คุก 13 ปี ผจก.ธนาคารพร้อมลูกน้อง เอื้อแก๊งจีนเทา เปิดบัญชีตุ๋นประชาชน
ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 13 ปี ผู้จัดการธนาคารพร้อมลูกน้อง เอื้อแก๊งจีนเทา เปิดบัญชีตุ๋นประชาชน เสียหายนับร้อยล้าน
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 69 ที่ศาลจังหวัดพัทยา ได้มีการอ่านคำพิพากษา ตามคดีดำที่ อ.968/2568 และ คดีแดงที่ อ.726/2569 ตัดสินลงโทษจำเลย 8 คน ฐานความผิดหลายข้อหา อาทิ การจัดหาบัญชี, เปิดหรือยินยอมให้ใช้บัญชี, สนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าข้อมูลเท็จทางคอมพิวเตอร์, ฟอกเงิน, และ ปลอมเอกสารสิทธิ ซึ่งจำเลยทั้ง 8 คน เกี่ยวข้องกับการจัดหาบัญชีธนาคารเพื่อใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงความผิดฐานสนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และ ปลอมเอกสาร
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา ซึ่งจำเลยเป็นผู้จัดการสาขาและพนักงานธนาคารพาณิชย์ แห่งหนึ่งในเมืองพัทยา ประกอบด้วย 1.นายสุรสิทธิ์ ผู้จัดการสาขา 2.นางสาวสิริลักษณ์ จนท.ฝ่ายการตลาด 3.นางสาวชุติมา พนักงานหน้าเคาว์เตอร์ และ 4.นายทรงพล พนักงานหน้าเคาว์เตอร์ รับโทษจำคุกคนละ 13 ปี (ทั้งหมดให้การปฏิเสธ) จากการมีส่วนช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกในการเปิดบัญชีให้กลุ่มผู้ต้องหาชาวจีน ซึ่งภายหลังถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้าของขบวนการคอลเซ็นเตอร์
ส่วนจำเลยรายอื่น ศาลพิพากษาให้ นายตัน เกาบิน และ นายชิ ชุน สง (ชาวจีน) ทำหน้าที่จัดหาบัญชี จำคุกคนละ 5 ปี นายณรงค์ฤทธิ์ ทำหน้าที่ยืมบัญชีธนาคาร จำคุก 1 ปี และ นางสาวมลธิดา ทำหน้าที่เอเย่นต์จัดหา จำคุก 6 ปี
คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2568 พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ อดีต ผบก.สส.ภ.2 นำกำลังตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 และ ตำรวจ สภ.บางละมุง เข้าตรวจค้นและเก็บพยานหลักฐานภายในธนาคารแห่งหนึ่ง ริมถนนสุขุมพัทยากลาง ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมเชิญตัวระดับผู้จัดการสาขา และ พนักงาน รวม 4 คน ไปทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม หลังพบพฤติกรรมต้องสงสัยเกี่ยวกับการเปิดบัญชีให้ชาวจีนที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยว ผลการสืบสวนพบว่า ธนาคารสาขาดังกล่าวมีการเปิดบัญชีมากกว่า 100 บัญชี ก่อนถูกนำไปใช้เป็นช่องทางรับโอนเงินจากผู้เสียหายในคดีหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
ซึ่งผลการปฏิบัติของตำรวจชุดสืบสวน ภาค 2 ในครั้งนั้น ถือเป็นการกวาดล้างเครือข่ายบัญชีม้า ที่เชื่อมโยงระหว่างนายหน้าต่างชาติและพนักงานธนาคาร ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและระบบการเงินไทยอย่างร้ายแรง ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ถือเป็นกรณีตัวอย่างในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงินในประเทศไทย