลูกค้าไปครองก็ได้

ที่มา : https://link.springer.com/article/10.1111/jiec.13451?utm

https://mpo.gov.cz/en/consumer-protection/eu-and-the-consumer/behavioural-study-on-consumers_-engagement-in-the-circular-economy--251661/?utm

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...