โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บาทเปิดเช้านี้ 33.38 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.38 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์

10 ก.ค. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.36-33.48 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่ตลาดได้กังวลก่อนหน้า (แต่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง)

อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงพอควร โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงจากโซน 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สู่โซน 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED

ขณะเดียวกัน บรรยากาศในตลาดการเงินได้ทยอยกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถรีบาวด์ขึ้นเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง และนำมาสู่การปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อทั้งราคาทองคำ และหุ้นธีม AI/Semiconductor (รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม) เงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยยังมีโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะปรับสถานะถือครอง อย่าง สถานะ Long USD อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินอาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง ผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ไทย โดยบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังคงทยอยเข้าซื้อหุ้นไทย รวมถึงบอนด์ไทยเพิ่มเติมได้ แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะเป็นปัจจัยที่จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทไว้เหนือโซนแนวรับดังกล่าว

ในทางกลับกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมากและมีโอกาสเห็นราคาน้ำมันดิบกลับสู่โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือมากกว่าได้ จะทำให้ ผู้เล่นในตลาดยิ่งมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนหนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อพอสมควร พร้อมทั้งกดดันราคาทองคำและเงินบาท โดยในกรณีนี้ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้านสำคัญ และเปิดโอกาสอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หลังผู้เล่นในตลาดลดความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Meta +4.7% รวมถึง บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย AMD +5.7%

ทว่าการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.6% ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.27% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.81% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.30%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.78% หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง พร้อมปรับลดโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปมีการรีบาวด์สูงขึ้นเป็นวงกว้าง ยกเว้นหุ้นกลุ่มพลังงานที่เผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ และหุ้นกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะ AstraZeneca -6.2% หลังบริษัทรายงานผลการวิจัยยาในขั้นตอนการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายที่น่าผิดหวัง

ตลาดบอนด์

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.55% ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานและการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 36% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้

ทั้งนี้ เราคงประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน

อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่

ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย ในกรอบ Sideways Down ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้ม FED ขึ้นดอกเบี้ย ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับเปลี่ยนสถานะถือครองชัดเจน จนกว่าจะรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อย สู่โซน 100.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.1 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ลดลงบ้าง และหนุนการปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นและสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อฝั่งยุโรป ทั้ง อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนี และฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอย่างมีนับสำคัญ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานภาวะตลาดน้ำมันรายเดือนจากทาง IEA (IEA Monthly Report) ที่จะช่วยสะท้อนภาพตลาดน้ำมัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันได้

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...