โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กิน-ดื่ม

จากส้มถึงซุปมิโสะ! ทำไม Specialty Coffee ถึงชอบจับคู่กาแฟกับวัตถุดิบที่คาดไม่ถึง

LSA Thailand

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Lifestyle Asia Thailand

จากกาแฟผสมส้ม ยูซุ มะพร้าว ไปจนถึงโทนิก น้ำผึ้ง หรือแม้แต่มิโสะ หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อนเมนูเหล่านี้อาจฟังดูแปลกจนหลายคนตั้งคำถามว่า “กาแฟต้องผสมเข้ากับวัตถุดิบแบบนี้ด้วยเหรอ?” แต่วันนี้เครื่องดื่มเหล่านี้กลับกลายเป็นเมนูที่พบเห็นได้ในร้าน Specialty Coffee ทั่วโลก และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะต้องการสร้างความแปลกใหม่ หากเป็นผลลัพธ์ของการทำความเข้าใจรสชาติของกาแฟอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

Photo Credit: Unsplash

สิ่งที่ทำให้วงการ Specialty Coffee แตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไปคือการมองกาแฟเป็น “วัตถุดิบ” มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องดื่มที่ต้องเติมนมหรือน้ำตาล เมล็ดกาแฟแต่ละสายพันธุ์ แต่ละแหล่งปลูก และแต่ละวิธีการแปรรูป ล้วนให้รสชาติที่แตกต่างกัน บางตัวให้กลิ่นผลไม้เมืองร้อน บางตัวมีความเปรี้ยวคล้ายส้มหรือเบอร์รี ขณะที่บางตัวมีกลิ่นดอกไม้ ช็อกโกแลต หรือคาราเมล ซึ่งวงการกาแฟรสชาติเหล่านี้เรียกว่า Tasting Notes ซึ่งเป็นลักษณะรสและกลิ่นตามธรรมชาติของเมล็ดกาแฟ ไม่ได้หมายความว่ามีการเติมผลไม้หรือส่วนผสมเหล่านั้นลงไปตั้งแต่ต้น เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บาริสต้าจะเริ่มมองหาวัตถุดิบที่ช่วยขับรสชาติของกาแฟให้ชัดขึ้น

Photo Credit: Unsplash

ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยคือ Espresso & Orange หรือกาแฟกับส้มที่เหตุผลไม่ใช่เพราะต้องการให้กาแฟหวานขึ้น แต่เพราะเมล็ดกาแฟหลายตัว โดยเฉพาะสายพันธุ์อาราบิก้าที่ปลูกในบางพื้นที่มักมีโทนรสแบบ Citrus อยู่แล้ว การเติมน้ำส้มหรือเปลือกส้มในสัดส่วนที่เหมาะสมจึงช่วยขับให้มิติของรสชาติเด่นขึ้นแทนที่จะกลบกัน และแนวคิดเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับเมนูอย่าง Espresso Tonic ที่ใช้ความซ่าของโทนิกช่วยเพิ่มความสดชื่นและทำให้ความเปรี้ยวของกาแฟดูมีชีวิตชีวามากขึ้น หรือ Coconut Americano ที่ใช้น้ำมะพร้าวเติมความหวานตามธรรมชาติและความสดชื่นโดยไม่ต้องพึ่งไซรัป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราจึงเริ่มเห็นร้านกาแฟหลายแห่งนำวัตถุดิบที่ดูคาดไม่ถึงเข้ามาอยู่ในแก้วเดียวกับกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นยูซุ ลิ้นจี่ พีช สตรอว์เบอร์รี โรสแมรี โหระพา น้ำผึ้ง หรือแม้แต่มิโสะเอง แม้จะฟังดูแปลกแต่ทั้งหมดล้วนมีจุดร่วมเดียวกันคือการสร้าง “สมดุลของรสชาติ” ไม่ใช่การสร้างความหวือหวาเพียงเพื่อเรียกความสนใจ

Photo Credit: Unsplash

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เมนูเหล่านี้ได้รับความนิยมคืออิทธิพลของวัฒนธรรม Mixology ที่เริ่มเข้ามาเชื่อมกับวงการกาแฟมากขึ้น บาริสต้าในปัจจุบันไม่ได้เรียนรู้แค่การสกัดกาแฟ แต่ยังศึกษาการจับคู่รสชาติหรือ Flavor Pairing เทคนิคการผสมเครื่องดื่ม และการเลือกวัตถุดิบที่ช่วยเสริมบุคลิกของเมล็ดกาแฟแต่ละชนิด ทำให้หลายเมนูมีวิธีคิดไม่ต่างจากการสร้างสรรค์ม็อกเทลหรือค็อกเทล

แต่ถ้าพูดตรงๆ อีกแง่หนึ่งผู้บริโภคเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะเมื่อก่อนกาแฟหนึ่งแก้วอาจถูกเลือกเพียงเพราะต้องการคาเฟอีน แต่วันนี้หลายคนเริ่มสนใจที่มาของเมล็ดกาแฟ วิธีการคั่ว กระบวนการแปรรูป รวมถึงรายละเอียดของรสชาติที่ซ่อนอยู่ในแต่ละแก้ว ผู้คนไม่ได้ถามแค่ว่า “กาแฟแก้วนี้หวานไหม” แต่เริ่มถามว่า “เมล็ดมาจากไหน” “มี Tasting Notes แบบไหน” หรือ “ทำไมร้านถึงเลือกจับคู่กาแฟกับวัตถุดิบชนิดนี้” ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนว่า Specialty Coffee ในปัจจุบันไม่ได้มุ่งแข่งขันกันที่ความแปลกเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันที่ความเข้าใจในวัตถุดิบและการสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านรสชาตินั่นเอง

Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...