SCGP เปิดโมเดล ‘ป่ายูคาลิปตัส’ สร้าง Nature Positive ชูมาตรฐาน FSC เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์
จากแรงกดดันจากเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability) และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) นำมาสู่การปรับตัวขนานใหญ่ของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ
SCGP หรือ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)ในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ของไทย ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตและแปรรูปเป็นแพคเกจจิ้ง จึงพาสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อศึกษาโมเดลการจัดการสวนไม้ยูคาลิปตัส ภายใต้เป้าหมาย Nature Positive
มาตรฐาน FSC กลไกสู่ Nature Positive
SCGP มีบริษัทลูกในชื่อ “บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด” ซึ่งดำเนินการด้านการปลูกไม้ยูคาลิปตัส เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบส่งให้ SCGP แปรรูปเป็นกระดาษและบรรจุภัณฑ์
นายมหาศาล ธีรวรุฒม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ใน SCGP กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ จึงมุ่งขับเคลื่อนแนวทาง Nature Positive โดยเชื่อมการเติบโตทางธุรกิจกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘การส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัสเป็นพืชเศรษฐกิจ’
นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573 และมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593
หัวใจสำคัญของการสร้าง Nature Positive ผ่านป่ายูคาลิปตัสคือ มาตรฐาน Forest Stewardship Council (FSC) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่เปลี่ยนสภาพป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่ประเภทอื่น และกำหนดให้ต้องมีพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อยร้อยละ 10ของพื้นที่สวนไม้ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาว
ปัจจุบันบริษัทมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน FSC-FM/CoC (ใบอนุญาตรหัส FSC-C012207) รวม 55,369 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 6,212 ไร่ โดยเฉพาะที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของการปลูกไม้ยูคาลิปตัส มีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSC จำนวน 8,174 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 1,586 ไร่
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนเพิ่มพื้นที่รับรองสวนไม้ยูคาลิปตัสอีก 10,000 ไร่ และฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม 1,000 ไร่ ภายในปี 2570
นายมหาศาล อธิบายว่า บริษัทได้ขยายการรับรองมาตรฐาน PEFC ในพื้นที่สวนไม้ โดยนำเทคโนโลยีสำรวจระยะไกลด้วยภาพถ่ายดาวเทียมมาประเมินการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการรับรองจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น EUDR (EU Deforestation-free Regulation) รองรับความต้องการของตลาดโลกและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทยังนำแพลตฟอร์ม CERT+ ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปภายใน SCGC มาใช้ยกระดับการตรวจวัดคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ โดยอาศัยภาพถ่ายดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) แปลงข้อมูล 2 มิติให้เป็นข้อมูล 3 มิติ เพื่อคำนวณปริมาณคาร์บอนสะสมในต้นไม้แบบใกล้เคียงเวลาจริง (Near Real Time) CERT+ ได้รับการรับรองวิธีการประเมินจาก อบก. ทำให้ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปซื้อขายหรือรายงานชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง
‘สัตว์-พืช’ ฟื้นตัว สะท้อน Nature Positive
บริษัท ใช้ความร่วมมือกับ ศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์ประสานงานเครือข่ายวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย เพื่อสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทุก 2 ปี ล่าสุดในพื้นที่สวนไม้กำแพงเพชรพบพรรณไม้ทั้งหมด 82 ชนิด จาก 37 วงศ์
โดยรายงานโครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ บริเวณพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ในสวนไม้กำแพงเพชร ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจปี 2564 และ 2566 พบพรรณไม้ในแปลงตัวอย่างคงที่ที่ 101 ชนิด 77 สกุล 33 วงศ์ แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไป พบความหนาแน่นเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2,203 เป็น 2,552 ต้นต่อเฮกตาร์ และพื้นที่หน้าตัดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 21.65 เป็น 23.06 ตารางเมตรต่อเฮกตาร์ สะท้อนว่าต้นไม้ในพื้นที่เติบโตขึ้นจากการอนุรักษ์และกันพื้นที่ไว้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อจำแนกตามสถานภาพของ IUCN Red List พบพรรณไม้ที่มีสถานภาพรวม 38 ชนิด แบ่งเป็นใกล้สูญพันธุ์ (EN) 2 ชนิด ได้แก่ ประดู่ป่าและชิงชัน สถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 1 ชนิด คือพะยอม และใกล้ถูกคุกคาม (NT) 3 ชนิด ได้แก่ เต็ง พลวง และเก็ดดำ ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่อยู่ในสถานภาพเป็นกังวลน้อยที่สุด
นอกจากพื้นที่กำแพงเพชร SCGP ยังดำเนินการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพอีก 2 แห่ง ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคีและป่าอนุรักษ์เขาชะอางค์ จังหวัดกาญจนบุรี โดยผลสำรวจล่าสุดของคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 2568 ชี้ว่าพื้นที่กำแพงเพชรมีดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในระดับสูง ขณะที่เขาชะอางค์อยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง สะท้อนแนวโน้มเชิงบวกของระบบนิเวศในทุกพื้นที่ที่บริษัทดูแล
ผลสำรวจปี 2566 พบสัตว์ป่าทั้งสี่กลุ่มรวม 123 ชนิด โดยกลุ่มนกพบมากที่สุดถึง 74 ชนิด (เพิ่มจาก 58 ชนิดในปี 2564) รองลงมาคือสัตว์เลื้อยคลาน 20 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 17 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 12 ชนิด ค่าดัชนีความหลากชนิดของนก (Shannon-Wiener index) อยู่ที่ 2.99 ซึ่งค่อนข้างสูง เนื่องจากพื้นที่มีความหลากหลายของถิ่นที่อยู่อาศัย ทั้งป่าธรรมชาติ ทุ่งหญ้า แหล่งน้ำ และแปลงสวนป่าหลายช่วงอายุ
ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบชนิดใหม่เพิ่มเข้ามา เช่น หมาจิ้งจอกทองและพังพอนธรรมดา ขณะที่นกพบชนิดใหม่หลายชนิด อาทิ นกเอี้ยงหงอน นกปากห่าง และนกเหยี่ยวปีกแดง ซึ่งเป็นชนิดที่ค่อนข้างพบเห็นได้ยากในพื้นที่อื่น
จากการศึกษาความหลากชนิดของแมลงในพื้นที่ป่าเต็งรังบริเวณป่าฟื้นฟู อำเภอพรานกระต่าย พบแมลงทั้งสิ้น 144 ชนิด จาก 64 วงศ์ ใน 15 อันดับ โดยอันดับ Coleoptera (ด้วง) พบจำนวนชนิดมากที่สุดถึงร้อยละ 26.39 ของชนิดที่พบทั้งหมด ขณะที่วงศ์ Formicidae (มด) เป็นวงศ์เด่นที่พบในทุกพื้นที่ศึกษา คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25-40 ของชนิดแมลงในแต่ละพื้นที่ ความหลากหลายของแมลงเหล่านี้เป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระดับฐานราก
ความท้าทายจากชุมชน
จากการประเมินพื้นที่ตามเกณฑ์ High Conservation Value (HCV) สวนไม้กำแพงเพชรยังไม่เข้าเกณฑ์ HCV 1 และ HCV 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับชนิดพันธุ์ถูกคุกคามหรือหายากในระดับสูง แต่ถูกจัดอยู่ในระดับ HCV 5 คือเป็นแหล่งสนับสนุนความต้องการขั้นพื้นฐานของชุมชน เนื่องจากชาวบ้านโดยรอบเข้ามาใช้ประโยชน์จากผลผลิตรองของป่า (Non-Timber Forest Products) เช่น เห็ด ผักหวาน หน่อไม้ และผลไม้ป่าต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นความท้าทายที่ต้องจับตา โดยพบหลักฐานการลักลอบตัดไม้กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทั้งเพื่อทำฟืนและไม้โครงสร้างขนาดเล็ก รวมถึงชุมชนรอบพื้นที่ยังนำสัตว์เลี้ยง เช่น กระบือและโค เข้ามาเลี้ยงและหากินในสวนป่า ซึ่งนักวิจัยระบุว่า การเหยียบย่ำกล้าไม้และการตัดไม้รุ่นหรือไม้ขนาดกลาง ส่งผลเสียต่อโครงสร้างชั้นอายุของพรรณไม้สำคัญ อาจกระทบต่อการลดจำนวนประชากรพืชและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับท้องถิ่น (local extinction) ได้ในระยะยาว หากไม่มีมาตรการจัดการที่ชัดเจน
รายงานจึงเสนอว่าบริษัทควรกำหนดมาตรการป้องกันและขอความร่วมมือกับชุมชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น ทั้งการกำหนดขอบเขตพื้นที่ใช้ประโยชน์ที่ชัดเจน การติดป้ายประกาศระเบียบ และการสร้างระบบติดตามชนิด-ปริมาณทรัพยากรที่ถูกใช้ประโยชน์ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้การพึ่งพาป่าของชุมชนดำเนินไปได้โดยไม่กระทบต่อการฟื้นตัวของระบบนิเวศในระยะยาว ควบคู่กับการสร้างเส้นทางศึกษาธรรมชาติเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้กับเยาวชนในพื้นที่
‘โครงการยูคาริมคันคลอง’ พลิกพื้นที่ว่างเปล่าเป็นแหล่งรายได้
นายมหาศาล กล่าวต่อว่า บริษัทยังเดินหน้า “โครงการยูคาริมคันคลอง” โดยนำพื้นที่ริมคลองที่เคยไม่ได้ใช้ประโยชน์มาพัฒนาเป็นแนวปลูกยูคาลิปตัสอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อเสริมความมั่นคงของพื้นที่ริมคลอง เพิ่มพื้นที่สีเขียว และต่อยอดเป็นแหล่งรายได้ให้กับชุมชน
นายสุพรรณ เกตุพงษ์ ผู้ใหญ่บ้านนาถัง ตำบลถ้ำกระต่ายทอง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า นอกจากการปลูกต้นไม้ โครงการนี้ยังทำให้คนในชุมชนได้ร่วมแรงร่วมใจดูแลพื้นที่ของตัวเอง เกิดความสามัคคีและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน พื้นที่ที่เคยว่างเปล่ากลับมามีคุณค่า ทั้งช่วยดูแลดินและน้ำ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อถึงรอบการเก็บเกี่ยว รายได้ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นกองทุนของหมู่บ้านเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคและดูแลคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
ด้านนายวีรเชษฐ์ จันทวงษ์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหัววัว หมู่ที่ 8 บางวังพึง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวเสริมว่า ชุมชนได้ร่วมกับบริษัท สยามฟอเรสทรี กำหนดแนวทางการดูแลและอนุรักษ์ป่าอย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเหมาะสมและการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหารในชุมชน ควบคู่กับการฟื้นตัวของป่าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจ้างงานคนในท้องถิ่นให้ดูแลพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น พร้อมเห็นความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อย่างชัดเจน ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของป่า การกลับมาของสัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน