นิติศาสตร์ จุฬาฯ เสวนาชี้ข้อเท็จจริง MOU 44 ยันไม่เสียเกาะกูด
10 กรกฎาคม 2569 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาทางวิชาการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลและความมั่นคง เพื่อเคลียร์ข้อเท็จจริงกรณี MOU 44 และ ข้อพิพาททางทะเล ระหว่าง ไทยกัมพูชา หลังสังคมเกิดความกังวลเรื่องอธิปไตยเหนือ เกาะกูด โดยนักวิชาการชี้ชัดว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าว เป็นกลไกตามหลักสากล ที่ช่วยรักษาผลประโยชน์ชาติ และเตือนว่าการล้มโต๊ะเจรจา อาจส่งผลเสียต่อการแบ่งปันพลังงานในอนาคต
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ "ฬ.จุฬาฯ นิติมิติ" หัวข้อ "ไทย-กัมพูชา หลัง MOU 44" เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง และมุมมองทางกฎหมายเกี่ยวกับข้อพิพาททางทะเล ระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายหลังประเด็นการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2544 กลายเป็นที่ถกเถียงในสังคม
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ และศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ร่วมอภิปรายในประเด็นกฎหมายทะเล ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคง
ผู้ร่วมเสวนาอธิบายว่า MOU 44 จัดทำขึ้นภายใต้กรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS 1982) เพื่อใช้เป็นมาตรการชั่วคราวในการบริหารจัดการ พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา โดยยืนยันว่า
MOU ดังกล่าวไม่กระทบต่ออธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูด เนื่องจากแผนผังแนบท้ายได้กำหนดเส้นเขตการเจรจาอ้อมเกาะกูดไว้อย่างชัดเจน และสถานะของเกาะกูดได้รับการรับรองไว้แล้วตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907
ด้าน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ ระบุว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา MOU 44 มีการเจรจาทั้งระดับนโยบายและระดับเทคนิคมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมองว่าการเจรจาแบ่งเขตทางทะเล เป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนานเป็นเรื่องปกติ
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การยกเลิก MOU 44 อาจทำให้ไทยสูญเสียเงื่อนไขสำคัญ ในการเจรจาที่เชื่อมโยงการกำหนดเส้นเขตทางทะเลกับการแบ่งปันผลประโยชน์ด้านพลังงาน
ขณะที่ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ อธิบายว่า UNCLOS ไม่ได้กำหนดให้ใช้เส้นแบ่งเขตกึ่งกลางทะเลเสมอไป แต่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นธรรม และในระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ ให้จัดทำมาตรการชั่วคราว ซึ่ง MOU 44 ถือเป็นกลไกที่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว
ด้าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ กล่าวว่า การประกาศเส้นอ้างสิทธิของแต่ละประเทศเป็นเพียงการแสดงจุดยืนฝ่ายเดียว ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายจนกว่าจะมีข้อตกลงร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ไทยยังมีข้อได้เปรียบทางกฎหมายหลายประการ ทั้งสถานะของเกาะกูด ความยาวชายฝั่ง และหลักเกณฑ์ที่ศาลระหว่างประเทศใช้ในการกำหนดเขตทางทะเล
สำหรับประเด็นกลไกประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้ UNCLOS ผู้ร่วมเสวนาระบุว่าเป็นกระบวนการของคณะกรรมาธิการคนกลาง ไม่ใช่ศาลที่มีอำนาจชี้ขาด โดยมีหน้าที่ช่วยให้คู่พิพาทหาทางออกร่วมกันผ่านการเจรจาอย่างสุจริต มากกว่าการตัดสินแพ้หรือชนะ
ในมิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจคลาดเคลื่อนหลายประการในสังคมไทย ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์การปักปันเขตแดน การอ้างสิทธิในดินแดนเดิม และความเข้าใจเกี่ยวกับ MOU 44 พร้อมย้ำว่าการแก้ไขข้อพิพาทจำเป็นต้องอาศัยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่อารมณ์หรือความรู้สึก
นอกจากนี้ยังเสนอว่า รัฐบาลควรรักษาแนวทางการใช้กลไกทางกฎหมาย และการทูตในการแก้ไขปัญหา ไม่ดึงข้อพิพาทเข้าสู่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเร่งพัฒนาการสื่อสารของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อประชาคมโลกควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ