โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'สโตรก' คร่าชีวิตคนไทยทะลุร้อยรายต่อวัน ออมรอน ชู AI คัดกรองความเสี่ยง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการของคนไทย ขณะที่ "โรคความดันโลหิตสูง" และ "ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว" (Atrial Fibrillation: AFib) เป็นสองปัจจัยเสี่ยงหลักที่สามารถตรวจพบและป้องกันได้ หากได้รับการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาระบุ ผู้ป่วย AFib จำนวนมากไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวจนเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมักมีความรุนแรงและนำไปสู่ความพิการในระยะยาว

ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองยังเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของความพิการและการเสียชีวิต โดยปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้และมักเกิดร่วมกัน คือ โรคความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib)

ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญคือ ผู้ป่วย AFib ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ส่งผลให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ จนกระทั่งเกิดโรคหลอดเลือดสมองแล้ว อีกทั้งโรคหลอดเลือดสมองที่มีสาเหตุจาก AFib ยังมีแนวโน้มรุนแรงกว่า มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า และทำให้เกิดความพิการระยะยาวมากกว่าผู้ป่วยทั่วไป

"การเพิ่มศักยภาพให้สามารถคัดกรองความเสี่ยงภาวะ AFib ควบคู่กับการวัดความดันโลหิต จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยตรวจพบความผิดปกติได้เร็วขึ้น แม้เทคโนโลยีจะไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ แต่สามารถช่วยคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียจากโรคหลอดเลือดสมองได้"

สถิติปี 2567 พบผู้ป่วยกว่า 3 แสนราย

โดยข้อมูลสถิติล่าสุดปี 2567 พบว่ามีผู้ป่วยสะสมประมาณ 363,688 คน ขณะที่ในปี 2566 มีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว 37,947 คน หรือเฉลี่ย 104 คนต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่าโรคหลอดเลือดสมองยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการของคนไทย

ออมรอนชูนวัตกรรมเครื่องวัดความดันโลหิตอัจฉริยะ สนับสนุนการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันและการคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อจำแนกผู้ป่วยตามสาเหตุ พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 291,000 คน เป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) และในจำนวนนี้ราว 198,000 คน มีสาเหตุจากหลอดเลือดตีบทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีผู้ป่วยอีกราว 35,000-45,000 คน ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AFib) ซึ่งเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญ

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วถือเป็น "ภัยเงียบ" เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากแทบไม่แสดงอาการ โดยพบว่าผู้ป่วย 1 ใน 3 ไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองมีภาวะดังกล่าว ทำให้ไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนจะเกิดโรคหลอดเลือดสมองในที่สุด สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองส่วนใหญ่จะมีสาเหตุจากภาวะหลอดเลือดตีบ แต่ยังมีผู้ป่วยอีกหลายหมื่นรายที่มีต้นเหตุจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยไม่รู้ตัว จึงยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการตรวจคัดกรองความดันโลหิตและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

WHO ชี้คนไทย 1 ใน 4 เสี่ยงความดันสูง เกือบครึ่งไม่รู้ตัว

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO Thailand) ระบุว่า คนไทยวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 4 คน มีภาวะความดันโลหิตสูง แต่มีเพียงประมาณ 30% เท่านั้นที่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ ขณะที่เกือบ 50% ไม่ทราบว่าตนเองป่วย เนื่องจากโรคมักไม่แสดงอาการ จึงถูกเรียกว่า "ฆาตกรเงียบ"

นอกจากนี้ โรคหลอดเลือดสมองยังเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของประเทศ โดยกว่า 58% ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีสาเหตุจากภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่ผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วจะมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า และมีแนวโน้มพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น

นายยูซุเกะ กาโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ออมรอนเปิดตัวเครื่องวัดความดัน 3 ซีรีส์ใหม่ ชู AI คัดกรอง AFib ในการวัดครั้งเดียว

ท่ามกลางความท้าทายด้านสาธารณสุขดังกล่าวนายยูซุเกะ กาโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ "Going for ZERO" ที่มุ่งลดอุบัติการณ์รุนแรงจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย โดยพัฒนาเครื่องวัดความดันโลหิตสำหรับใช้งานที่บ้านให้ก้าวจากการติดตามค่าความดันเพียงอย่างเดียว สู่การคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเชิงรุก

ล่าสุด บริษัทเปิดตัวเครื่องวัดความดันโลหิตอัจฉริยะ 3 ซีรีส์ใหม่ ได้แก่ EZ Series, IQ Series และ HEM-7383T1 ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยี Intellisense AFib ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์คลื่นแรงดันจากการบีบตัวของหัวใจ (Pressure Pulse Waves: PPW)

นายยูซุเกะ กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้การวัดความดันโลหิตที่บ้านไม่ใช่เพียงการติดตามตัวเลข แต่เป็นเครื่องมือช่วยเฝ้าระวังสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองในระยะเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ได้เร็วขึ้น

ออมรอนชี้คนรุ่นใหม่เสี่ยงความดันสูง เร่งขยายฐานผู้ใช้วัย 35 ปีขึ้นไป

ด้านนางสาวปฐมา บุญรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ออมรอน เฮลธแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ใช้งานเครื่องวัดความดันโลหิตส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่บริษัทเริ่มเห็นแนวโน้มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะวัยทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี ยังมีการตรวจสุขภาพไม่สม่ำเสมอ แม้จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจากความเครียดในการทำงาน การใช้ชีวิตในเมือง และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

บริษัทจึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักในปีนี้ไว้ที่ผู้มีอายุ 35 ปีขึ้นไป พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เนื่องจากเครื่องวัดความดันโลหิตเฉพาะทางยังให้ค่าที่แม่นยำกว่าสมาร์ตวอตช์ ซึ่งเหมาะสำหรับติดตามแนวโน้มของข้อมูลสุขภาพมากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยหรือคัดกรองโรค

นางสาวปฐมา กล่าวว่า ปัจจุบันคาดว่าประมาณ 50-58% ของครัวเรือนไทยมีเครื่องวัดความดันโลหิตติดบ้านแล้ว ขณะที่โอกาสการเติบโตของตลาดยังอยู่ในกลุ่มผู้ใช้งานครั้งแรก (First-time User) และผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาใช้แบรนด์ใหม่ (Brand Switch) โดยผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์จากความน่าเชื่อถือของแบรนด์ รวมถึงคำแนะนำจากสมาชิกในครอบครัว ขณะที่ภาพรวมตลาดยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้บริษัทจะไม่เปิดเผยตัวเลขการเติบโตและยอดจำหน่ายที่ชัดเจน

สำหรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ในปีนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับ EZ Series และ IQ Series ซึ่งเป็นรุ่นหลักของตลาดไทย โดยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคผ่านการพัฒนาผ้าพันแขนขนาดใหญ่ รองรับรอบต้นแขน 22-42 เซนติเมตร รวมถึงมีทั้งรุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth และรุ่นมาตรฐาน เพื่อให้ครอบคลุมผู้ใช้งานในหลายช่วงราคาและตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...