โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐฯ เปิดฉาก มุ่งลดศักยภาพทางทหาร อิหร่านแค้น! ปิดช่องแคบอีกครั้ง

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เพื่อจำกัดขีดความสามารถทางทหาร ทางอิหร่านแค้นหนัก ออกมาประกาศปิดช่องแคบนี้อีกครั้ง!

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (12 กรกฎาคม 2569) โดยเผยว่า ทำไปเพื่อจำกัดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทางอิหร่านได้ออกมาประกาศปิดช่องแคบนี้อีกครั้ง ยิ่งเป็นการเพิ่มจุดเดือดให้กับสหรัฐฯ จนทางสหประชาชาติต้องออกมาเตือนทั้ง 2 ฝ่ายว่า ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินการเจรจามากกว่าการโจมตี เพราะคนที่ประสบพบเจอความยากลำบากมากที่สุดคือ ชาวเรือที่ยังติดค้างอยู่ในเส้นทางช่องแคบกว่า 6,000 ราย

สถานการณ์การโจมตีครั้งล่าสุด

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันเสาร์ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยว่า ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านราว 140 แห่ง ครอบคลุมทั้งฐานปฏิบัติการโดรน ระบบขีปนาวุธ คลังอาวุธ ระบบลาดตระเวน และกำลังทางเรือ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน บาห์เรน คูเวต กาตาร์ และโอมาน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การโจมตีครั้งล่าสุดเป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดศักยภาพทางทหารของอิหร่าน และให้รัฐบาลอิหร่านรับผิดชอบต่อการโจมตีลูกเรือ และเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกันด้านสื่อของรัฐบาลอิหร่านได้รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เมืองซีริก เกาะเกชม เมืองจาสก์ และพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองบันดาร์อับบาส อย่างไรก็ตาม ทางการจังหวัดฮอร์โมซกันได้ออกมายืนยันว่า ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต หรือผู้ได้รับบาดเจ็บในขณะนี้

สรุปช่องแคบปิด หรือยังเปิดอยู่?

ความตึงเครียดครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของบันทึกความเข้าใจที่สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งมีเป้าหมายยุติสงคราม และปูทางสู่การเจรจาในอนาคต โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติคิดเป็นราว 20% ของการขนส่งทั่วโลกก่อนเกิดสงคราม

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว อิหร่านให้คำมั่นว่าจะอำนวยความสะดวกต่อการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 60 วัน พร้อมร่วมเจรจากับโอมาน ซึ่งเป็น 1 ในประเทศที่ติดกับช่องแคบ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเล

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ใช้โดรนโจมตีเรือบรรทุกสินค้า และเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำ โดยอ้างว่าเรือบางลำไม่ปฏิบัติตามเส้นทางที่กำหนด ส่งผลให้สหรัฐฯ มองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง และยิงตอบโต้อิหร่านกลับหลายครั้ง

โดยล่าสุด อิหร่านประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า ทางอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ในขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันว่า เส้นทางเดินเรือยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติ

สหประชาชาติเรียกร้องทุกฝ่ายทำการเจรจา

ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายสงบสติอารมณ์ตัวเอง หลีกเลี่ยงการยกระดับการโจมตี และเดินหน้าเจรจา เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัยของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมรายงานว่า ปัจจุบันยังมีลูกเรือราว 6,000 คนติดค้างอยู่ในพื้นที่จากผลกระทบของความขัดแย้งนี้

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคยุติการเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนของตนเป็นฐานปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน พร้อมยืนยันว่าการตอบโต้ของอิหร่านเป็นการปกป้องอธิปไตยของประเทศตามกฎหมายระหว่างประเทศเพียงเท่านั้น

ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซรอบที่แล้ว

สหประชาชาติรายงานว่า เศรษฐกิจโลกกระทบหนักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซรอบที่แล้ว โดยมีดังนี้

การนำเข้า-ส่งออกสินค้า : ช่วงต้นปี 2569 มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกสินค้าทั่วโลกมีแนวโน้มไปในทางที่ดีมาก แต่หลังจากมีการปิดช่องแคบเกิดขึ้น จากที่การเติบโตของโลจิสติกส์ทั่วโลกในปี 2568 เติบโตถึง 4.7% ในปี 2569 คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 1.5 % - 2.5% เท่านั้น

ภาวะเงินเฟ้อ : จากปัญหาด้านพลังงานโลกที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาสินค้า และค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก และอาจพุ่งสูงกว่าเดิมหากสงครามยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง

ความตึงเครียดด้านการเงิน : นักลงทุนถอนการลงทุนออกในหลาย ๆ ประเทศ เพราะแบกรับหนี้ทางเศรฐกิจไม่ไหว ทำให้หุ้นร่วงตกในทันที เสี่ยงวิกฤตต้มยำกุ้งอีกครั้ง

สภาวะการเป็นหนี้ของประชาชน : กว่า 3,400 ล้านคนพยายามใช้จ่ายให้กับหนี้ที่ตัวเองแบกรับอยู่มากกว่าใช้จ่ายให้กับด้านสุขภาพ และการศึกษา

แล้วประเทศไทยครั้งที่แล้วรับผลกระทบด้านใดบ้าง?

ราคาน้ำมัน : ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจำนวนมาก ซึ่งหากราคาน้ำมันโลกขึ้น ราคาน้ำมันของไทยก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะประเทศไทยยังต้องนำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกาตาร์ ประมาณร้อยละ 20 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งก๊าซส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 30 ของปริมาณการใช้ก๊าซรวมในประเทศ แต่ในครั้งที่แล้ว ประเทศไทยมีแผนรับมือ โดยเพิ่มก๊าซจากอ่าวไทย และเมียนมา จัดหาแหล่ง LNG เพิ่ม และเตรียมมาตรการฉุกเฉินจากกระทรวงพลังงาน

ราคาปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้น : ข้อมูลจาก TRADING ECONOMICS มีรายงานว่า ราคาปุ๋ยยูเรียช่วงเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นประมาณ 49.37% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ประเทศไทยมีการกักเก็บไว้ ทำให้มีเหลืออยู่ 6.5 ล้านกระสอบ และมีการนำเข้าเพิ่มเติมจากซาอุดีอาระเบียอีก 2 ล้านกระสอบทำให้สามารถใช้ได้จนถึงเดือนสิงหาคมนี้

ค่าไฟเพิ่ม : พอแหล่งผลิตที่เขตอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน และเขตอุตสาหกรรม เมไซอีด ถูกโจมตีจากอิหร่าน ทำให้ราคา LNG ในยุโรปพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 24 มาอยู่ที่ 53.6 ยูโร/MWh ส่วนคนไทยได้รับผลกระทบคือ ค่าไฟฟ้า เพราะต้นทุนก๊าซในระบบเฉลี่ยราคาก๊าซธรรมชาติจะพุ่งสูงขึ้น ทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ/mmBTU

เสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ : เมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น ทำให้ค่าขนส่งแพงขึ้น จึงทำให้ประเทศไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ และนำไปสู่ผลกระทบด้านค่าโดยสาร ราคาสินค้า และต้นทุนธุรกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...